ความมืดมิดยามราตรีปกคลุมไปทั่วเสียงไซเรนจากรถตำรวจที่ห่างออกไปกลืนหายไปกับเสียงฝนพรำยามดึกที่ฐานย่อยแห่งหนึ่งของแก๊งบราซิล ซึ่งเป็โกดังร้างนอกเมืองบรรยากาศเงียบสงัดราวกับป่าช้า จู่ๆประตูเหล็กบานใหญ่ก็ถูกะเิออกด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหวควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำทะมัดทะแมงพวกเขาคือหน่วยจู่โจมหลัก ที่ควบคุมโดย วูล์ฟ เฟอร์กัสสัน มือซ้ายของเครอส
"เข้าไป!" เสียงแหบห้าวของวูล์ฟดังก้อง เขาก้าวเท้าเข้าไปเป็คนแรกร่างกายกำยำเคลื่อนไหวราวกับพายุ หมัดหนักๆซัดเข้าใส่หน้าลูกน้องแก๊งบราซิลที่ยืนอยู่ตรงประตูจนล้มทั้งยืนเืกระเด็นไปทั่ว
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวการปะทะเริ่มต้นขึ้นอย่างรุนแรงลูกน้องแก๊งบราซิลที่ไม่ทันตั้งตัวถูกโจมตีอย่างไม่ทันได้หายใจวูล์ฟไม่รอช้าเขาะโเตะเข้าใส่ชายร่างใหญ่สองคนที่พุ่งเข้ามาพร้อมกันก่อนจะกระชากปืนจากมืออีกฝ่ายแล้วสาดะุใส่ไม่ยั้งสภาพภายในโกดังเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงปืน และเสียงเนื้อกระทบกันเืสาดกระเซ็นไปทั่วผนัง วูล์ฟนำลูกน้องเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็วและเด็ดขาดไม่มีการเจรจา ไม่มีการปรานี นี่คือ 'การพิพากษา' อย่างแท้จริงทุกชีวิตที่ขวางทางจะถูกกำจัดอย่างเหี้ยมโหด
ในขณะเดียวกันณ อาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็ฐานบัญชาการหลักของแก๊งบราซิลในแคนาดา บรรยากาศกลับยังคงเงียบสงบราวกับไม่รับรู้ถึงการจู่โจมที่เกิดขึ้นรอบนอก แต่แล้ว...เสียงะเิสนั่นก็ดังขึ้นที่ชั้นใต้ดิน กำแพงคอนกรีตหนาเตอะพังทลายลงเผยให้เห็นร่างของเครอส ในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าคมคายของเขาฉายแววเ็าดวงตาคมกริบราวกับดวงตาของราชสีห์ที่หิวกระหายเื ข้างกายคือซากิ ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกลุ่มกำลังพลชั้นยอดอีก200 นายที่ซ่อนตัวอยู่เื้ัเงาของอาคาร
เครอสเดินนำหน้าเข้าไปในฐานบัญชาการอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งที่ตามมาคือเสียงปืนและเสียงกรีดร้องเมื่อลูกน้องของเครอสเข้าปะทะกับแก๊งบราซิลอย่างดุเดือดซากิไม่ได้ลงมือต่อสู้ด้วยพละกำลังโดยตรง แต่เขาใช้ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วเขาสั่งการผ่านอุปกรณ์สื่อสารไปยังหน่วยต่างๆวางกลยุทธ์การโอบล้อมและตัดเส้นทางหนีของศัตรูอย่างเหนือชั้นทำให้แก๊งบราซิลที่แม้จะมีจำนวนมากก็ไม่อาจต้านทานได้ ไม่นานนัก ไซลาสและเคนจิปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดเขาเคลื่อนไหวราวกับภูตผี จัดการกับลูกน้องของแก๊งบราซิลอย่างเงียบเชียบและแม่นยำทุกการเคลื่อนไหวคือความตาย ไซลาสคือเงาที่ไม่มีใครมองเห็น แต่เป็ความตายที่ใครๆก็ต้องเผชิญหน้า
และแล้วเสียงปืนจากชั้นบนก็เงียบลงไปเมื่อฟีนิกซ์ อะธาบัสกา บุตรชายคนโตของท่านประธานเข้ามาสมทบพร้อมกำลังพลและอาวุธนับร้อยเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดร่างกายที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ในการต่อสู้ที่โชกโชนทำให้เขากลายเป็เครื่องจักรสังหารที่ไม่อาจหยุดยั้งได้
"ดูเหมือนพวกมึงจะใจกล้าเกินไปนะไอ้พวกบราซิล" ฟีนิกซ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันขณะที่จัดการกับชายคนสุดท้ายที่ขวางทางพวกเขาทั้งห้าคนเดินมาถึงห้องทำงานของหัวหน้าแก๊งบราซิล เฟอร์นันโดซึ่งนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางหวาดกลัวเขาเป็ชายร่างใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองแต่บัดนี้กลับสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น
"คิดว่าตัวเองแน่มากงั้นเหรอวะ ไอ้พวกแก๊งบราซิลกระจอก!" เครอสเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเฟอร์นันโดดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความกลัวของอีกฝ่าย
"กฎของออร์บิส พรีมัส มีอยู่ 10 ข้อ พวกมึงแม่งละเมิดเกือบทุกข้อ!ฆ่าคนบริสุทธิ์ และที่สำคัญ... หยามเกียรติของพวกกู! "
ฟีนิกซ์เดินเข้าไปใกล้เฟอร์นันโดเืที่กระเซ็นติดเสื้อของเขาทำให้เขายิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
"ไอ้เวร! มึงคิดว่าแคนาดามันเป็ป่าเหรอวะ ที่จะเข้ามาทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ?คำเตือนครั้งแรกที่ส่งไปนั่นมันคือโอกาสสุดท้ายของพวกมึงแล้ว"เขาหัวเราะในลำคออย่างเหี้ยมเกรียม
"แต่ดูเหมือนสมองของพวกมึงจะถูกยาเสพติดกัดกินจนหมดสิ้นแล้วสินะ!"
เฟอร์นันโดพยายามจะพูดบางอย่างแต่ก็ถูกเครอสขัดจังหวะเสียก่อน
"ไม่ต้องแก้ตัว" เครอสเอ่ยเสียงเรียบ"พวกมึงเลือกทางเดินของพวกมึงเอง"
เครอสหันไปมองซากิซากิพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เฟอร์นันโดเขาหยิบโทรศัพท์มือถือของหัวหน้าแก๊งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เปิดกล้องขึ้นมาก่อนจะหันไปทางเฟอร์นันโด
"ส่งไปให้มันดูซะ ว่าการลองดีกับพวกเรามันเป็ยังไง" เครอสเอ่ยกับซากิ
ซากิพยักหน้าเล็กน้อยเขาจ่อปืนเก็บเสียงไปที่หน้าผากของเฟอร์นันโดดวงตาของซากิยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่มีชีวิต ไม่มีความลังเล ไม่มีความสงสารเสียงปืนดังขึ้นเพียงเบาๆ ร่างของเฟอร์นันโดทรุดฮวบลงเืสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วโต๊ะทำงาน ซากิใช้โทรศัพท์มือถือของเฟอร์นันโดถ่ายสภาพศพอันน่าสยดสยองนั้นก่อนจะส่งรูปภาพไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่กาเบรียลได้สืบค้นมาให้เป็เบอร์ของผู้บงการนิรนาม ที่อยู่เื้ัการรุกคืบของแก๊งบราซิล
ข้อความพร้อมรูปภาพถูกส่งออกไปอย่างเงียบเชียบ:
"นี่คือบทเรียนสำหรับผู้ที่กล้าลองดีกับพวกเรา... อย่าได้คิดริอาจอีก!"
การพิพากษาได้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดและรุนแรงเืที่กระเซ็นบ่งบอกถึงความโเี้ของโลกใต้ดินและนี่คือคำเตือนที่ชัดเจนที่สุดจากตระกูลออร์บิส พรีมัสสำหรับใครก็ตามที่คิดจะท้าทายอำนาจของพวกเขา
.
สองสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วนับั้แ่การพิพากษาแก๊งบราซิลชีวิตประจำวันของซากิและเครอส ยังคงดำเนินไปเหมือนเคยแต่่นี้กลับรู้สึกว่ามีเวลาว่างมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ซากิยังคงตื่นขึ้นมาในทุกเช้าตรู่เพื่อออกไปวิ่งและเตรียมอาหารเช้าให้ฮารุเหมือนเช่นเคย วันนี้ก็เช่นกัน เขาตื่นมาและพบกับใบหน้าหล่อเหลาของเครอสที่นอนกอดตนอยู่ทุกเช้าไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่กันที่เครอสย้ายตัวเองมานอนกับซากิในทุกคืนและั้แ่นั้นมาซากิก็ไม่เคยฝันถึงอดีตอันเลวร้ายอีกเลย
มือบางของซากิยกขึ้นเกลี่ยเรือนผมสีน้ำตาลของเครอสอย่างแ่เบาเขารู้สึกเหมือนตนกำลังเสพติดความอบอุ่นจากชายผู้นี้...ความอบอุ่นที่โอบล้อมเขาไว้ในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ซากิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดออกกำลังกายเพื่อออกไปวิ่งเหมือนเคย
.
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูไม้ที่บ้านพักของซากิดังขึ้นหลังประตูบานนั้นเผยให้เห็นเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ผมที่ถูกย้อมจนเป็สีทองสว่าง ใบหน้าเรียวผิวขาวซีดอยู่ในชุดลำลองสบายๆ กำลังนั่งอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่น ซากิชะงักเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าจะได้เจอหน้าฮารุเสียที ปกติฮารุจะยังไม่ตื่นในเวลานี้และพวกเขาก็แทบไม่เคยได้คุยกันเลยในแต่ละวัน
"เลิกทำงี้สักทีเถอะ! ผมหากินเองได้น่า!" ฮารุกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์เสียใบหน้าของเขาบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาทะเลาะกันด้วยเื่นี้
"ไม่ชอบเหรอ?" ซากิถามขึ้นเสียงของเขาเรียบเรื่อย แต่ภายในใจกลับรู้สึกเ็ป
"พี่เห็นผมเป็เด็กห้าขวบรึไง ที่หากินเองไม่เป็น่ะ!" ฮารุสวนกลับอย่างเอาแต่ใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดซากิยังคงยืนจ้องมองน้องชายสุดที่รักของเขาด้วยแววตาเศร้าหมอง...ฮารุคงเกลียดเขาแล้วจริงๆ