อู๋เฟิ่งเสียพยักหน้า“คุณพูดถูกค่ะ! ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ฉันก็ต้องลองดู!”
ซูเจียวเจียวกล่าว“คุณสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงเฉิง และเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ก็เพื่อยุวชนฮั่วใช่ไหมคะ”
อู๋เฟิ่งเสียเผยรอยยิ้มอย่างเขินอาย“ค่ะ!แม้ว่าฉันจะรู้จักยุวชนฮั่วอย่างจริงจังเมื่อตอนที่มาเป็นครูที่นี่แต่ฉันก็พบว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถมาก แถมยังซื่อตรงและยังเป็นผู้ชายแบบที่ฉันชอบด้วย!ดังนั้นเมื่อเห็นเขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงเฉิง ฉันก็อยากจะไปที่นั่นเหมือนกันโชคดีที่ฉันสอบติดด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าต้องอยู่ห่างไกลกันอนาคตก็คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว”
ซูเจียวเจียวรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของอู๋เฟิ่งเสียอย่างยิ่งอย่างน้อยเธอก็เป็นคนกล้าหาญที่กล้าไล่ตามความฝันและสิ่งที่ปรารถนา
หลังจากพูดคุยกันได้สักพักทั้งสองก็แยกย้ายกันไป
ฮั่วเจี้ยนจงไปส่งอู๋เฟิ่งเสียกลับบ้านส่วนซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงก็ไปดูบ้านพร้อมกับเซียวหยวนซินโดยมีหลิวหยวนหยวนอยู่บนหลังของเซียวหยวนหมิง
ซูเจียวเจียวและทั้งสามคนวิ่งวุ่นไปทั้งวันในที่สุดก็ตกลงปลงใจซื้อบ้านได้ เซียวหยวนซินซื้อบ้านริมถนนเป็นบ้านกระเบื้องสามห้อง ด้านหลังเป็นลานบ้านเนื่องจากเจ้าของบ้านจะย้ายไปพัฒนาตนเองในตัวเมืองมณฑล จึงประกาศขายบ้านหลังนี้ในที่สุดก็ตกลงราคาได้ที่เจ็ดร้อยหยวน
เซียวหยวนซินมีเงินไม่พอซูเจียวเจียวจึงควักเงินสองร้อยหยวนออกมาให้เธอยืมทันทีจากนั้นก็จัดการทำสัญญาและเขียนใบรับรอง
ในสมัยนั้นยังไม่มีโฉนดที่ดิน
การซื้อขายบ้านส่วนตัวเป็นเรื่องที่ได้รับอนุญาต
หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยเจ้าของบ้านก็กล่าวว่าจะย้ายไปตัวเมืองมณฑลหลังจากผ่านพ้นปีใหม่ไปแล้ว
เซียวหยวนซินตอบตกลงโดยไม่มีปัญหาใดๆเพราะตอนนี้เธอก็ไม่ได้รีบย้ายเข้าไปอยู่
แต่สมองของเธอยังคงมึนงงไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้เป็นเจ้าของบ้านในตัวอำเภอ!
“เจียวเจียว เธอว่าฉันจะเอาบ้านที่ซื้อในตัวอำเภอนี้ไปทำอะไรได้บ้างงานของฉันอยู่ที่กองผลิตฉางซิง ส่วนเฉิงเหว่ยก็อยู่ที่กองผลิตตระกูลหลิวพวกเราไม่ได้อยู่ตัวอำเภอสักหน่อยส่วนหยวนหยวนจะเรียนประถมที่กองผลิตฉางซิงก็ได้นี่”
หลังจากครุ่นคิดจนสับสนไปพักหนึ่งเซียวหยวนซินก็สงบลงและถามคำถามในใจออกมา
ซูเจียวเจียวมองไปรอบๆเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ จึงเอ่ยเสียงเบา “ฉันได้รับจดหมายจากทางบ้านพวกเขาบอกว่าอีกสองสามปี รัฐบาลจะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจแล้วก็สามารถทำมาค้าขายกันเองได้ ตอนนั้นบ้านที่คุณซื้อริมถนนหลังนี้ก็สามารถปรับปรุงให้ด้านหน้าเป็นร้านค้าส่วนลานบ้านด้านหลังก็ปรับเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยได้ค่ะ”
เซียวหยวนซินตาเป็นประกายไม่สงสัยในคำพูดของซูเจียวเจียวแม้แต่น้อย “ก่อนหน้านี้เธอที่ให้อาหมิงอ่านหนังสือก็เพราะได้รับจดหมายจากทางบ้านที่บอกว่าอาจมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาอีกครั้งใช่ไหม”
ในปี1953รัฐบาลเริ่มใช้ระบบรวมศูนย์ซื้อขาย พอถึงปี 1978 รัฐบาลก็ไม่ได้บังคับซื้อขายธัญพืชอย่างเข้มงวดนักเรียกได้ว่าหลับตาข้างหนึ่งไปข้างหนึ่ง และพอถึงปี 1982 เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็วผู้คนต่างเริ่มทำมาค้าขายส่วนตัวกันเอง
ในช่วงไม่กี่ปีนั้นผู้ที่ลงทะเลไปทำธุรกิจต่างก็ร่ำรวยกันถ้วนหน้า
ซูเจียวเจียวยิ้ม“พี่หยวนซินนี่ฉลาดจริงๆ เลยค่ะ พี่ทายถูกหมดเลย”
จะว่าไปแล้วใครจะไปรู้ว่าคนในครอบครัวเคยส่งจดหมายมาบอกเรื่องเหล่านี้หรือไม่
'ฉันบอกว่ามีก็มีสิ' คำพูดนี้ใช้ได้ผลดีจริง
บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้คำโกหกสีขาวเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ไม่อย่างนั้นเซียวหยวนซินก็จะรู้สึกไม่สบายใจไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี
เซียวหยวนหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “พี่ครับ ผมมีข้อเสนอแนะพี่อย่าเพิ่งให้พี่เขยรู้เรื่องที่พี่ซื้อบ้านนะครับ ถ้าเขาถามออกมาละก็พี่ก็บอกว่ายืมเงินผมกับเจียวเจียวมาซื้อ”
เซียวหยวนซินคิดทบทวนอยู่เล็กน้อยก็เข้าใจความกังวลและความคิดของเซียวหยวนหมิง เธอพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้วล่ะตอนนี้ฉันจะไม่บอกเขา ถ้าฉันบอกไป เขาก็คงจะเอาไปอวดคนอื่นทันที”
ซูเจียวเจียวรู้ว่าตอนนี้เซียวหยวนซินมีความคิดเป็นของตัวเองแล้วจึงไม่กังวลว่าเธอจะพูดเรื่องนี้ออกไป
หลิวหยวนหยวนลืมตาที่งัวเงียขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดอย่างหนักแน่น “แม่คะ คุณน้า น้าสะใภ้คะหนูจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปเหมือนกันค่ะ!”
เสียงเด็กน้อยที่แทรกเข้ามากะทันหันทำให้ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงต่างก็หัวเราะร่า
เดิมทีซูเจียวเจียวก็อยากจะซื้อบ้านในตัวอำเภอเหมือนกันแต่หาบ้านที่เหมาะสมไม่ได้ และตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ จึงยังไม่ได้ซื้อ
คิดว่าควรไปซื้อบ้านในจิงเฉิงสักสองสามหลังดีกว่า
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆเสร็จเรียบร้อย ซูเจียวเจียวและคนอื่นๆ ก็ไปที่ตลาดนัดอีกครั้งแต่พบว่าตลาดว่างเปล่า ผู้คนส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้วบรรดาพ่อค้าแม่ขายขายของหมดเกลี้ยง จึงกลับไปยังบ้านเรือนของตน
ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำแต่ในใจของซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซินกลับรู้สึกอบอุ่นซูเจียวเจียวคิดว่าในอนาคตจะไปสร้างชื่อเสียงในจิงเฉิงให้สำเร็จให้ได้
เซียวหยวนซินคิดว่าเมื่อเศรษฐกิจเปิดเสรีแล้วเธอจะมีร้านเป็นของตัวเอง สามารถทำมาค้าขายเองได้และตอนนั้นเงินที่หาได้ก็จะยิ่งมากขึ้นอีก!
เซียวหยวนหมิงมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของภรรยาและพี่สาวเขาก็รู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง
เมื่อถึงบ้านฟ้าก็มืดแล้วตอนกลางคืนจึงไม่ได้ทำอาหารหลายอย่าง แต่ต้มบะหมี่ใส่ไข่และหมูฝอยแทนเพื่อความรวดเร็ว
ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันการทำอาหารชุดใหญ่คงจะเหนื่อยเกินไป สู้กินอะไรง่ายๆ แล้วรีบเข้านอนดีกว่า
เพราะตอนกลางวันพวกเขาก็กินอาหารมื้อใหญ่ที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการแล้ว
หลังจากอาบน้ำล้างหน้าซูเจียวเจียวก็นอนลงบนเตียงเซียวหยวนหมิงตามขึ้นไปนอนแล้วดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
เซียวหยวนหมิงเป็นเหมือนเครื่องทำความร้อนธรรมชาติที่แสนอบอุ่นมีเขาอยู่ด้วยแล้ว ผ้าห่มทั้งผืนก็ไม่หนาวอีกต่อไป
ซูเจียวเจียวเอาเท้าทั้งสองข้างของเธอไปพาดบนตัวเขา“คุณจะเป็นเครื่องทำความร้อนส่วนตัวของฉันตลอดไปนะ”
“อืม เป็นยี่ห้อเซียวหยวนหมิงด้วยนะ” เขาหยอกล้อ
ซูเจียวเจียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา“ใช่! ยี่ห้อเซียวหยวนหมิง”
พลางจุมพิตเบาๆที่ริมฝีปากเขา
เซียวหยวนหมิงกอดเธอไว้แน่นภรรยาในอ้อมแขนนุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมจางๆ น่าทะนุถนอมจนไม่อยากปล่อยมือ
“แล้วทางบ้านคุณส่งจดหมายมาบอกว่าเศรษฐกิจจะเปิดเสรีตั้งแต่เมื่อไร?ทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ หืม?”
เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นข้างหูของเธอชวนให้เคลิบเคลิ้ม
ซูเจียวเจียวรู้สึกจั๊กจี้และชาที่หูเธอซบหน้าลงกับแขนของเขา “ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้นพี่หยวนซินก็จะรู้สึกไม่สบายใจค่ะ อาหมิง คุณเชื่อฉันนะฉันไม่มีทางหลอกพี่หยวนซินแน่นอนค่ะ”
เซียวหยวนหมิงวางคางลงบนศีรษะของเธอ“แน่นอนว่าผมเชื่อคุณ ถ้าผมไม่เชื่อคุณกับพี่สาวก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมแค่สงสัยนิดหน่อยเท่านั้น เจียวเจียวคุณดูเหมือนจะมีความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตเลยนะ”
หัวใจของซูเจียวเจียวพลันกระตุกวูบแล้วก็รู้สึกลังเลใจว่าจะบอกเรื่องราวในชาติที่แล้วให้เขาฟังดีหรือไม่
หลังจากคิดอยู่นานซูเจียวเจียวก็ลุกขึ้นจากอ้อมแขนของเขา ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองเขา“ถ้าฉันบอกว่าฉันฝันไปนานแสนนาน ฝันนั้นยาวนานราวกับชั่วชีวิตคุณจะเชื่อไหมคะ”
เซียวหยวนหมิงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล“ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร ผมก็เชื่อทั้งหมด”
“ฉันฝันว่าเราอยู่ด้วยกัน แต่ในฝันฉันกลับทิ้งคุณไป ปล่อยคุณทิ้งไว้ที่ชนบทแล้วกลับไปที่ตัวเมืองมณฑลคนเดียว...”
ซูเจียวเจียวเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างคร่าวๆทำทีว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน “ในฝันมันเป็นแบบนี้แหละค่ะ”