บทที่ 12 ยามค่ำคืนช่างน่าขนพอง
เหลิ่งเยว่หยุดฝีเท้าและหันมามองซูฝาน ยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เป็ศิษย์น้องซู ดึกดื่นเช่นนี้เ้าจะไปที่ใดหรือ”
“ไปขอโอสถถอนพิษจากผู้าุโ” ซูฝานส่ายศีรษะพลางยิ้มเก้อเขิน มองไปทางเหลิงเยว่
เหลิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างสงสัย “เ้ากินพิษสามศพไปแล้วหรือ?”
“อืม” ซูฝานพยักหน้า
เหลิงเยว่กล่าวว่า “สมแล้วที่เป็กลวิธีของท่านอาจารย์ แต่ในตอนนี้เ้าไม่ควรไปจะดีกว่า”
“เพราะเหตุใดหรือ?” ซูฝานรู้สึกสงสัย
เหลิ่งเยว่เงยหน้ามองไปยังถ้ำบนยอดเขา ก่อนเอ่ยอย่างมีนัยยะ “ถ้ำนั้น… ยามค่ำคืนช่างขนพองนัก”
“ยามค่ำคืน…? ช่างขนพองนัก?” ซูฝานมีสีหน้าระแวงสงสัย “มันหมายความว่าเยี่ยงไร”
เหลิงเยว่มิได้อธิบายอะไร เพียงแค่หมุนตัวเดินจากไป
ทว่าทันใดนั้น นางพลันหยุดฝีเท้าและหันไปมองซูฝาน พลางกล่าวว่า “สวีเจียวเจียวได้บรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางแล้ว อีกทั้งยังว่ากันว่านางได้เข้าใจเคล็ดิญญาัทะยาน และประกาศก้องว่าพรุ่งนี้ในสนามประลอง จะต้องเหยียบเ้าไว้ใต้บาทาให้จงได้”
ซูฝานทำท่าขลาดกลัว ถามว่า “เช่นนั้นข้ามีโอกาสชนะหรือไม่”
“ร่างิญญาธาตุนั้นแข็งแกร่งนัก เพราะสามารถเชื่อมต่อกับปราณิญญาธาตุได้ สวีเจียวเจียวเป็ร่างิญญาอัคคี ดังนั้นปราณิญญาอัคคีของนางจึงรุนแรงยิ่งนัก”
“แม้ว่าพลังบำเพ็ญของเ้าจะเท่าเทียมกับนาง โอกาสที่จะเอาชนะก็ยังริบหรี่ ยิ่งไปกว่านั้นเ้ายังไม่เข้าใจองคุลีัผงาด”
“หากเ้า้าชัยชนะจริง ๆ พรุ่งนี้ในสนามประลอง เ้าอาจลองจู่โจมในจังหวะที่ไม่คาดคิด โจมตีในจุดที่นางไร้การป้องกัน”
เหลิงเยว่กล่าวจบก็หมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็วใต้แสงจันทร์
“จู่โจมในจังหวะที่ไม่คาดคิด โจมตีในจุดที่ไร้การป้องกัน? นั่นมันก็คือการลอบโจมตีมิใช่หรือ? ข้าผู้เป็ร่างิญญาไร้ค่า ไม่มีวันทำเื่ต่ำช้าเยี่ยงนี้”
ซูฝานเชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนง วิ่งมุ่งหน้าไปยังยอดเขา
หากเหลิ่งเยว่ได้ยินวาทะเช่นนี้ นางคงอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนเป็แน่ ราวกับว่าร่างิญญาไร้ค่านั้นยิ่งใหญ่นักหนายอดเขา
“ยามค่ำคืนช่างขนพองนักนัก?”
“คำพูดนี้มีความหมายว่าเยี่ยงไรกันแน่”
ซูฝานมองประตูหินของถ้ำที่ปิดสนิท ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ
“กลัวบ้าบออะไร ตราบใดที่การประลองกับสวีเจียวเจียวยังไม่เริ่ม มารเฒ่านั่นก็ไม่กล้าสังหารข้าหรอก”
ในที่สุดซูฝานก็รวบรวมความกล้า แล้วเคาะประตูเบา ๆ
“ใครกัน?”
เสียงของสวี่ซานอินดังมาจากด้านใน “ศิษย์ซูฝาน ขอเข้าพบผู้าุโ”
ซูฝานค้อมกายกล่าว
หลังจากความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูหินก็ค่อย ๆ เปิดออก ซูฝานยืนอยู่นอกประตู มองสำรวจถ้ำพำนัก
ไข่มุกเรืองแสงขนาดเท่าฝ่ามือแขวนอยู่บนเพดานถ้ำ แผ่รัศมีสีขาวบริสุทธิ์ออกมา
ซูฝานเหลือบมองเห็นสวี่ซานอินนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาเ็า ราวกับปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
เบื้องหน้าของเขามีร่างของเด็กหนุ่มนอนอยู่ เด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ร่างกายแข็งทื่อ สีหน้าซีดเผือด ศีรษะมีเืไหล เสียชีวิตไปแล้ว!
“มารเฒ่ากำลังฆ่าคนอยู่หรือ?”
ซูฝานรู้สึกขนลุกซู่ที่หนังศีรษะ เอ่ยประจบเสียงแ่ว่า “ท่านผู้าุโ ศิษย์มิได้เห็นอะไรทั้งสิ้น ท่านทำต่อไปได้เถิด” กล่าวจบก็รีบหมุนตัวเผ่นหนีทันที
ในใจรู้สึกเสียใจจนมิอาจเยียวยา
เหตุใดจึงไม่ฟังคำเตือนของศิษย์พี่เหลิ่งเยว่เล่า ไฉนถึงได้วิ่งขึ้นมาที่นี่ด้วย
“เข้ามา!”
เสียงเย็นเยียบและดุดันของสวี่ซานอินดังขึ้น
ซูฝานร่างแข็งทื่อ ค่อย ๆ หันกลับไป ฝืนใจเดินเข้าถ้ำ
“ปิดประตู” สวี่ซานอินยกมือที่เหี่ยวแห้งขึ้นจากศีรษะของศพ ปลายนิ้วทั้งห้าเปื้อนไปด้วยเืสด
เมื่อมองดูที่ศีรษะของศพอีกครั้ง พบว่ามีรูเืห้ารู เืสดไหลทะลักออกมาไม่หยุด!
และสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ… สวี่ซานอินยังคงแลบลิ้นเลียเืที่ปลายนิ้ว
ซูฝานรีบปิดประตูหินอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเล็ก ๆ ซีดขาว กล่าวอย่างตื่นตระหนก “ขอผู้าุโได้โปรดละเว้นชีวิตด้วย ศิษย์มิได้ตั้งใจจริง ๆ ศิษย์ขอสาบาน จะเก็บความลับนี้ไว้อย่างมิดชิด...”
“หุบปาก!” สวี่ซานอินจ้องมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ซูฝานรีบหุบปากทันที พิงประตูหินด้วยตัวสั่นเทา สมกับเป็มารเฒ่าที่กินคนไม่คายกระดูกจริง ๆ
“ยังคงอยู่เพียงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางอยู่อีกหรือ?”
“หึ! ดูเหมือนว่าข้าจะคาดหวังกับเ้าสูงเกินไป ถึงได้คิดว่าเ้าจะสามารถเอาชนะสวีเจียวเจียวได้เพื่อช่วยให้ข้าได้โอสถหวงหลงที่อยู่ในมือของเซวียฉางซาน” สวี่ซานอินแค่นเสียงเ็า
“ท่านผู้าุโ ข้าไม่ใช่อัจฉริยะ อีกทั้งมีเวลาเพียงครึ่งเดือน การที่จะบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้ก็นับว่ายากลำบากยิ่งนัก”
ซูฝานเปลี่ยนน้ำเสียงเป็หนักแน่นกังวาน “แต่ขอท่านผู้าุโวางใจ ศิษย์จะทุ่มเทสุดความสามารถ เอาชนะสวีเจียวเจียวให้จงได้!”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าความมั่นใจของเ้านั้นมาจากที่ใด? ก็ได้ ข้าจะรอดูความสามารถของเ้า”
สวี่ซานอินหัวเราะเสียงแหลมอย่างชั่วร้าย ก่อนจะคว้าศีรษะของศพอีกครั้ง แสงสีเืพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขาทีละน้อย
ในทันใดนั้นโลหิตและลมปราณในร่างไร้ิญญาก็พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างของสวี่ซานอิน
ไม่นานนัก ทั่วร่างของสวี่ซานอินก็ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกโลหิต ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงฉานดุจปีศาจกระหายเื
ร่างไร้ิญญาที่แต่เดิมล่ำสันแข็งแรง บัดนี้ราวกับถูกดูดเืเนื้อออกจนหมดสิ้น เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว
ซูฝานมองภาพเบื้องหน้า ความหนาวเหน็บแล่นขึ้นตามกระดูกสันหลังโดยมิอาจต้านทาน
“มารเฒ่าช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ!”
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
สวี่ซานอินมองมาที่ซูฝานอีกครั้ง ถามว่า “เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงพาเ้ามายังสำนักในตอนนั้น?” ซูฝานรีบส่ายหน้าอย่างร้อนรน
“ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าไม่กล้าพูดกันแน่?”
สวี่ซานอินแค่นหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม “ข้า...”
ซูฝานพูดอึกอัก
“ข้าอะไรกัน? เ้าไม่ใช่คนกล้าหาญหรอกหรือ?”
“ถูกต้อง”
“ตอนนั้นข้าเล็งเห็นลมปราณในร่างของเ้า”
“ข้าฝึกวิชามารที่ต้องดูดลมปราณของผู้อื่นมาฝึกฝน ยิ่งลมปราณแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยิ่งช่วยการฝึกฝนของข้าได้มากเท่านั้น”
“หากมิใช่เพราะเ้าต้องประลองกับสวีเจียวเจียว คืนนั้นข้าก็คงฆ่าเ้าไปแล้ว!” เมื่อพูดจบประโยคสุดท้าย สวี่ซานอินก็โบกมือใหญ่ทีหนึ่ง เหลือเพียงร่างที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกกลิ้งมาที่เท้าของซูฝาน