บทที่84คืนกลับบ้าน
ตลอดรายทางฮุ่ยจวินได้ทำการรักษาประคองอาการเบื้องต้นให้แก่สตรีชราวิชาแพทย์ของมันอาจมีเพียงชิงหวงที่พอรู้เห็น บุรุษชราชิงหวงจึงปล่อยให้ชายหนุ่มดูแลจางเยี่ยนจือและให้จางเฟยเทียนมาร่วมรถม้าคันของตนระหว่างทางมันได้มองนายน้อยผู้อ่อนแอคนนี้แล้วเอ่ยถาม
“เข้าร่วมประชุมครั้งนี้แล้วรู้สึกเช่นไรบ้าง"
จางเฟยเทียนก้มหน้าหงุดแล้วกล่าวอย่างไม่ปิดบัง
“ข้ากลัว"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะเงยหน้าขึ้นมามองชิงหวงผู้อาวุโสที่มันมิเคยได้เห็นหน้ามาก่อน เพียงเคยได้ยินคำเล่าลือภายในพรรคผู้นี้แล้วกล่าวต่อ
“ข้าพึ่งรู้ว่าท่านย่าต้องแบกรับแรงกดดันถึงเพียงนี้ข้าที่เป็นหลานกลับช่วยอะไรมิได้เลย ข้าไม่อยากเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอะไรแล้ว เพราะข้าคงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะช่วยเหลือท่านย่าหรือปกครองใครได้หากเป็นพี่สาวข้ายังจะประเสริฐกว่า”
ชิงหวงมองบุรุษหนุ่มพลางยื่นมือตบลงบนบ่ามันราวผู้อาวุโสกำลังให้กำลังใจหลาน
“อย่าด้อยค่าในตนเองผู้ที่แข็งแกร่งมิได้หมายว่าเป็นผู้ปกครองที่ดีเสมอไป ท่านประมุขคงเห็นแล้วว่าเจ้ามีคุณสมบัติจงอย่าทำให้ท่านประมุขผิดหวัง”
“ข้ากลัวที่จะทำให้ท่านย่าผิดหวังแลเสียใจ"
“เจ้าเห็นว่าท่านประมุขเคยเสียใจหรือผิดหวังในตัวตนของเจ้าหรือไม่"
ได้นึกถึงพระคุณของย่าบุญธรรมตนนึกถึงความรัก ความดูแลเอาใจใส่ที่นางมอบให้ ภาวะแรงกดดันหรือบีบคั้นจากนางก็ไม่มีเลยทำให้มันใช้ชีวิตได้อย่างสุขสงบภายใต้กรอบนั่น วันนี้เป็นครั้งแรกที่มันได้มาร่วมประชุมได้มาเห็นว่าแรงกดดันบีบคั้นมากมายกลับเป็นสตรีชราที่แบกรับไว้ทั้งหมดเพียงผู้เดียวมันที่เป็นหลานกลับมิอาจจะแบ่งเบาอะไรได้ ความรู้สึกผิดจึงเกิดขึ้นอย่างท่วมท้น ซึ่งความรู้สึกผิดนี้ก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนแลหล่อหลอมขึ้นเป็นความกล้าทีละนิด ฝ่ามือขวาของมันจึงกำแน่น นัยน์ตาที่ไหวสั่นทอแววแน่วแน่
“จากนี้ไปข้าจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อท่านย่างานประลองที่จะมีขึ้นนี้ข้าจะทำให้ถึงที่สุดมิให้ท่านย่าต้องผิดหวัง”
ชิงหวงสิ่งแรกที่ต้องการก็คือเปลี่ยนแปลงความอ่อนโยนแลขี้กลัวให้กลับกลายเป็นความอ่อนโยนซึ่งซุกซ่อนไว้ด้วยความกล้าการที่มันต้องการพาจางเฟยเทียนไปด้วยมันมิได้หวังให้ชายหนุ่มเปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นคนละคนแต่มันแค่ต้องการให้นายน้อยผู้นี้ได้เข้าใจแลได้เรียนรู้ที่จะแบกรับความเป็นจริงร่วมด้วยเพราะวันหนึ่งหากไร้ซึ่งคนรุ่นก่อนคอยประคอง คนรุ่นหลังอย่างพวกมันจะได้มิตกอยู่ในที่ลำบากจนเกินไป
ชิงหวงตบบ่าของจางเฟยเทียนแผ่วเบาเป็นการให้กำลังใจอีกครา
“ขอเพียงตั้งใจเจ้าต้องทำได้แน่หลังจากนี้ข้าจะเคี่ยวกรำฝึกฝนเจ้าเอง"
จางเฟยเทียนก็ประสานมือขึ้นด้วยแววความมุ่งมั่น
“ผู้อาวุโสต้องรบกวนท่านแล้ว"
ส่วนทางด้านรถม้าของประมุขจางเยี่ยนจือสตรีชรานางกำลังถูกพิษไข้แลอาการป่วยสะสมปะทุเล่นงาน สติสัมปชัญญะของนางดูเลื่อนลอยไร้ความสงบนางนอนอยู่ภายในรถม้าปากก็พรึมพำหาสามีและบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่เจือความทุกข์เศร้า
“จางจวิ้นเจ้าทิ้งข้าไปทำไม…ซุนฟงลูกแม่ เจ้าทำไมจากแม่ไปเร็วเช่นนี้"
“ซุนฟง"
“ซุนฟง"
เห็นอาการของสตรีชราฮุ่ยจวินก็บังเกิดความสะเทือนใจจนน้ำตาจะหยดไหลตามสตรีชราที่อยู่ตรงหน้า โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่บนกายมันย่อมรักษาได้แต่โรคที่เกิดจากจิตใจใยเล่ามันจะสามารถรักษา สตรีชราผู้น่าสงสาร ผู้เสียทั้งบุตรชายแลสามีผู้ที่ต้องแบกรับทุกสิ่งภายใต้ภาวะการณ์แย่งชิง สูญเสียขนาดนี้ต้องมีจิตใจเข้มแข็งขนาดไหนจึงสามารถประคองทุกสิ่งให้อยู่ได้ฮุ่ยจวินแทบจะเข้าใจความรู้สึกแห่งการสูญเสียนี้ดี เพราะชีวิตของมันก็ผ่านแต่ความสูญเสียเฉกเช่นเดียวกัน
ฮุ่ยจวินถอนเข็มเงินเล่มหนึ่งขึ้นมาหลังจากที่ได้ใช้ฝังไล่ลมปราณชีวิตของสตรีชราให้โปร่งโล่งเมื่อได้รับการรักษาเบื้องต้น อาการของจางเยี่ยนจือก็ค่อยๆ ดีขึ้น นางลืมตาที่เหม่อลอยเห็นเงาร่างของฮุ่ยจวินอย่างเลือนลางตรงหน้าก็หลุดปากกล่าวคำขึ้นทั้งน้ำตา
“ซุนฟงลูกกลับมาแล้ว"
สองมือที่เหี่ยวย่นจนรู้สึกได้กุมจับที่สองมือของฮุ่ยจวินฮุ่ยจวินที่เห็นนางยังมิได้สติสัมปชัญญะดี มันจึงมิได้กล่าวขัดอันใด มันได้นับถือสามีของนางเป็นบิดาบุญธรรมแล้วเช่นนั้นนางก็นับได้ว่าเป็นมารดาบุญธรรมเช่นเดียวกัน
“ลูกอยู่นี่"
สตรีชราพลันโผกอดชายหนุ่มทั้งน้ำตาความผ่อนคลายทำให้จิตใจคล้ายได้รับการปลอบโยน สตรีชราที่มิเคยได้หลับสนิทในแต่ละค่ำคืนวันนี้บนรถม้าภายใต้การสวมกอดบุรุษหนุ่มที่นางเข้าใจว่าเป็นลูก ทำให้นางได้หลับลึกแลผ่อนคลายความทุกข์ตรมอย่างที่มิเคยเป็นนางจึงหลับลงทั้งที่ยังสวมกอดคนที่ตนเห็นว่าเป็นบุตรผู้นี้
ผ่านไปชั่วธูปไหม้รถม้าสองคันก็กลับถึงพรรคปธุมอัคคีคนรับใช้รวมถึงแพทย์ประจำตัวของจางเยี่ยนจือก็รีบปรี่เข้ามาเพราะล่วงรู้ว่าทุกครั้งที่ผู้เป็นประมุขคืนกลับจากการประชุมจะต้องมีอาการป่วยกำเริบทุกครั้งแต่พอเห็นนางถูกพาลงจากรถม้า ทุกผู้ก็เป็นต้องแปลกใจ เพราะเมื่อเห็นสตรีชราที่พึ่งถูกปลุกให้ฟื้นตื่นก้าวเดินลงมาพร้อมกับการประครองของบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาสีหน้าแววตาของประมุขพวกตนกลับดีขึ้นเป็นอย่างมาก
แพทย์ประจำตัวจางเยี่ยนจือยังต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจรีบเข้ามาจับจุดชีพจรของนาง นิ่งไปเนิ่นนานหัวคิ้วที่ขมวดอยู่แล้วก็ยิ่งเป็นปมมากกว่าเดิม
อยู่ๆ อาการของนางที่รักษามิเคยทุเลาวันนี้จะทุเลาขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร?
ขณะที่กำลังเกิดความสงสัยจางเยี่ยนจือที่มองฮุ่ยจวินราวกับมองบุตรชายผู้หนึ่ง นางได้ละสายตาที่พินิจมองชายหนุ่มแล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาขึ้น
“แจ้งทุกคนมาที่ห้องโถงข้ามีเรื่องสำคัญให้พวกมันได้รับรู้"
เมื่อคำสั่งของผู้ที่เปรียบดั่งประมุขพรรคถ่ายทอดออกไปเหล่าคนสำคัญของพรรคทุกผู้ก็ต่างเข้ามา จางลู่เหลียนหลานสาวบุญธรรมของนางก็มาแล้ว นางจึงได้ถ่ายทอดเรื่องที่ประชุมวันนี้ออกไป
พอทุกผู้ได้ฟังเสียงก่นด่าสามพรรคใหญ่ที่หวังยึดครองอำนาจก็ตามมา แต่ผู้ที่ดูเหมือนจะถูกต่อว่าเป็นที่สุดก็คงหนีไม่พ้นตระกูลซุนทุกผู้ต่างล่วงรู้ ด้วยตระกูลซุนในยุคปัจจุบันมิได้ต้องการตบแต่งบุตรีให้กับนายน้อยของพวกตนอยู่แล้วแต่การที่มันใช้เรื่องนี้แลกกับความไม่สงบหรือแลกกับเรื่องที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของบึงลี้ลับขนานใหญ่เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มิอาจยอมรับได้
“ตระกูลซุนกลับดูถูกพรรคเราขนาดนี้"
“แต่อย่าพึ่งนึกถึงตระกูลซุนเลยเอาเป็นว่ามาคิดวิธีที่จะรักษาหน้าที่ควบคุมประตูเข้าออกบึงลี้ลับและการปกป้องน่านน้ำแห่งนี้ดีกว่า”
“ใช่ รุ่นเยาว์แห่งพรรคม่านมายาผู้ใดก็รู้ว่ามันแข็งแกร่งเพียบพร้อมเพียงไหนนายน้อยพวกเราในตอนนี้ยังจะสู้ได้หรือ”
กล่าวถึงนายน้อยในที่สุดจางเยี่ยนจือและชิงหวงก็หันไปมองฮุ่ยจวิน สิ่งที่พวกมันใคร่รู้แลสะกดกั้นมาโดยตลอดได้ถึงเวลาที่ต้องไต่ถามแล้ว
ฮุ่ยจวินก็คล้ายเข้าใจสายตาของคนทั้งสองสายหนุ่มจึงถอดสร้อยเส้นนั้นออกมาจากคอ เมื่อทุกผู้ในที่นี่ได้เห็นก็พลันตกตะลึงไปตามๆกัน
”เจ้ามีสร้อยเส้นนี้ได้อย่างไรท่านประมุขของพวกเราเล่า"
เมื่อเป็นของผู้อื่นฮุ่ยจวินจึงเตรียมคืนให้แก่เจ้าของ แต่ขณะที่มันยื่นประคองส่งให้จางเยี่ยนจือ ชิงหวงก็รีบกล่าวขึ้นมาทันที
“หมุดบัวอัคคีเปิดม่าน อันเป็นกุญแจค่ายกลประตูหลักที่ซุกซ่อนสถานที่แห่งนี้ หากมิได้รับการถ่ายทอดด้วยความยินยอมพร้อมใจแลถูกวิธีผู้ที่สัมผัสมันต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็จะถูกความร้อนอันลึกล้ำแผดผลาญ สิ่งนั้นถูกมอบให้เจ้าเจ้าต้องรักษามันไว้ แต่หากจะมอบให้คืน เจ้าต้องเข้าถึงในเคล็ดค่ายกลนี้จึงจะส่งต่อผู้อื่นได้”
แน่นอนว่าฮุ่ยจวินย่อมมิเข้าใจในหลักหรือกฎเกณฑ์แห่งค่ายกลนี้มันได้รับมาก็แค่ได้รับสืบทอดเท่านั้น มิได้ถูกบอกกล่าวอันใด
ชิงหวงกล่าวต่อ
“การที่เจ้าถือครองมันได้โดยปลอดภัยเช่นนี้นั่นหมายความว่าประมุขเราจักต้องไว้ใจเจ้าเป็นอย่างมากจึงได้ฝากฝังแลสืบทอดสิ่งสำคัญที่เปรียบดั่งหัวใจของคนที่นี่….”
ฮุ่ยจวินเข้าใจว่าทุกผู้แลทุกสายตาที่จับจ้องมันต้องการคำอธิบายโดยเฉพาะนัยน์ตาของสตรีชราจางเยี่ยนจือที่คล้ายรออย่างใจจดใจจ่อ ฮุ่ยจวินจึงได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทุกผู้ได้ฟังเรื่องราวตั้งแต่ได้บังเอิญพบบุรุษชรา ช่วยเหลือด้วยไมตรี ร่วมกันหลบหนี ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมถ่ายทอดวิชาลมปราณสามัญอันลึกล้ำ จวบจนกระทั่งมอบสร้อยคอและทิ้งทวนคำสั่งเสียไว้หนึ่งประโยคนั่นคือบึงลี้ลับ
สิ่งที่ฮุ่ยจวินถ่ายทอดล้วนมิขาดตกจะมีก็แต่เรื่องเดียวที่มันมิเปิดเผยนั่นก็คือ บุรุษชราบิดาบุญธรรมของมันได้กระทำบางสิ่งอย่างจนโลหิตของมันคล้ายมีเพลิงเผาไหม้ตลอดเวลา
เมื่อทุกผู้ได้ฟังก็ต่างมีสีหน้าที่เศร้าสลดโดยเฉพาะจางเยี่ยนจือยิ่งน้ำตาหยาดไหล แม้นางจะทำใจไว้แล้วตั้งแต่ที่เห็นสร้อยนี้อยู่ในมือของผู้อื่นแต่พอได้ฟังวาจาของฮุ่ยจวิน ได้รู้ว่าตลอดเวลาสามีตนได้ผ่านความทุกข์ตรมแลความลำบากจนถึงวาระสุดท้ายนางก็อดที่จะสงสารและระงับความเจ็บปวดใจมิไหว แม้แต่ศพของผู้เป็นสามีนางยังไม่มีโอกาสได้เห็นแลร่ำลาเป็นครั้งสุดท้ายนี่นับเป็นความเจ็บปวดทรมานใจจนยากจะข่มกลั้นได้ไหว
เห็นความโศกเศร้าเสียใจของทุกผู้โดยเฉพาะสตรีชราฮุ่ยจวินจึงได้นำผ้าห่อกระดูกของจางจวิ้นออกมา
“ข้าได้นำเถ้ากระดูกบางส่วนของบิดาบุญธรรมติดตัวมาเพื่อเป็นของมงคลแก่ชีวิตมิคิดว่าจะได้นำท่านกลับมายังบ้านของท่านหลังนี้"
พอได้เห็นเถ้ากระดูกของสามีจางเยี่ยนจือก็ยิ่งร่ำไห้และเข้าไปรับไว้ นางยังมีความรู้สึกยินดีอยู่บ้าง อย่างน้อยนางยังได้มีกระดูกของมันให้ระลึกถึงอย่างน้อยมันก็ได้คืนกลับสู่บ้านแม้จะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม
นับแต่การประชุมพรรคจบลงพิธีไว้อาลัยให้แก่ประมุขจางจวิ้นก็ถูกจัดขึ้น พรรคธารเทวะและตระกูลโจวที่รู้ข่าวต่างมาร่วมพิธีด้วยจิตใจที่หนักอึ้งเพราะหัวเรือใหญ่ที่พวกมันหวังพึ่งพาและเฝ้ารอให้มันหวนกลับมา มันได้กลับมาโดยหลงเหลือแต่เพียงกระดูกแล้วเช่นนี้ความสงบสุขแห่งบึงลี้ลับ ความหวังที่จะเห็นบึงลี้ลับคงอยู่อย่างเรียบง่ายก็คงริบหรี่ลงไปทุกที
ส่วนอีกสามพรรคฝ่ายตรงข้ามเมื่อรู้ข่าวพวกมันก็ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ฝ่ายหนึ่งโศกเศร้าแลกลัดกลุ้มใจ อีกฝ่ายกลับกำลังชื่นมื่นและยินดีที่เส้นทางของพวกตนเริ่มที่จะเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านตระกูลซุนเป็นซุนซวี่ฉีและซุนเล่อเหยียนมากราบไหว้คำนับ แต่เพราะทนความเย็นชาของประมุขจางเยี่ยนจือไม่ไหวพวกมันจึงเพียงคำนับหน้าหลุม กล่าวไว้อาลัย และก็ลากลับมิได้รั้งตัวอยู่นาน
หลังพิธีไว้อาลัยให้แก่จางจวิ้นหลังจัดทำป้ายชื่อที่สุสานบรรพบุรุษอย่างยิ่งใหญ่ การจากไปของจางจวิ้นได้ทำให้ความสำคัญของฮุ่ยจวินหรือที่ทุกผู้ได้รู้จักมันในนามจางจวินเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น
การที่ชายหนุ่มได้รับสิ่งตกทอดอันสำคัญจากประมุขจางจวิ้นได้ร่วมเป็นร่วมตายจนก่อเกิดสายสัมพันธ์บุตรและบิดาบุญธรรม ตัวตนของฮุ่ยจวินจึงได้รับความสำคัญมิน้อยในพรรคปธุมอัคคีด้วยอายุของมันที่รุ่นราวคราวเดียวกับจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียน ประมุขจางเยี่ยนจือจึงเรียกมันเป็นหลานบุญธรรมมากกว่าบุตรและให้พวกมันเป็นสามพี่น้องแห่งตระกูลจาง
แน่นอนว่าจางเฟยเทียนย่อมยินดีที่มีพี่ชายเพราะมันก็ไม่อยากแบกรับความกดดันเป็นผู้นำพรรครุ่นต่อไป การมีฮุ่ยจวินมามันอาจหลุดพ้นจากเรื่องหนักใจเหล่านี้ก็เป็นได้ส่วนจางลู่เหลียนการมาของฮุ่ยจวินทำให้อาการทางจิตใจของท่านย่าดีขึ้นผิดหูผิดตา นางจึงรู้สึกยินดีที่มีผู้ทำให้ท่านย่าดูมีกำลังใจขึ้นมาบ้างอีกทั้งฮุ่ยจวินมันก็มีจิตใจที่ดี การมีน้องชายอันประเสริฐเพิ่มอีกคนก็นับเป็นการดีสำหรับพี่สาวอย่างนาง
มีคนหลายผู้ในพรรคที่รู้สึกถูกใจต่อตัวตนของฮุ่ยจวินแต่ทว่าก็ยังมีอีกหลายตัวตนที่ไม่เข้าใจอดีตท่านประมุข ว่าเหตุใดจึงได้ไว้วางใจแลมอบสิ่งสำคัญแก่บุรุษที่สามัญธรรมดาผู้หนึ่งลำพังจางเฟยเทียนที่ว่าอ่อนแอ แต่มันก็ยังเป็นพลังญาณในระดับที่ไม่ต่ำเตี้ยอยู่บ้างกลับกันกับฮุ่ยจวิน มันดูอ่อนแอกว่าจางเฟยเทียนเป็นอย่างมาก แล้วแบบนี้จะปกป้องกุญแจค่ายกลสำคัญแลรักษาอำนาจหน้าที่หลักให้อยู่ในมือของพรรคปธุมอัคคีได้อย่างไร
แรงกดดันภายในพรรคปธุมอัคคีจึงได้เกิดต่อฮุ่ยจวินทว่าฮุ่ยจวินกลับแสดงมรรคจิตที่แน่วแน่แลมิอาจมีสิ่งใดมาสั่นคลอนมันได้ ชายหนุ่มใช้ความสงบสยบสายตาที่กดข่มหรือเหยียดหยามมันชายหนุ่มเพียงมุ่งมั่นสู่ปณิธานที่บิดาบุญธรรมได้ถ่ายทอดไว้เท่านั้น
หากนี่คือห่วงสุดท้ายของท่านมันก็จะขอทำให้ดีที่สุดให้วิญญาณของท่านได้หมดห่วง
ขณะที่ทุกสิ่งดำเนินไปตามกาลเวลาสาส์นสำคัญฉบับหนึ่งก็ได้ถูกส่งไปยังเหล่าผู้นำห้าพรรคสองตระกูล ในใจความของสาส์นนั้นมีระบุ
กติกา รวมถึงวันเวลา และสถานที่การประลองชิงชัยเพื่ออำนาจแห่งน่านน้ำเหนือบึงลี้ลับได้กำหนดออกมาแล้ว!