เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 84 จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ


             ท่านลุงหลิวยืนขึ้นคิดจะดุด่าบุตรชาย น่าเสียดายเสี่ยวเตายืนขึ้นก่อน เขาตะโกนท้าทายว่า “นอกจากข้าแล้ว ยังจะมีใครล่าจิ้งจอกขาวให้เสี่ยวหมี่อีก? หากไม่มี เช่นนั้นเหตุใดข้าจะล่าไม่ได้”

             เขาพูดเช่นนี้ แต่สายตากลับมองตรงไปยังเฝิงเจี่ยน

             ต่อให้ทุกคนจะโง่แค่ไหนก็ดูออกว่าเสี่ยวเตากำลังถามใครอยู่ ทุกคนจึงเงียบไม่ปริปาก แม้แต่คนที่คิดจะโน้มน้าวให้เขาเลิกพูดก็ปิดปากเงียบในเวลานี้เช่นกัน

             ไม่มีใครตาบอด ยามปกติเสี่ยวหมี่ใกล้ชิดกับเฝิงเจี่ยนมาก เฝิงเจี่ยนเองก็ดูแลปกป้องเสี่ยวหมี่อย่างดี ใครๆ ต่างดูออกว่าคนทั้งสองมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แต่ไม่ว่าใครก็เดาได้ว่าสถานะของเฝิงเจี่ยนสูงส่ง จึงรู้สึกขัดแย้งเล็กน้อย กลัวว่าเสี่ยวหมี่จะโดนรังแก ยามนี้เมื่อเสี่ยวเตาเอ่ยท้าทายออกมาโต้งๆ พวกเขาจึงคิดอยากจะใช้โอกาสนี้ทดสอบความสามารถของเฝิงเจี่ยน ให้เขาได้รู้ว่าการจะเด็ดบุปผาอันดับหนึ่งของหุบเขาหมีไม่ใช่เรื่องง่าย

             เสี่ยวหมี่อึ้งไปเล็กน้อย ในร่างนี้มีดวงวิญญาณของนางที่เป็นคนในยุคปัจจุบันสิงสู่อยู่ ยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องในยุคนี้ได้เต็มร้อย ก็แค่ขนจิ้งจอกหนังจิ้งจอกตัวเดียว เหตุใดทุกคนถึงมีท่าทีเปลี่ยนไปเช่นนี้?

             อีกอย่าง นางต้องการหนังกระต่ายมาทำตุ๊กตาต่างหาก นางไม่ได้อยากได้หนังจิ้งจอกขาวเสียหน่อย

             นางคิดจะอ้าปากถามแต่ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ถูกต้อง ตอนที่กำลังลังเลอยู่นั้น ก็ได้ยินเฝิงเจี่ยนที่นั่งอยู่ข้างกายเอ่ยขึ้นเรียบๆ “ก็แค่จิ้งจอกขาวตัวเดียว จะยากอะไร”

             เสี่ยวเตากำลังรอประโยคนี้อยู่พอดี ดวงตาของเขาวาววับจนน่ากลัว จึงเอ่ยยั่วไปอีกประโยค “เอ่ยวาจาเกินจริงใครก็ทำได้ หากแน่จริงก็ต้องลองขึ้นเขาไปล่ามา”

             “ได้ พรุ่งนี้เจอกันบนเขา”

             เฝิงเจี่ยนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขารับคำท้าอย่างง่ายดาย ราวกับว่าการขึ้นเขาล่าสัตว์ที่แสนจะเสี่ยงอันตรายนั้นเป็นแคเพียงการเดินวนรอบสวนดอกไม้หลังบ้านง่ายๆ เท่านั้น

             ตอนนี้เองเสี่ยวหมี่ถึงเพิ่งเข้าใจ ที่จริงแล้วนางต่างหากที่เป็น ‘เหยื่อที่แท้จริง’ ที่เฝิงเจี่ยนและเสี่ยวเตาต้องการล่า

             เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็วิตกกังวล คิดจะอ้าปากพูดอะไรกลับหาเสียงตัวเองไม่เจอ

             แต่เฝิงเจี่ยนกลับกุมมือนางแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง

             “กินข้าวเถอะ ว่างๆ ก็ลองคิดดูว่าได้ขนจิ้งจอกขาวมาแล้วจะเอามาทำเสื้อคลุมแบบไหน”

             “อืม”

             งานเลี้ยงในคืนนี้ยังคงดำเนินต่อไปแต่ก็เงียบลงกว่าตอนแรกมาก ในความเงียบนั้นก็เหมือนมีประกายไฟบางอย่าง เหมือนทุกคนกำลังลอบพิจารณาเฝิงเจี่ยนและเสี่ยวเตา ดูอย่างไรเฝิงเจี่ยนที่ราวกับบัณฑิตอ่อนแอไม่น่าจะใช่คู่ต่อสู้ของเสี่ยวเตา

             ส่วนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ยามปกติสนิทสนมกันดีก็ถึงกับลอบให้กำลังใจเสี่ยวเตา ถึงขนาดเสนอว่าจะให้คันธนูใหม่ที่เพิ่งทำขึ้นกับเขา อีกคนก็บอกว่ามีดสั้นบ้านเขาเพิ่งลับใหม่คมกริบ...

             เพราะสารท้ารบในงานเลี้ยงสกุลลู่ และเพราะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเริ่มล่าสัตว์ได้อีกครั้งทำเอาผู้คนยากจะข่มตาหลับ

             แต่พระอาทิตย์ก็ยังคงลอยขึ้นมาตามปกติไม่รีบร้อนหรือชักช้าเพราะคำอธิษฐานของใคร 

             พวกผู้หญิงในหมู่บ้านจัดโต๊ะบูชาวางกระถางธูป นายท่านเฝิงถือไม้เท้าเดินนำทุกคน พวกเขาฆ่าไก่ตัวผู้เพื่อเซ่นไหว้เทพเจ้าแห่งขุนเขา ภาวนาให้เทพเจ้าคุ้มครองให้พวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย

             เบื้องหลังเขา บรรดาคนหนุ่มหรือคนแก่ที่จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ต่างคุกเข่าโขกศีรษะ จากนั้นก็ดื่มสุราฤทธิ์แรงที่ผสมเลือดไก่ นับว่าเป็นการเสร็จพิธีบอกกล่าวเทพเจ้า ขอแค่พวกเขาไม่ทำอะไรผิดกฎหรือเกินเลย การล่าสัตว์ในครั้งนี้ก็จะราบรื่น

             เฝิงเจี่ยนไม่ได้คุกเข่า แต่ก็ดื่มสุราผสมเลือดไก่ลงไปจนหมดโดยมีสายตาห่วงใยของเสี่ยวหมี่มองมา

             ครั้งนี้คนสกุลลู่ขึ้นเขาทีเดียวถึงสี่คน ก่อนหน้านี้พี่รองลู่พลาดการล่าสัตว์ไปถึงสองครั้งสองครา ครั้งนี้ย่อมไม่มีทางพลาดอีก บวกกับเสี่ยวเอ๋อซึ่งกำลังขุ่นเคืองเพราะเสี่ยวหมี่ปล่อยหลี่หลินไปโดยที่ยังไม่ให้นางได้เข้าพบไปอีกคน อีกสองคนก็คือเฝิงเจี่ยนและเกาเหริน

             เสี่ยวหมี่ย่อมกังวล แต่นางห่วงแค่เฝิงเจี่ยนคนเดียว เพราะด้วยความสามารถของพี่ชายนางแล้ว นางควรจะเป็นห่วงสัตว์ร้ายบนภูเขามากกว่า ส่วนเกาเหรินนั้นก็ถือว่าเป็นยอดนักล่า ซึ่งหลักฐานก็มีให้เห็นตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว ส่วนเสี่ยวเอ๋อ หากไม่มีพี่รอง แม่นางคนนี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสกุลลู่แม้แต่น้อย นางกินข้าวของสกุลลู่แต่กลับปฏิบัติต่อตนราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นก็ไม่ปาน เสี่ยวหมี่ย่อมยินดีที่จะโยน ‘ระเบิด’ ลูกนี้ขึ้นเขาไป นางจะได้มีเวลาสงบๆ คิดทบทวนว่าจะจัดการสตรีผู้นี้อย่างไรดี

             เหลือแค่เฝิงเจี่ยนที่ยามปกติเห็นแต่เขาอ่านตำราเขียนอักษร ไม่รู้จะดึงสายธนูล่าสัตว์ไหวหรือไม่...

             เฝิงเจี่ยนเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ที่รัดกุม ทั้งยังพับขากางเกงขึ้นมาผูกไว้ด้วยเชือกเพื่อความสะดวกคล่องตัว สวมรองเท้าหนังกวาง เส้นผมถูกมัดรวบไว้ด้วยผ้า ด้านหลังแบกกระบอกใส่ลูกศร ข้างเอวมีมีดล่าสัตว์ มือถือคันธนู นับว่าแปลกตาแต่ก็ยังหล่อเหลาเช่นเคย

             เสี่ยวหมี่อดมองเขาขอบตาแดงก่ำน้อยๆ ไม่ได้ นางลังเลเล็กน้อยสุดท้ายก็กำชับว่า “พี่ใหญ่เฝิง ข้าไม่ได้ต้องการจิ้งจอกขาว ท่านกลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ”

             “ของทุกอย่างในใต้หล้านี้ เจ้าจะไม่ชอบไม่ต้องการมันก็ย่อมได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องล่ามันกลับมาวางแทบเท้าเจ้า”

             เฝิงเจี่ยนทดสอบดีดดึงสายธนูจนเกิดเสียงดัง

             เกาเหรินที่ยืนอยู่ข้างๆ อดกลอกตาไม่ได้ เขาเขยิบเข้ามาตรงหน้าเสี่ยวหมี่ โอ้อวดว่า “เสี่ยวหมี่ หนังจิ้งจอกไม่เห็นดีเลย ข้าล่าหนังเสือขาวให้เจ้าดีกว่า ดีหรือไม่?”

             เสี่ยวหมี่กำลังว้าวุ่นใจไม่มีที่ระบายอยู่พอดี พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้จึงถือโอกาสเคาะศีรษะเขาไปทีหนึ่ง

             “อย่าโอ้อวดนักเลย ปกป้องคุ้มครองคุณชายเจ้าให้กลับมาปลอดภัยก็พอ ขอแค่เจ้าทำได้ วันหน้าเจ้าอยากกินอะไรก็บอกมาได้ ข้าจะทำให้ทุกอย่าง”

             คิดไม่ถึงเกาเหรินได้ยินแล้วกลับไม่ดีใจนัก เพียงตอบรับด้วยการส่งเสียงหึในจมูก

             หมอกขาวในยามเช้าคอยๆ สลายไปเพราะแสงแดดที่สาดส่องลงมา ราวกับเปิดทางเข้าสู่ป่าทึบ บรรดานักล่าทั้งหลายทยอยเดินเข้าไปจนลับตา

             อาจเพราะปีนี้พวกเขาไม่ขาดแคลนอาหารเครื่องนุ่งห่ม การล่าครั้งนี้จึงไม่รีบร้อนนัก แทบจะเป็นการล่าสัตว์แข่งขันกันมากกว่า 

             เสี่ยวหมี่กำลังยุ่งอยู่กับการร่างแบบเครื่องใช้ต่างๆ แล้วนำไปให้ท่านลุงหลิวช่วยทำ ทำให้คนสกุลหลิวที่กำลังจิตใจไม่สงบรู้สึกสงบขึ้นเพราะมีงานให้พวกเขาทำ อีกทั้งยังแน่ใจได้ว่าไม่ว่าครั้งนี้เสี่ยวเตาจะแพ้หรือชนะ เสี่ยวหมี่ก็จะยังปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเดิม

             ท่านป้าหลิวและกุ้ยจือเอ๋อร์ลูกสะใภ้นั่งทำงานเย็บปักอยู่พลางถอนใจไม่หยุด ไม่รู้ว่าควรคาดหวังให้เสี่ยวเตาชนะหรือว่าแพ้ดี แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเสี่ยวหมี่ก็เหมือนว่าจะไม่มีวาสนากับครอบครัวพวกนางเลย 

             ตอนกลางวันยังผ่านไปด้วยดีเพราะเสี่ยวหมี่มีงานมากมายให้ทำ แต่เมื่อตกกลางคืนจิตใจนางก็ว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิม คอยแต่จะฟังเสียงความเคลื่อนไหวนอกประตู

             …

             กล่าวถึงขบวนนายพรานบนภูเขา เดิมทียังเกาะกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ แต่เนื่องจากแต่ละคนพบเหยื่อที่แตกต่างหลากหลาย จึงค่อยทยอยแตกกลุ่มกันออกไป ดีที่แต่ละคนล้วนมีนกหวีดไม้ติดตัวไปด้วย และส่วนมากก็จับกันเป็นกลุ่มละสองถึงสามคน หากเจออันตรายอะไรเข้าก็ยังรับมือได้ทัน

             มีเพียงเฝิงเจี่ยนนายบ่าวที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย หนึ่งเพราะพวกเขาไม่ได้สนิทสนมกับคนในหมู่บ้านมากนัก สองเป็นเพราะความขัดแย้งที่มีกับเสี่ยวเตา พวกเขาจึงค่อยๆ รั้งท้ายไปทุกที

             แสงแดดเจิดจ้าในยามเช้าส่องลงมา จู่ๆ มีคนสังเกตเห็นว่าเสี่ยวเตาหายไป จึงอดถามไม่ได้ว่า “เสี่ยวเตาเจอจิ้งจอกขาวแล้วหรือ?”

             คนอื่นๆ เหลือบตาไปมองเฝิงเจี่ยนนายบ่าวที่นั่งพักกันอยู่ใต้ต้นไม้ จึงลดเสียงเบาเอ่ยว่า “คอยตั้งใจฟังเสียงนกหวีดเอาไว้ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้เข้าไปช่วยทัน”

             “ได้”

             “ดูสิ นั่นมันหมีลู่ [1] นี่นา”

             ป่าทึบในเดือนเก้านั้นแสนจะอุดมสมบูรณ์ หลักจากได้พักการล่าไปถึงหนึ่งปี เมื่อกลับมาอีกครั้งไม่ว่าสัตว์หายากแค่ไหนก็เหมือนจะพบเห็นได้โดยง่าย กระต่ายขาวที่เสี่ยวหมี่อยากได้นักหนายิ่งไม่ต้องพูดถึง ช่วงนี้หิมะยังไม่ตก พื้นยังไม่เป็นสีขาวโพลนจึงสังเกตเห็นมันได้ง่ายกว่าเดิม

             เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะเข้าป่ามาล่าสัตว์เป็นครั้งแรกได้รับคำแนะนำให้เริ่มล่าจากกระต่ายก่อน พวกเขาเบ้ปากอย่างไม่พอใจ ตอนที่ล่ากระต่ายทั้งครอบครัวกลับมาได้นั้นกลับพบว่าเฝิงเจี่ยนนายบ่าวหายไปแล้ว

             “หา คุณชายเฝิงกับเกาเหรินไม่อยู่แล้วหรือ”

             “ไม่ใช่ว่าเจอจิ้งจอกขาวเข้าแล้วหรอกนะ?”

             “ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วล่ะว่าใครจะมีฝีมือมากกว่ากัน”

             ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเล็กน้อยจากนั้นก็พากันแยกย้ายไป อย่างไรเสียก็รอมาถึงหนึ่งปีแล้ว เป็นโอกาสอันดีที่จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ไม่แน่อีกหนึ่งเดือนให้หลังหิมะก็อาจจะตกลงมาแล้ว หนึ่งเดือนอันแสนล้ำค่านี้ ต้องล่าหนังสัตว์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

            …

             วิ่ง วิ่งให้เร็วขึ้นอีก

             เสี่ยวเตารู้สึกเหมือนว่าหัวใจจะกระดอนออกจากอกแล้ว แต่เงาสีขาวตรงหน้ายังคงห่างออกไปไกลดังเดิม แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้

             จิ้งจอกขาวโตเต็มวัยตัวหนึ่ง กระโดดพลิ้วไหวราวกับโผบินอยู่ในพงหญ้า ขนของมันเป็นสีเงินแวววาวดึงดูดสายตายิ่งนัก

             หากว่าเขาล่าขนจิ้งจอกนี้กลับไปให้เสี่ยวหมี่ทำเสื้อคลุม คงจะขับใบหน้าน่ารักนั้นให้ดูงามขึ้น ให้ดวงตากลมโตคู่นั้นสุกสกาวขึ้นไปอีก

             ถึงตอนนั้นเฝิงเจี่ยนคงไม่มีหน้าจะอยู่ที่นี่ต่อ แล้วเสี่ยวหมี่ก็คงหันมามองเขาบ้าง

             คิดได้เช่นนี้เลือดลมก็ยิ่งสูบฉีด เขาสับขาอย่างไม่คิดชีวิต ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าตนออกห่างจากกลุ่มมามากเกินไปแล้ว

             เหมือนว่าจิ้งจอกขาวตัวนั้นเองก็เหนื่อยแล้วเช่นกัน จึงเอาแต่หันมามองเสี่ยวเตาไม่หยุด ดวงตาคู่นั้นดูดุร้าย มันสะบัดศีรษะกลับไปมองทางข้างหน้าอย่างโกรธเกรี้ยว

             เสี่ยวเตาไม่หยุดฝีเท้า หยิบลูกศรที่สะพายหลังไว้ออกมาเตรียมจะปลิดชีพจิ้งจอกตรงหน้าได้ทุกเวลา ให้ดีควรบังคับให้ลูกศรยิงเข้าไปที่ดวงตาของมัน เช่นนี้ขนที่ได้ก็จะงดงามปราศจากรอยด่างพร้อยหรือรอยแหว่ง

             แต่จู่ๆ จิ้งจอกตัวนั้นก็หยุดลงหน้าปากถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นค่อนข้างลึก อาศัยแสงแดดยามโพล้เพล้ไม่อาจเห็นได้ชัดว่าด้านในมีอะไรอยู่

             เสี่ยวเตาเขยิบเข้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง พยายามอาศัยทักษะการดมกลิ่นเพื่อแยกแยะ จู่ๆ จิ้งจอกตัวนั้นก็ปล่อยกลิ่นออกมา สายลมที่ซุกซนรีบพัดกระจายมันไปทั่วทุกทิศทาง เสี่ยวเตารีบปิดจมูกทันที ตอนที่คิดจะยกธนูขึ้นมาอีกครั้ง ก็หาจิ้งจอกตัวนั้นไม่เจอแล้ว

             ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันแอบเข้าไปในถ้ำ

             หากเป็นยามปกติเสี่ยวเตาคงต้องดูลาดเลาก่อน แต่ยามนี้ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ทำให้เขาวู่วามเกินไป

             หากว่าถ้ำนี้เป็นรังของจิ้งจอกขาว ไม่แน่เขาอาจจะล่ากลับไปได้มากกว่าหนึ่งตัว

             เสี่ยวเตาค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในถ้ำโดยมีท่อนไม้แตะนำทาง ถ้ำลึกจนแสงยามสนธยาส่องไปไม่ถึง

             “โฮก!”

             เสียงคำรามดังออกมาจากถ้ำ สั่นสะเทือนไปทั้งป่า

             นี่คือเสียงคำรามของเสือ ราชาแห่งป่าผืนนี้

             เสี่ยวเตามองเสือสองตัวที่ประกบหน้าหลัง มือที่ขึ้นสายธนูอยู่สั่นระริก หากไม่มีผนังถ้ำอันเย็นเฉียบช่วยค้ำไว้เขาน่าจะล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว

             เขาเกิดในตระกูลนายพรานก็จริง แต่ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครล่าเสือ แม้แต่ท่านปู่สกุลลู่ที่มีชื่อเสียงไปทั่วอันโจวคนนั้น ก็ยังแค่ล่าหมีดำเท่านั้นเอง

            
             เชิงอรรถ     

             [1] หมีลู่(麋鹿)กวางปักกิ่ง หรือ กวางเดวิด เป็นสัตว์อนุรักษ์สำคัญของจีน โดยสัตว์ชนิดนี้ มีหัวเหมือนม้า เขาเหมือนกวาง กีบเหมือนวัว และหางเหมือนลา

            

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604