บทที่ 4
ในหอตำราของสำนักอันโอ่อ่าปรากฏร่างเล็กสามร่างนอนเอกขเนกอย่างหมดสภาพ มือซ้ายก่ายหน้าผาก มือขวากำพู่กันแน่น หน้าเปื้อนหมึกกะดำกระด่าง ปากพึมพำกฎสำนักที่คัดมาแล้วกี่รอบก็ไม่ทราบได้
หูแว่วเสียงศิษย์พี่ใหญ่ร่ายยาวถึงกฎของสำนักร้อยแปดพันประการเสียงใสชัดแจ๋ว ทำเอาหลอนกันไปเป็แถบ เหมือนเ้าตัวยังอยู่ที่นี่ ข้างๆ หูนี้ การทำโทษอันสุดแสนจะทรมานได้ผ่านพ้นไปอีกครั้ง? แต่พวกเขากลับไม่จำเสียที ถึงอย่างไรพวกเขาก็โดนมาแล้วหลายครั้ง แค่นี้เล็กน้อย
” ยกขาเ้าออกไปหน่อยศิษย์น้องเล็ก “โหย่วจิ่งถีบขาหลินเซียวออกจากตัว หลินเซียวโดนถีบตัวปลิวไปตกอยู่ใต้เท้าศิษย์พี่รอง พอดีให้มู่ไป๋พาดขาไว้อย่างเหมาะเจาะ
“สบายยิ่งนัก สบายยิ่งนัก “มู่ไป๋ส่ายขาไปมา
“ถนอมข้าหน่อยได้หรือไม่ พวกท่านใจร้ายยิ่งนัก” หลินเซียวว่าพลางรัดขามู่ไป๋แน่นด้วยมือป้อมๆ กับขาสั้นๆ
มู่ไป๋ “นวดตรงนั้นอีกนิด ข้าโดนศิษย์พี่ใหญ่ทำโทษเพราะเ้า ทำตัวให้ดีศิษย์น้องเล็ก ”
หลินเซียวหน้ามุ่ย เ้าตัวกำลังมุ่งร้ายจะรัดขาศิษย์พี่รองให้เืไม่ไหลเวียน แต่เรี่ยวแรงของเขาช่างน่าขำทำได้เพียงการนวดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
“ใช่ เ้าน่ะตัวดี ข้าบอกแล้วว่าอย่าไป ไม่ฟัง” โหย่วจิ่งเสริม
“ข้าไม่สนใจพวกท่านแล้ว” หลินเซียวหันหลังให้ทั้งสองนอนขดตัวกอดเข่าอย่างน่าสงสาร
เห็นดังนั้นโหย่วจิ่งและมู่ไป๋มองหน้ากันพร้อมส่งสัญญาณมือยิกๆ
พรึ่บบบ
ว้ากกกกกกกกก!
อยู่ดีๆ โลกก็มืดสนิท ตาของเขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น โดนศิษย์พี่ทั้งสองคลุมด้วยผ้า ยกหัวท้ายออกจากหอตำราหลินเซียวดีดดิ้นแหกปากร้อง จนหมดแรงก็ไม่ช่วยอะไร ยอมให้โดนหามไปทั้งอย่างนั้น
เออ สบายดีแฮะ หลินเซียวคิดแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
พอเปิดผ้าออกศิษย์พี่ทั้งสองถึงกับขาอ่อน ศิษย์น้องตัวดีของเขาหลับจนคอพับคออ่อน กระนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจถึงกับแว่วเสียงกรนเป็ระรอก เอากับมันสิ ชีวิตช่างดียิ่งนัก จากจะแกล้งให้ใเล่นดันหลายเป็บริการหามส่งถึงที่ สะดวกสบายดีไหมล่ะ
หลินเซียวตื่นเช้ามาพร้อมความรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย ร่างห้อยอยู่กับต้นไม้ขาชี้ฟ้า โลกพลันกลับหัวกลับหาง เขาถูกห่อด้วยผ้าที่ศิษย์พี่คลุมเขาเมื่อวานแต่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยจนชินแล้ว หลินเซียวจึงแหกปากร้องหาเหล่าฝูให้มาเอาตัวเขาลง เหล่าฝูก็เพียงแค่เหลือบมองแล้วส่ายหน้า ประมาณว่า อีกแล้ว? หลินเซียวพยักหน้าอย่างรู้ความ
พอลงมาได้ก็เดินลากผ้ากลับไปยังเรือนพักของศิษย์พี่ใหญ่ฟ้องว่าตัวเองโดนกลั่นแกล้งอย่างไร แต่ก็นั่นแหละได้มะเหงกกลับมา ถึงได้เดินกลับเรือนพักอย่างสบายใจ ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น
หลังจัดการตัวเองเสร็จหลินเซียวก็ไปหมกตัวอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่ ตามก้นต้อยๆ เหมือนเงาตามตัว ว่าด้วยเื่เรียนหนังสือกับศิษย์พี่ใหญ่เขาชอบใจเป็ที่สุด เขาชอบอ้อนศิษย์พี่ใหญ่จับมือเขาเขียนตัวอักษร หลินเซียวแม้ผ่านตาไม่ลืมเลือนแต่เขากลับโกหกตาใส ให้ศิษย์พี่ใหญ่สอนอีกรอบ
จนโม่อวี้หรานหมดความอดทนเขาถึงจะยอมจำได้ เพื่อไม่ให้ศิษย์พี่ใหญ่พู่กันฟาดหัวเขา
สรุปแล้วที่การเรียนหนังสือดูทุลักทุเลเพราะเขาทำตัวเองให้ลำบากอยากอยู่ในอ้อมกอดศิษย์พี่ เด็กน้อยเพียงชื่นชอบให้คนอื่นสนใจตัวเองเท่านั้น ด้วยความที่อยู่คนเดียวมาั้แ่จำความได้ เขาจึงรู้สึกดีเวลามีคนให้ความสำคัญกับเขา แม้จะผิดที่ผิดทางไปหน่อยก็เถอะ
“ศิษย์น้องจำได้แล้วหรือไม่ ”โม่อวี้หรานใช้พู่กันจ่อคอหลินเซียว มองตาขวางพร้อมเอ่ยเสียงรอดไรฟัน
“ได้แล้วๆ ศิษย์พี่ใหญ่ใจเย็นก่อนขอรับ ”หลินเซียวมือนึงจับพู่กันที่จ่อคอ มือนึงเขียนตัวอักษรด้วยความรีบร้อน
“ได้ก็ดี แต่กว่าจะดีต้องโดนตีสักทีสินะ ”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ถ้างั้นข้าเก่งแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ”หลินเซียวพูดตาแป๋ว
ปั้กก
“เก่งบ้านเ้าน่ะสิ ตำราที่อาจารย์ให้ อ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็กล้าอวดอ้างแล้วหรือ ”
หลินเซียวลูบหัวตัวเองป้อยๆ ศิษย์พี่ใหญ่ช่างชอบััตัวเขายิ่งนัก เอะอะทุบเอะอะฟาด เขาต้องรู้สึกดีหรือไม่นะ
หลินเซียว “แหมม ท่านก็ว่าไป ”
โม่อวี้หราน “หรือไม่จริง ”
หลินเซียว “จะ จริงขอรับ”
"ศิษย์น้องเล็ก วันนี้เหล่าฝูทำอาหารของโปรดเ้า หากช้ามู่ไป๋กินหมดไม่เหลือถึงเ้านะ”
โหย่วจิ่งที่เดินมาเห็นหลินเซียวนั่งคุกเข่าข้างๆ โม่อวี้หราน มองดูก็รู้สภาพแล้ว จึงเอ่ยปากช่วยศิษย์น้องเล็กของเขาให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่น่าเวทนานั้น
ได้ยินดังนั้นหลินเซียวก็วางพู่กันลงตรงหน้าโม่อวี้หราน คำนับหนึ่งทีลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปลากแขนโหย่วจิ่งหายวับไปกับตา เอาสิ ที่ไหนมีของกิน ที่นั่นมีศิษย์น้องเล็ก
“ศิษย์พี่สาม ท่านทำดีมาก” หลังลากถูกันมาครึ่งทางหลินเซียวตบหลังโหย่วจิ่งไปหนึ่งทีพร้อมะโโลดเต้นอย่างดีใจ
“ข้านั้นดีมาตลอด ดูเ้าสิ ทำแต่เื่บัดซบ”
“ไม่ทำแล้วๆ ข้าหิวแล้ว ไปๆ ”หลินเซียวลากโหย่วจิ่งวิ่งอีกครั้ง
ไปถึงห้องสำรับเจอมู่ไป๋นั่งแทะขาหมูอย่างเอร็ดอร่อย กับศิษย์พี่ใหญ่ที่มาถึงก่อนเขา ได้ยังไง? โหย่วจิ่งมองหน้าหลินเซียว หลินเซียวมองหน้ามู่ไป๋ มู่ไป๋ส่ายหน้าแล้วแทะขาหมูต่อ
อนิจจัง หนีเสือมาเจอเสือตัวเดิม หลังกินข้าวเสร็จตกบ่ายไปฝึกลมปราณต่อ ตอนนี้ถึงจะไม่มีศิษย์พี่ใหญ่คอยดูอยู่ข้างๆ หลินเซียวก็สามารถเดินลมปราณเองได้แล้ว ที่น่าใกว่านั้นคือเขาสามารถรับรู้ถึงพลังปราณที่แผ่กระจายอยู่ทั่วทั้งทุกอณูรูขุมขน แต่เขาก็คิดว่ามันไม่แปลกตรงไหน คนอื่นเขาก็เป็อย่างนี้เหมือนกันกระมัง
ตอนนี้หลินเซียวสามารถใช้พลังปราณทำความสะอาดได้แล้ว วันนั้นเขาเดินลมปราณอยู่คนเดียวพบว่า พลังปราณได้วิ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง ความหนาแน่นของปราณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้ลองซัดฝ่ามือออกไป กองใบไม้ปลิวว่อนทั่วลานสำนัก
เขาใทั้งยังดีใจอย่างมาก วิ่งไปหาศิษย์พี่ทีล่ะคนบอกเล่าเื่ราวอย่างตื่นเต้น แต่กลับโดนเมิน ทั้งยังเหลือบมองเขาอย่างเอือมระอาส่ายหน้ามันน่าภูมิใจตรงไหน?
ภายหลังหลินเซียวถึงได้รู้ว่านี่มันแค่เื่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับอนาคตที่เขาจะได้พบเจอ หลังจากก่อพลังปราณได้แล้ว หลินเซียวสามารถเรียนวิชากระบี่ได้ แน่นอนเขาไปอ้อนให้ศิษย์พี่ใหญ่สอนเขา โม่อวี้หรานทั้งสอนทั้งขู่ มือชี้หน้า กระบี่พาดคอ พอหลินเซียวพลาด ก็มะเหงกลงหัว
จะว่าไปโดนมะเหงกบ่อยๆ เขาจะโง่ลงหรือไม่นะ?
ลานหน้าสำนักมีเด็กน้อยสี่คนถือกระบี่ยืนร่ายรำอย่างเป็ระเบียบ
“นี่เรียกว่าร่ายรำกระบี่หรือ ข้านึกว่าหมาโดนน้ำร้อนลวก!” โม่อวี้หรานฟาดแขนหลินเซียว ที่บิดไปบิดมาตัวเอนซ้าย ขาก้าวขวา ท่าแปลกประหลาดยิ่งนัก
หลินเซียว “ทำอย่างไรถึงจะร่ายรำได้สวยงามเช่นท่านหรือขอรับ ”
โม่อวี้หราน “ไม่ต้องทำอย่างไร ทำตามที่ข้าบอกก็พอ"
หลินเซียว “แล้วข้าไม่ทำตามท่านที่ใดกัน! ”
ป้าบบ
“ที่นี่แหละ ”โม่อวี้หรานฟาดขาหลินเซียวที่กำลังก้าวสะเปะสะปะ
ด้วยประการฉะนี้ หลินเซียวจึงเรียนกระบี่ทั้งน้ำตา
โหย่วจิ่งกับมู่ไป๋ยืนมองศิษย์น้องเล็กของเขาอย่างรู้ชะตากรรม เพราะพวกเขาก็เคยประสบพบเจอมาก่อน ประสบการณ์เช่นนี้ครั้งเดียวก็เกินพอ ทั้งสองถูจมูกพลางพยักหน้า