เช้าวันนั้นเริ่มต้นเร็วกว่าทุกวันเร็วจนฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ หมอกสีขาวบางลอยอยู่เหนือสวนแอปเปิล หยดน้ำค้างเกาะตามใบไม้อากาศเย็นจนลมหายใจกลายเป็ไอจาง ๆ
มาซาอากิกำลังหลับอยู่บนฟูกเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นก๊อก ก๊อก ก๊อก ไม่ใช่การเคาะปกติแต่เป็การเคาะแบบไม่มีความอดทน
“คุณคุโรคาวะ ตื่นหรือยังคะ!” เสียงคุ้นเคยดังตามมา
เขาหลับตานิ่งอยู่สองวินาทีก่อนมองนาฬิกาตีห้าสิบ“นี่มัน...”
ก๊อกก๊อก ก๊อก
“ถ้ายังไม่ตื่น ฉันจะเปิดเข้าไปแล้วนะ!”
มาซาอากิเด้งตัวลุกทันที“เดี๋ยว!”
เสียงหัวเราะดังมาจากอีกฝั่งประตู
“ตื่นจริงด้วย”
...
สิบนาทีต่อมา
เขาเดินออกมาพร้อมเสื้อกันหนาวสภาพยังไม่ต่างจากคนเพิ่งตื่นส่วนอาโออิกลับสดใสราวกับนอนมาเต็มอิ่มสิบชั่วโมง
“ทำไมคนเราถึงมีพลังตอนตีห้าได้” มาซาอากิถาม
“ฉันก็สงสัยว่าทำไมคุณถึงไม่มี” เธอตอบทันที
“แฟร์ดี”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ได้ชม”
“รับเป็คำชมแล้ว” อาโออิยิ้มกว้าง ก่อนยื่นถุงมือผ้าคู่หนึ่งมาให้
“ใส่ซะ”
“ทำไม”
“วันนี้วันเก็บแอปเปิล”
“แล้ว?”
“คุณโดนเกณฑ์แล้ว”
“ใครอนุมัติ”
“ฉัน”
“ผมยังไม่ได้ตกลง”
“สายไปแล้วค่ะ”
หญิงสาวหมุนตัวเดินนำออกไปทันทีราวกับทุกอย่างเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
สวนแอปเปิลในยามเช้าคึกคักกว่าที่มาซาอากิเคยเห็นรถบรรทุกจอดเรียงอยู่หลายคัน คนงานเดินขวักไขว่ ลังไม้ถูกวางเรียงเต็มพื้นที่ เสียงทักทายเสียงหัวเราะ เสียงรองเท้าบูตเหยียบดินดังไปทั่ว
“โอ้ หนุ่มโตเกียวมาแล้ว” คนงานคนหนึ่งร้องขึ้น
“หนุ่มตรงไหน” มาซาอากิแย้ง
ชายคนนั้นหัวเราะ“เทียบกับพวกเราก็หนุ่มอยู่”
“ผมสี่สิบห้าแล้วนะ”
“ยังหนุ่ม”
“งั้นคุณอายุเท่าไร”
“หกสิบแปด”
“เห็นไหม”
อาโออิหัวเราะทันทีราวกับเจอเื่ตลกที่สุดในโลก
เคนจิเดินเข้ามาพร้อมหมวกฟาง“พร้อมหรือยัง”
“ยังครับ” มาซาอากิตอบตรง ๆ
เคนจิหัวเราะ“ดีคนที่ตอบว่าพร้อมั้แ่แรกมักอยู่ไม่ถึงเที่ยง”
งานเริ่มต้นหลังจากนั้นไม่นานและภายในสามสิบนาทีมาซาอากิก็เริ่มเข้าใจว่าเคนจิพูดถูกแอปเปิลไม่ได้เก็บง่ายอย่างที่คิดต้องเลือกผล ต้องจับมุมให้ถูก ต้องหมุนขั้ว ต้องระวังไม่ให้ผิวช้ำ ต้องแยกขนาด ต้องเรียงลงลังและที่สำคัญต้องทำทั้งหมดซ้ำ ๆ หลายร้อยครั้ง หลายพันครั้ง ใต้แสงแดด ใต้ลม ใต้เวลา
“เป็ไงบ้างคะ” อาโออิโผล่มาจากอีกแถวต้นไม้พร้ะกร้าเต็มใบ
“ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมแอปเปิลถึงแพง”
หญิงสาวหัวเราะจนตัวงอ“คุณพูดเหมือนคนเพิ่งค้นพบความจริงของโลก”
“ก็ประมาณนั้น”
“อีกหน่อยจะมีอีกหลายเื่ให้ค้นพบค่ะ”
“ขอพักก่อน”
“ไม่ได้”
“เผด็จการ”
“ขอบคุณค่ะ”
“นั่นไม่ใช่คำชมอีกแล้ว”
“แต่ฉันรับเป็คำชมได้”
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดวงอาทิตย์สูงขึ้น อากาศอุ่นขึ้นและมาซาอากิเริ่มเหนื่อยจริง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นคืออาโออิแทบไม่เคยอยู่นิ่งเธอเดินไปทั่วสวนช่วยตรงนั้นที ช่วยตรงนี้ที หัวเราะกับคนงาน ช่วยยกตะกร้า ถ่ายรูปแล้วกลับมาทำงานต่อเหมือนมีพลังงานไม่มีวันหมดจนกระทั่ง......เธอคิดว่าไม่มีใครมองอยู่
...
่สาย
มาซาอากิกำลังยกลังไม้เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นอาโออิใต้ต้นแอปเปิลอีกฝั่งหญิงสาวนั่งอยู่บนลังเปล่ามือกดขมับเบาๆ หลับตา ไหล่ตกเพียงไม่กี่วินาทีจากนั้นเธอก็ลืมตา สูดหายใจเข้าแล้วยิ้มอีกครั้งก่อนลุกขึ้นกลับไปหาทุกคนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มาซาอากินิ่งมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนก้มหน้าทำงานต่อไม่ได้เดินเข้าไปถาม ไม่ได้เดินเข้าไปช่วยแต่ในใจกลับจำภาพนั้นเอาไว้อย่างชัดเจน บางทีคนที่เข้มแข็งที่สุดอาจเป็คนที่เหนื่อยที่สุดก็ได้และเป็ครั้งแรกที่เขาเริ่มอยากอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพราะหมู่บ้าน ไม่ใช่เพราะสวนแอปเปิลแต่เพราะเขาอยากเป็ใครสักคนที่ช่วยให้รอยยิ้มของอาโออิไม่ต้องฝืนหนักขนาดนั้น
เสียงนกดังแว่วมาจากแนวต้นไม้ด้านหลังสวนแดดสายเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนผลแอปเปิลระเหยหายไปเกือบหมด มาซาอากิยกลังใบสุดท้ายของรอบเช้าลงบนรถบรรทุกก่อนยืดหลังช้าๆ กล้ามเนื้อหลายส่วนประท้วงทันทีโดยเฉพาะหลังและไหล่
“โอ๊ย...” เสียงหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“แค่นี้ก็ร้องแล้วเหรอคะ” อาโออิโผล่มาจากด้านหลังพร้อมรอยยิ้มประจำตัว
“ผมทำงานสำนักงานมายี่สิบกว่าปี”
“ข้ออ้าง”
“นี่เรียกข้อเท็จจริง”
“ไม่ผ่านค่ะ” เธอส่ายหน้าก่อนยื่นขวดน้ำเย็นมาให้
“ดื่มก่อน”
มาซาอากิรับมาความเย็นจากขวดพลาสติกส่งผ่านมาถึงฝ่ามือน่าพอใจอย่างประหลาด
“ขอบคุณ”
“ไม่เป็ไร” อาโออิยิ้มแต่คราวนี้ไม่ได้พูดเล่นต่อ เธอมองเหงื่อที่เกาะตามขมับของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดเบาๆ
“คุณเก่งกว่าที่คิดนะ”
“หือ?”
“ฉันนึกว่าคุณจะหนีกลับั้แ่เก้าโมง”
“ผมดูแย่ขนาดนั้นเลย?”
เธอพยักหน้าอย่างจริงใจ“มากค่ะ มากจริง ๆ”
“ขอบคุณนะ”
“ยินดีค่ะ”
เสียงนกหวีดดังขึ้นจากท้ายสวนเป็สัญญาณพักกลางวันทันทีที่เสียงนั้นดังบรรยากาศการทำงานก็ผ่อนคลายลงทันตาคนงานทยอยเดินไปยังศาลาไม้หลังใหญ่กลางสวนเสียงพูดคุยดังขึ้นบางคนหัวเราะ บางคนเปิดกระติก
บางคนรีบนั่งราวกับขาจะหมดแรง
มาซาอากิเดินตามไปก่อนชะงักโต๊ะยาวหลายตัวถูกต่อเรียงกันอาหารวางเต็มโต๊ะข้าวปั้น ผักดอง ไก่ทอด ไข่ม้วน ซุปมิโสะ ผลไม้และอาหารอีกหลายอย่างที่ดูเหมือนชาวบ้านช่วยกันทำมากลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว
“นี่คือมื้อกลางวัน?” เขาถาม
“ใช่ค่ะ” อาโออิทำหน้าแปลกใจ
“คุณคิดว่าเป็อะไร”
“ผมนึกว่าแต่ละคนจะเอาเบนโตะของตัวเองมา”
คนงานหลายคนหัวเราะทันทีชายวัยหกสิบกว่าในหมวกฟางส่ายหน้า
“คนเมืองจริง ๆ ด้วย”
“ที่นี่กินด้วยกัน” หญิงชราคนหนึ่งเสริม
“ใครทำอะไรมาก็เอามาแบ่ง”
“วันนี้แม่อาโออิทำไข่ม้วน”
“ส่วนบ้านฉันทำไก่ทอด”
“บ้านฉันเอาผักมา”
“บ้านฉันเอาซุป”
เสียงคุยกันดังสลับไปมาเหมือนเื่ปกติที่สุดในโลกมาซาอากิมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกแปลกไม่ใช่แปลกในทางไม่ดีแต่เป็ความแปลกของคนที่ลืมไปแล้วว่าคำว่า"ชุมชน" มีหน้าตาแบบไหน
“นั่งสิคะ” อาโออิดึงแขนเสื้อเขาเบา ๆ ก่อนลากไปนั่งข้างตัว
“วันนี้คุณเป็แรงงานใหม่”
“แล้ว?”
“แรงงานใหม่ต้องกินเยอะ”
“ใครตั้งกฎ”
“ฉัน”
“อีกแล้วเหรอ”
“แน่นอน” เธอตอบหน้าตาเฉย ก่อนตักไก่ทอดใส่จานเขาเพิ่มแล้วตามด้วยไข่ม้วนแล้วก็แอปเปิลหั่นชิ้น
“เดี๋ยว”
“อะไรคะ”
“เยอะเกินไป”
“ไม่เยอะ”
“เยอะ”
“คุณทำงานหนัก”
“ผมเพิ่งมาวันเดียว”
“งั้นยิ่งต้องกิน”
“ตรรกะแบบไหน”
“ตรรกะอาโออิค่ะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะแม้แต่เคนจิที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยังยิ้ม
ระหว่างกินอาหารบทสนทนารอบโต๊ะดำเนินไปเรื่อยๆ เื่สภาพอากาศ เื่ผลผลิตปีนี้ เื่เด็กในหมู่บ้าน เื่สุนัขของบ้านโน้นที่วิ่งไล่ไก่เมื่อเช้าเื่เล็กๆ ธรรมดา ๆ แต่กลับฟังเพลินอย่างน่าประหลาด มาซาอากิพบว่าตัวเองหัวเราะหลายครั้งโดยไม่รู้ตัวทั้งที่เื่ส่วนใหญ่ไม่ได้ตลกมากนักเพียงแต่บรรยากาศมันดีดีจนไม่ต้องพยายามอะไร
หลังอาหารหลายคนเอนตัวพิงเสาบางคนงีบสั้นๆ ลมอ่อนพัดผ่านศาลาพาเอากลิ่นหญ้าและดินเข้ามา อาโออินั่งข้างเขากำลังเลื่อนดูรูปในกล้อง
“ดูไหม” เธอยื่นกล้องมาให้
มาซาอากิรับมาภาพแรกที่เห็นคือแอปเปิล ภาพที่สองคือแอปเปิล ภาพที่สามก็ยังเป็แอปเปิล
“คุณถ่ายแอปเปิลกี่รูป”
“เยอะ”
“ผมดูออก”
“มันไม่เหมือนกันนะ”
“ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณเป็ญาติกับแอปเปิลหรือเปล่า”
อาโออิหัวเราะจนเกือบทำกล้องหล่น“ใจร้าย”
“ผมพูดจริง”
“ฉันก็พูดจริง” เธอเลื่อนรูปต่อจนภาพหนึ่งปรากฏขึ้น
มาซาอากิชะงักเป็รูปเขาตอนกำลังยกลังไม้หน้าตาเหนื่อย เสื้อเปียกเหงื่อสภาพดูไม่ต่างจากคนผ่านา
“ลบเลย” เขาพูดทันที
“ไม่”
“ทำไม”
“ดีออก”
“ตรงไหน”
“สมจริงดี” หญิงสาวตอบก่อนซูมภาพเข้าเล็กน้อย
“คนส่วนใหญ่เวลาถ่ายรูป ชอบถ่ายตอนสวย ตอนยิ้ม ตอนพร้อม”
เธอมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่ฉันชอบตอนที่คนลืมตัวเพราะมันเป็ตัวตนจริง ๆ”
มาซาอากิเงียบไม่รู้ว่าควรเถียงตรงไหน
...
่บ่ายแก่
งานเก็บแอปเปิลเริ่มอีกครั้งแดดอ่อนลงแล้วเงาของต้นไม้ทอดยาวขึ้นบนพื้นดิน มาซาอากิเริ่มจับจังหวะการทำงานได้ มือหมุนผลแอปเปิลออกจากกิ่งได้คล่องขึ้นแยกขนาดได้เร็วขึ้นจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โอ๊ะ”
ไม่ดังมากแต่เขาหันไปทันทีอาโออิหญิงสาวยืนอยู่ข้างบันไดไม้มือหนึ่งจับขอบบันไดไว้อีกมือกุมตาเพียงชั่วครู่ก่อนลดมือลงแล้วหันมายิ้ม
“ไม่มีอะไรค่ะ”
มาซาอากิไม่เดินเข้าไปไม่ถามเหมือนเดิมแต่ความรู้สึกบางอย่างกลับก่อตัวขึ้นช้า ๆ ไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่ความเวทนาหากเป็อย่างนั้นอาโออิคงไม่้ามันคือความรู้สึกที่เรียบง่ายกว่านั้นเขาแค่อยากให้เธอเหนื่อยน้อยลงอยากให้เธอยิ้มได้จริง ๆ ไม่ใช่ยิ้มเพื่อปกปิดอะไร
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำงานของวันใกล้จบลังแอปเปิลเรียงรายเต็มลาน คนงานทยอยเก็บอุปกรณ์เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้งและในขณะที่มาซาอากิกำลังจะยกลังใบสุดท้ายอาโออิก็ยื่นบางอย่างมาตรงหน้าเป็แอปเปิลสีแดงลูกหนึ่งผิวมันวาวสมบูรณ์แบบจนเหมือนหลุดออกมาจากโปสเตอร์โฆษณา
“อะไร”
“รางวัล”
“ผมทำอะไร”
“อยู่รอดจนเย็น สำหรับแรงงานใหม่ ถือว่าเก่งมาก” หญิงสาวยิ้มกว้างดวงตาเป็ประกายยามต้องแสงเย็น
มาซาอากิมองแอปเปิลในมือแล้วมองเธอก่อนหัวเราะออกมา“งั้นผมควรภูมิใจสินะ”
“แน่นอนค่ะ” อาโออิพยักหน้า
“ปีหน้าคุณอาจได้เลื่อนขั้น”
“เลื่อนเป็อะไร”
“แรงงานรุ่นพี่”
“ฟังดูไม่มีอนาคตเลย”
“แต่มีแอปเปิลฟรี”
“อันนั้นน่าสนใจ”
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นพร้อมกันท่ามกลางแสงเย็นที่อาบสวนแอปเปิลทั้งผืนและโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว วันธรรมดาวันหนึ่งกลับกลายเป็ความทรงจำที่ทั้งคู่จะไม่มีวันลืม
...
แสงเย็นของวันค่อยๆ อ่อนตัวลง เงาของต้นแอปเปิลทอดยาวไปบนพื้นดิน ลมปลายวันพัดผ่านสวนที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จพาเอากลิ่นผลไม้สุกและดินชื้นลอยอยู่ในอากาศคนงานทยอยกลับบ้านเสียงเครื่องยนต์รถบรรทุกดังห่างออกไปทีละคันความคึกคักของทั้งวันค่อยๆ สงบลงเหลือเพียงความเหนื่อยล้าแสนสบายแบบที่มาซาอากิไม่เคยััมานานมากแล้ว
เขากำลังช่วยเก็บลังเปล่าเข้าคลังเมื่อเคนจิเดินเข้ามาพร้อมกระป๋องชาเย็นสองกระป๋อง
“รับไหม”
“ขอบคุณครับ”
เสียงเปิดกระป๋องดังแกร๊กไอเย็นลอยขึ้นมาทั้งสองยืนพิงรถบรรทุกคันหนึ่งมองสวนแอปเปิลที่กำลังอาบแสงเย็น ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรกความเงียบระหว่างผู้ชายสองคนต่างจากความเงียบกับอาโออิมันไม่ได้เต็มไปด้วยความรู้สึกแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
“เหนื่อยไหม” เคนจิถาม
“มากครับ” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ชายสูงวัยหัวเราะ
“ดี”
“ดีตรงไหน”
“แสดงว่าทำงานจริง”
มาซาอากิส่ายหน้าก่อนดื่มชาอีกอึก“ผมไม่คิดเลยว่างานสวนจะหนักขนาดนี้”
“คนส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้น” เคนจิมองไปยังแนวต้นไม้สายตาสงบนิ่งเหมือนคนที่อยู่กับภาพนี้มาทั้งชีวิต
“แต่ผมชอบนะ” มาซาอากิพูดขึ้นโดยไม่ทันคิด
เคนจิหันมามอง“อะไร”
“ที่นี่ สวนนี้ หมู่บ้านนี้” มาซาอากิหัวเราะเบา ๆ “แม้แต่ความเหนื่อย”
ชายสูงวัยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ “งั้นก็ดี”
ไกลออกไปอาโออิกำลังนั่งอยู่บนลังไม้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกกล้องแนบใบหน้าเส้นผมปลิวตามลมภาพนั้นคุ้นตาเหลือเกินจนบางครั้งมาซาอากิรู้สึกว่าหากวันหนึ่งไม่เห็นเธอถือกล้องโลกคงดูผิดปกติไป
“เธอชอบคุณนะ” เคนจิพูดขึ้นเฉย ๆ
มาซาอากิสำลักชาแทบจะทันที“หือ?”
“ในฐานะเพื่อน” เคนจิเสริมทันที “เธอไม่ค่อยเปิดใจกับคนง่ายแต่กับคุณ.......”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“เธอดูสบายใจ”
มาซาอากิมองไปยังหญิงสาวที่อยู่ไกลออกไปไม่ได้ตอบเพราะไม่รู้จะตอบอะไร
...
พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าคนงานกลับหมดแล้วเหลือเพียงครอบครัวทาคาฮาชิ มาซาอากิและสวนที่ค่อย ๆ เงียบลง
“ทุกคน!” เสียงอาโออิดังขึ้น
“ถ่ายรูปหมู่กัน เร็ว!” เธอโบกมือเรียก
“อีกแล้วเหรอ” เคนจิถอนหายใจ
“ปีนี้ยังไม่เคยถ่ายนะคะ”
“เมื่อเดือนก่อนเพิ่งถ่าย”
“นั่นคนละเดือน”
“ต่างกันตรงไหน”
“ต่างค่ะ”
คำตอบเดิมตรรกะเดิมไม่มีใครเถียงชนะอยู่แล้ว
สุดท้ายทุกคนก็เดินมารวมกันหน้าโกดังไม้อาโออิวางกล้องบนขาตั้งวิ่งกลับเข้ามาในเฟรมก่อนนับถอยหลัง
“สาม!” “สอง!” “หนึ่ง!”
แชะ
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น่เวลาหนึ่งถูกเก็บเอาไว้เหมือนหลายพันหลายหมื่น่เวลาที่เธอเก็บมาแล้ว
หลังถ่ายเสร็จอาโออิรีบวิ่งกลับไปดูกล้อง“โอเค! ผ่านทุกคนยังดูเป็มนุษย์อยู่!”
“ขอบใจมากนะ” เคนจิบ่น
ส่วนมิซากิหัวเราะจนไหล่สั่น
...
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มอุณหภูมิลดลงอย่างชัดเจนถึงเวลากลับบ้านทุกคนช่วยกันเก็บของชุดสุดท้ายอาโออิยกกล้องขึ้นดูรูปหมู่เมื่อครู่อยู่เงียบๆ นานกว่าปกติมาซาอากิสังเกตเห็น
“ชอบรูปนี้เหรอ” เขาถาม
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ “อืม”
“เพราะอะไร”
อาโออิมองจอภาพรอยยิ้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “เพราะทุกคนอยู่ครบ”
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทำให้เขาเงียบไปเธอซูมภาพเข้าทีละคน เคนจิ มิซากิ คนงานในสวน ตัวเธอเองและสุดท้ายมาซาอากิ
“คุณรู้ไหม” เธอพูดเบา ๆ
“รูปถ่ายนะตลกดีนะ”
“ยังไง”
“บางทีตอนถ่ายเราไม่รู้หรอกว่ามันจะสำคัญแค่ไหนในอนาคต”
ลมเย็นพัดผ่านพาเอาความเงียบแทรกเข้ามาระหว่างคำพูดมาซาอากิมองภาพบนหน้าจอภาพธรรมดาคนธรรมดา วันธรรมดาแต่จู่ ๆ กลับรู้สึกว่ามันมีค่ามากกว่าที่เห็น
“กลับบ้านกันเถอะ” มิซากิเรียกจากด้านหน้า
อาโออิปิดหน้าจอกล้องก่อนรีบวิ่งตามไป“ค่า!”
แต่พอวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวเธอก็หันกลับมายื่นบางอย่างให้มาซาอากิแอปเปิลอีกลูกหนึ่งใหญ่กว่าลูกแรกแดงกว่าเดิม
“อะไรอีก”
“โบนัส”
“ผมเพิ่งได้รางวัลไป”
“อันนั้นสำหรับอยู่รอด อันนี้สำหรับเป็คนของสวนแล้ว” เธอยิ้มกว้างดวงตาเป็ประกาย
คำพูดนั้นทำให้มาซาอากิชะงักเพียงเสี้ยววินาทีแต่เพียงพอเพราะอาโออิพูดมันออกมาเหมือนเป็เื่ธรรมดา
โดยไม่รู้เลยว่าสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโตเกียวอย่างโดดเดี่ยวมาหลายปีคำว่าเป็คนของสวนแล้ว มีความหมายมากแค่ไหน
หญิงสาววิ่งกลับไปหาพ่อแม่เสียงหัวเราะของเธอลอยมาตามลมขณะที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มขึ้นเรื่อยๆ
มาซาอากิยืนอยู่ตรงนั้นถือแอปเปิลไว้ในมือมองแผ่นหลังของครอบครัวสามคนที่กำลังเดินกลับบ้านด้วยกันและเป็ครั้งแรกที่ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจนไม่ใช่เื่งาน ไม่ใช่เื่โตเกียว ไม่ใช่เื่อนาคตแต่เป็คำถามเรียบง่ายที่เขาไม่เคยถามตัวเองมาก่อนถ้าวันหนึ่งต้องจากที่นี่ไปเขาจะเสียใจไหม คำตอบปรากฏขึ้นทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ใช่”
และนั่นเองที่ทำให้เขาเริ่มกลัว