ตอนที่61 คิดถึงห้องห้า
เสิ่นลี่อิงหันหน้าไปมองน้องชายพลางยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยให้กำลังใจเขาอย่างเข้าใจดีว่า
“ดีแล้ว...หากเสี่ยวหยางค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบก็ทำให้เต็มที่ไปเลย พี่เองก็มีหน้าที่ที่ต้องทำอีกมาก มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะถึงยังไงพวกเราก็เป็นพี่น้องกันตลอดไป”
“ขอบคุณครับเจี่ยเจีย”เสิ่นลี่หยางยิ้มยินดีในคำกล่าวยืนยันของพี่สาว
เขาหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเพราะยังไม่คุ้นเคยกับการเดินทางด้วยเครื่องบินซึ่งขามาเขาก็แทบจะหลับตลอดการเดินทางสิบกว่าชั่วโมง โดยในขากลับก็ยังมีอาการหวาดกลัวหลงเหลืออยู่จึงรีบหลับตาลงเพื่อพักผ่อนให้คลายความหวาดกลัวเหล่านั้น
เสิ่นลี่อิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบินด้วยความรู้สึกหลากหลายเธอนึกถึงเหตุการณ์ฉับพลันที่เกิดขึ้นกับตนเอง จนทำให้ชะตาชีวิตและอนาคตของเธอพลิกผันไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
“ไม่รู้ว่าอาจารย์มังกรดำจะติดต่อมาตอนไหน?” เสิ่นลี่อิงพึมพำขึ้นมาอย่างกังวลใจ
เธอไม่แน่ใจว่าหยางจุ้นจะติดต่อเธอเพื่อให้เข้ารับการทดสอบกับทางกองกำลังพิเศษเมื่อใดแต่เธอคาดหวังว่าจะได้รับแจ้งให้เข้าทดสอบก่อนถึงเวลาสอบเกาเข่า
เสิ่นลี่อิงบินตรงจากมาดริดไปลงยังมณฑลฉงชิ่งโดยตรงซึ่งใช้เวลาเดินทางเพิ่มเป็นเกือบสิบสี่ชั่วโมง
พ่อขับรถมารอรับเธอกับน้องชายอย่างยินดีส่วนองครักษ์ทั้งสี่คนต่างสวมใส่ชุดเดินทางคล้ายนักท่องเที่ยว พวกเขาจะเดินทางติดตามเธอไปเองโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีก
เมื่อสองพี่น้องผ่านพ้นจุดรับสัมภาระของสนามบินนานาชาติเมืองฉงชิ่งแล้วทั้งสองคนพบว่าพ่อแม่มารอต้อนรับในพื้นที่ของผู้โดยสารขาเข้าซึ่งมีผู้คนมารอรับญาติกันอย่างเนืองแน่น
ทั้งเสิ่นลี่อิงและเสิ่นลี่หยางต่างร้องเรียกแล้วโผเข้ากอดพ่อแม่อย่างมีความสุขและด้วยความคิดถึง
“พ่อคะ แม่คะหนูกลับมาแล้ว” เสิ่นลี่อิงโผเข้ากอดสวีเหยียนเป็นคนแรก
“พ่อครับแม่ครับ ผมมาแล้ว” เสิ่นลี่หยางโผเข้ากอดเสิ่นลี่คุนอย่างยินดี
“เป็นยังไงบ้าง? เหนื่อยไหม?หิวข้าวหรือยัง? กลับบ้านเรากันเถอะ”เสิ่นลี่คุนลูบหัวลูกชายหญิงอย่างยินดี
เขาสอบถามลูกทั้งสองคนด้วยความห่วงใยแต่คลายกังวลไปบ้างเพราะรูปร่างของลูกชายหญิงไม่ได้ผอมโซหรือมีสีหน้าเป็นทุกข์แต่อย่างใด
“หิวแล้วค่ะ/ครับ”เสิ่นลี่อิงและน้องชายขานรับคำถามพ่อแม่อย่างมีความสุข
ทั้งคู่คิดถึงฝีมือการปรุงอาหารของสวีเหยียนแม้ว่าส่วนใหญ่เสิ่นลี่อิงจะเป็นคนปรุงอาหารให้กับทุกคนในครอบครัวกินก็ตามทว่าบรรยากาศการได้กินอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้า เป็นสิ่งที่สองพี่น้องต่างถวิลหา
เมื่อกลับมาถึงบ้านเสิ่นลี่อิงทำหน้าที่เป็นลูกมือช่วยแม่ปรุงอาหารอย่างกระตือรือร้นโดยสวีเหยียนเตรียมวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารหลายชนิดเพื่อต้อนรับลูกทั้งสองคนกลับบ้าน
สองพี่น้องกินอาหารฝีมือสวีเหยียนอย่างมีความสุขเธอได้ยินพ่อเอ่ยขึ้นมาขณะกินอาหารด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า
“เอ! แปลกจริง!ทำไมถึงมีพวกฝรั่งอยากมาอยู่แถวบ้านเรา?ที่เมืองเรามันน่าอยู่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
ระหว่างรอสองแม่ลูกปรุงอาหารให้เรียบร้อยเสิ่นลี่คุนถือโอกาสไปตรวจสอบงานก่อสร้างโรงงานทั้งสองแห่ง
เขาได้ยินหัวหน้าคนงานเอ่ยขึ้นมาในเรื่องของชาวต่างชาติสี่คนต้องการมาเช่าบ้านอยู่ชั่วคราวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมของผู้คนเมืองต้าเสิ้งจึงรู้สึกสงสัยความต้องการของคนต่างชาติเหล่านั้น
เสิ่นลี่อิงเงยหน้ามองสบตากับน้องชายอย่างเข้าใจกันเธอบอกพ่อให้ช่วยเหลือฝรั่งเหล่านั้นอย่างมีความนัยว่า
“ที่นี่มีแต่ฟาร์ม.....คงอยากเรียนรู้เรื่องการทำฟาร์มของจีนมั้งหากพวกเขาอยากมาเรียนรู้ด้วย พ่อก็รับพวกเขาไว้แล้วถือโอกาสใช้งานเลยค่ะพวกฝรั่งมีพลังงานเยอะ พวกเขาชอบเรียนรู้เรื่องแปลกใหม่ บางทีอาจสนใจอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ละมั้ง”
เธอไม่กล้าบอกให้พ่อแม่รับพวกเขาไว้ในบ้านโดยตรงเพราะมันโจ่งแจ้งเกินไปจึงคาดหวังที่พ่อจะรับพวกเขาไว้ช่วยงานในฟาร์มแทน เธอหวังที่จะให้พวกเขาช่วยรักษาความปลอดภัยของพ่อแม่ไปในตัว
“เอางั้นหรือ? เดี๋ยวพ่อจะลองไปคุยกับพวกเขาดูหากเขามีความต้องการอย่างนั้นจริง ๆ ก็จะรับไว้ อาคารที่พักหัวหน้าคนงานก็ว่างอยู่พอที่จะให้ทั้งสี่คนไปพักได้”
เสิ่นลี่คุนรับฟังความคิดเห็นของลูกสาวอย่างพิจารณาเขาต้องการสอบถามกลุ่มชายต่างชาติก่อนตัดสินใจ
สวีเหยียนได้จังหวะจึงเอ่ยชมลูกชายหญิงด้วยความภาคภูมิใจเพราะผลสอบประจำเดือนของทั้งคู่มีครูจากโรงเรียนโทรมาแจ้งถึงที่บ้าน จึงรับรู้ได้ว่าผลสอบของลูกชายมีคะแนนสูงขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก
ในขณะที่ผลสอบของเสิ่นลี่อิงได้เต็มทุกวิชาเป็นครั้งที่สอง
“อ้อ! พอดีครูประจำชั้นที่โรงเรียนโทรมาพวกเขาแจ้งผลสอบของอิงเอ๋อร์กับเสี่ยวหยางด้วย ของอิงเอ๋อร์ได้คะแนนเต็มทุกวิชาส่วนคะแนนสอบของเสี่ยวหยางก็ดีขึ้นกว่าเดิมมากคงเป็นเพราะอิงเอ๋อร์ช่วยสอนการบ้านให้น้องแน่ ๆ หากอิงเอ๋อร์สอบได้คะแนนเต็มทุกเดือนคงสอบเข้ามหาลัยชิงหวาได้แน่”
“ลูกทั้งสองทำดีแล้วเสี่ยวหยางตั้งเป้าหมายอยากเรียนต่ออะไร?”เสิ่นลี่คุนเอ่ยชมเล็กน้อยตามปกติ
พลางสอบความความต้องการของลูกชายอย่างใส่ใจส่วนลูกสาวเขาไม่เป็นกังวลเพราะรับรู้เป้าหมายที่มหาวิทยาลัยชิงหวาแล้วอีกทั้งยังมีผลการเรียนอยู่ในระดับดีเยี่ยม คงเหลือลูกชายที่ไม่ได้แสดงเจตนาชัดเจนในเป้าหมายชีวิต
“ผมอยากเรียนด้านศิลปกรรมครับอยากเป็นจิตรกรได้วาดภาพสวย ๆ แล้วมีคนมาประมูลราคาสูง ๆ”
“เฮ้! เสี่ยวหยาง!ตื่น ๆ อย่าเพิ่งฝันตอนนี้ เดี๋ยวค่อยไปนอนฝันทีเดียว”
สวีเหยียนเอ่ยหยอกล้อลูกชายอย่างมีความสุขเธอไม่เกี่ยงว่าลูกจะเลือกเรียนสาขาใด ขอเพียงลูกเรียนแล้วมีความสุขและทำได้เต็มที่ส่วนงานในฟาร์มจะเป็นหน้าที่หลักของเธอและสามีเอง
ทุกคนมองเห็นสีหน้าเก้อเขินของเสิ่นลี่หยางต่างหัวเราะร่วนอย่างมีความสุข เป็นบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวเสิ่นที่มีให้พบเห็นเป็นประจำ
เสิ่นลี่อิงและน้องชายแยกย้ายไปนอนหลังจากล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อยเธอหลับเป็นตายด้วยความอ่อนเพลียโดยที่ไม่ได้ทำการฝึกฝนพลังจิตเหมือนดังเช่นวันที่ผ่านมา
..........
รุ่งเช้าเสิ่นลี่อิงและน้องชายฟื้นตัวแล้วต่างพากันไปฝึกฝนทักษะต่อสู้เหมือนเดิมในเวลาสี่นาฬิกาสองพี่น้องต่างตระหนักได้ว่าหากทั้งคู่ไม่มีทักษะต่อสู้อันแข็งแกร่งย่อมไม่ผ่านการทดสอบหรือปกป้องตัวเองได้
จากนั้นรีบกลับบ้านมาอาบน้ำแต่งตัวและกินอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน
เสิ่นลี่อิงทอดสายตามองเห็นเหล่าองครักษ์ทั้งสี่คนจากระยะไกลพวกเขากำลังเรียนรู้งานกับหัวหน้าคนงานที่พ่อมอบหมายไว้
เธอพยักหน้าทักทายกับพวกเขากลายๆ ซึ่งพวกเขาทั้งสี่คนต่างพยักหน้าตอบกลับอย่างเข้าใจกัน
ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียนเสิ่นลี่อิงตรวจสอบอีเมลตนเองเพื่อดูว่าอาจารย์เดเมตริโอตรวจแบบทดสอบให้หรือยัง เธอพบว่าเขายังไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใดจึงพึมพำด้วยความแปลกใจว่า
“เอ! อาจารย์เดเมตริโอเป็นอะไร? ฉันส่งแบบทดสอบไปตั้งนานแล้วยังไม่อ่านหรือตรวจให้อีก กลับไปสเปนคราวหน้า คงให้อัลวาโรหาอาจารย์คนใหม่ดีกว่า”
เสิ่นลี่อิงถอนหายใจอย่างไม่เข้าใจที่ชายชราเดเมตริโอไม่ใส่ใจให้ความรู้ตนเองจึงคิดที่จะให้อัลวาโรค้นหาอาจารย์คนใหม่แทนเพราะเชื่อว่าอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ย่อมมีอีกมากมายแน่นอน
เมื่อพ่อขับรถมาส่งหน้าประตูโรงเรียนเสิ่นลี่อิงและน้องชายต่างแยกย้ายเข้าห้องเรียนของแต่ละคน
เด็กสาวเดินเข้าห้องห้าท่ามกลางเสียงทักทายจากเพื่อนร่วมห้องห้าที่แสดงความยินดีกันอย่างท่วมท้นว่า
“ยินดีต้อนรับกลับคืนสู่ห้องห้า! นักเรียนเสิ่นที่เก่งกาจ!”กงเจียหลิงเป็นผู้นำเอ่ยทักทายเธอเป็นคนแรก
“ยินดีด้วย.....นักเรียนชนะเลิศระดับโลก!”
“ยินดีด้วย.....นักเรียนเสิ่น!”
“ต้อนรับกลับมาเสียทีคิดถึงเธอจังเลย”
“นักเรียนเสิ่นมาแล้วเที่ยงนี้พวกเราทำการบ้านด้วยกันอีกไหม?”
“ยินดีกับนักเรียนเสิ่น!ครองแชมป์นักเรียนเก่งเป็นเดือนที่สองแล้ว”
เสิ่นลี่อิงกวาดสายตามองเพื่อนห้องห้าด้วยความคิดถึงและอบอุ่นใจเธอรู้สึกได้ว่าไม่มีที่ใดทำให้รู้สึกสบายใจและคลายกังวลเหมือนการได้อยู่ร่วมกับเพื่อนห้องห้าจึงกล่าวตอบทุกคนอย่างยินดีว่า
“ใช่.....ฉันกลับมาแล้วเที่ยงนี้ทำการบ้านเหมือนเดิม”
เสิ่นลี่อิงกล่าวตอบรับการสอนการบ้านกับเพื่อนเหมือนเดิมเพราะคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่เคยแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างสนุกสนาน
พลันมีเสียงกระหืดกระหอบของหูเฉาเหว่ยที่เพิ่งไปรับคำสั่งมาจากครูหลิวเฟยฟาเขาตะโกนบอกเสิ่นลี่อิงแข่งกับเสียงเพื่อนนักเรียนว่า
“นักเรียนเสิ่น! ครูหลิวให้ไปพบที่ห้องผู้อำนวยการแน่ะตอนนี้เลย!”
เสิ่นลี่อิงหันไปมองหูเฉาเหว่ยก่อนรับคำอย่างเข้าใจว่า “ได้สิ.....ขอบคุณมาก”
หูเฉาเหว่ยอึ้งตะลึงเล็กน้อยเขาเพิ่งได้เห็นเสิ่นลี่อิงกลับมาเรียน พลางรู้สึกเขินอายขึ้นมากะทันหันจึงเกาหัวพร้อมกับมีใบหน้าแดงแปร๊ด จนเพื่อนในห้องห้าต่างเอ่ยหยอกล้อเขาว่า
“หัวหน้าห้องเป็นอะไร? ชอบนักเรียนเสิ่นหรือ?”
“ไม่ได้นะ! ห้ามชอบนักเรียนเสิ่น! นักเรียนเสิ่นเป็นของพวกเราทุกคน!”
“ไม่ใช่หรอกน่า.....อย่าคิดมากเลย”หูเฉาเหว่ยต้องรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
ถึงอย่างนั้นใบหูสองข้างของเขายังมีสีแดงแปร๊ดอยู่แต่เสิ่นลี่อิงไมได้สนใจเหตุการณ์เหล่านั้นเพราะเธอเร่งรุดไปพบครูหลิวตามคำสั่งที่หัวหน้าห้องบอกตนมา