บรรยากาศรื่นเริงในศาลาริมน้ำมลายหายไปสิ้น กลิ่นหอมของสุราดอกท้อที่เคยอบอวลกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของกู้ชิงเหยียน แม่ทัพหนุ่มกำเศษกระเบื้องเคลือบในมือแน่นจนเส้นเืปูดโปน ั์ตาสีรัตติกาลกวาดมองไปรอบทิศทางราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังระแวดระวังภัย
“ดับไฟ!” กู้ชิงเหยียนสั่งเสียงลอดไรฟัน
เหลียงเจ๋อตอบสนองด้วยสัญชาตญาณทหารเจนศึก เขาตวัดปลายเท้าเตะก้อนหินพุ่งไปกระแทกตะเกียงน้ำมันทั้งสี่มุมศาลา แสงสว่างดับวูบลง เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่ส่องลอดใบหลิวลงมา
“เสิ่นลั่ว มานี่”
ไม่รอให้คนถูกเรียกตั้งตัว ท่อนแขนแกร่งก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของเสิ่นลั่ว กระชากร่างโปร่งเข้ามาแนบชิดแผ่นอกกว้าง กู้ชิงเหยียนใช้ร่างกายสูงใหญ่ของตนบังเสิ่นลั่วไว้มิดชิด มืออีกข้างกระชับด้ามดาบแน่น
“ทะ... ท่านแม่ทัพ...” เสิ่นลั่วใจเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เพราะััได้ถึงจิตสังหารรุนแรงที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ “พวกมันมากันกี่คน?”
“สิบสองคน” กู้ชิงเหยียนกระซิบข้างหู ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดต้นคอ “ฝีเท้าเบากริบ ลมปราณธาตุไฟ... พรรคอสรพิษเพลิงไม่ผิดแน่”
“เหลียงเจ๋อ!” กู้ชิงเหยียนะโสั่งโดยไม่หันมอง “คุ้มกันปีกขวา อย่าให้พวกมันข้ามสะพานหินมาได้ ส่วนทางซ้ายข้าจัดการเอง”
“รับทราบขอรับ!” รองแม่ทัพหนุ่มคำรามรับ ชักดาบคู่กายออกมาตั้งท่าเตรียมพร้อม แววตาขี้เล่นหายไป เหลือเพียงความดุดันของขุนศึก
วูบ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นแ่เบา พร้อมกับเงาดำสายหนึ่งพุ่งลงมาจากยอดต้นไม้ ดาบยาวสะท้อนแสงจันทร์วาววับฟันฉับลงมายังตำแหน่งที่กู้ชิงเหยียนยืนอยู่
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระเซ็น กู้ชิงเหยียนยกดาบขึ้นรับอย่างมั่นคง แรงปะทะทำให้พื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็ใยแมงมุม แต่ร่างของแม่ทัพหนุ่มกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว
“อ่อนหัด!”
กู้ชิงเหยียนแค่นเสียง แล้วสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว แรงอัดกระแทกมหาศาลส่งร่างมือสังหารชุดดำลอยละลิ่วกระเด็นไปกระแทกเสาศาลาจนหักโค่น
“เสิ่นลั่ว เกาะข้าไว้แน่น ๆ อย่าปล่อยมือเด็ดขาด!”
กู้ชิงเหยียนพาเสิ่นลั่วถอยร่นออกจากศาลาที่เริ่มพังทลาย มุ่งหน้าไปยังป่าไผ่ด้านข้างซึ่งเป็ชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่า มือสังหารอีกสามคนพุ่งตามมาติดๆ ราวกับฝูงหมาป่าล่าเหยื่อ อาวุธลับรูปงูเลื้อยถูกซัดออกมาเป็พายุฝน
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
กู้ชิงเหยียนหมุนตัวใช้ดาบปัดป้องอย่างคล่องแคล่ว ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างสุดชีวิต แต่ด้วยจำนวนศัตรูที่มากเกินไป และร่างกายที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อย ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาเริ่มติดขัดเล็กน้อย
“ท่านแม่ทัพ! ทางซ้าย!” เสิ่นลั่วร้องเตือนเมื่อเห็นเงาตะคุ่มลอบเข้ามาทางมุมอับ
กู้ชิงเหยียนเบี่ยงตัวหลบคมมีดที่เฉี่ยวแก้มไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เืสีสดไหลซึมออกมาเป็ทางยาว
“ท่านเืออก!” เสิ่นลั่วตาเบิกกว้าง ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธ
“แผลแมวข่วน” กู้ชิงเหยียนกัดฟัน “เ้าห่วงตัวเองก่อนเถอะ!”
เสิ่นลั่วมองดูสถานการณ์ที่เสียเปรียบ หากสู้ด้วยกำลังกู้ชิงเหยียนอาจต้านทานไหว แต่หากยืดเยื้อ พิษศิลาในกายอาจกำเริบ
สมองอันชาญฉลาดของช่างจัดสวนทำงานอย่างรวดเร็ว เขาจำได้ว่าป่าไผ่แห่งนี้เขาเพิ่งจะปรับแต่งรากของมันเมื่อวาน
“ท่านแม่ทัพ! ล่อพวกมันเข้าไปในดงไผ่!” เสิ่นลั่วะโบอก แววตาเป็ประกายเ้าเล่ห์ “ข้ามีของขวัญเตรียมไว้ให้พวกมัน!”
กู้ชิงเหยียนแม้จะสงสัย แต่ก็ยอมเชื่อใจ เขาอุ้มเสิ่นลั่วะโลอยตัวเข้าไปกลางวงล้อมของต้นไผ่สีเขียวมรกต เหล่ามือสังหารเห็นเป้าหมายจนมุมก็แสยะยิ้ม วิ่งกรูตามเข้ามาทันที
“ตอนนี้แหละ!”
เสิ่นลั่วสะบัดหลุดจากอ้อมแขนกู้ชิงเหยียนเพียงครู่เดียว เขาหยิบพู่กันดาราออกมา ตวัดวาดอักขระสีทองลงบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว ปากท่องมนตราเสียงก้อง
“รากไผ่หยั่งลึก ธรณีสูบิญญา ค่ายกลไผ่เขียว ทำงาน!”
ครืนนนนน!
ทันใดนั้น พื้นดินในป่าไผ่ก็สั่นะเืเลื่อนลั่น รากไผ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ดินพุ่งทะลุขึ้นมาบนผิวดินราวกับงูั์นับร้อยตัว มันเลื้อยรัดพันขาของเหล่ามือสังหารจนล้มคว่ำคะมำหงาย
“อ๊ากกก! นี่มันตัวบ้าอะไรกัน!” มือสังหารคนหนึ่งร้องลั่นเมื่อถูกรากไผ่รัดแน่นจนกระดูกลั่น
“ไม่ใช่แค่รัดนะ แต่มันจะแทงด้วย!” เสิ่นลั่วแสยะยิ้มเย็น
หน่อไม้แหลมคมพุ่งแทงขึ้นมาจากดินราวกับหอกดาบธรรมชาติ มือสังหารต่างะโหลบกันจ้าละหวั่น ขบวนทัพที่เคยเป็ระเบียบแตกกระเจิงเสียรูปมวย
กู้ชิงเหยียนมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าการจัดสวนของเสิ่นลั่ว จะแฝงอาวุธร้ายกาจเช่นนี้ไว้
“เ้านี่มัน...” กู้ชิงเหยียนส่ายหน้า ยิ้มมุมปาก “ร้ายกาจกว่าที่ข้าคิด”
“ข้าบอกแล้วไงขอรับ ว่าข้าเกลียดคนมาทำลายสวนข้า” เสิ่นลั่วยักคิ้ว “ทีนี้ตาของท่านแล้ว ท่านแม่ทัพ!”
กู้ชิงเหยียนพยักหน้า ั์ตาสาดประกายอำมหิต เขาพุ่งตัวเข้าไปหาหัวหน้ามือสังหารที่กำลังปัดป้องรากไผ่อยู่ ดาบตัดศิลาถูกง้างขึ้นเหนือศีรษะ
“ตายซะ!”
ตูม!
ดาบหนักอึ้งฟาดฟันลงไป แรงกดดันมหาศาลทำให้อากาศรอบดาบบิดเบี้ยว หัวหน้ามือสังหารยกดาบขึ้นรับ แต่ไม่อาจต้านทานพละกำลังดุจเทพมารของกู้ชิงเหยียนได้ ดาบของมันหักสะบั้นลง และร่างของมันถูกแรงกระแทกจนกระอักเื กระเด็นไปกระแทกต้นไผ่จนสลบเหมือด
เมื่อหัวหน้าสิ้นท่า ลูกน้องที่เหลือก็เสียขวัญ ประกอบกับถูกค่ายกลไผ่เล่นงานจนสะบักสะบอม ต่างพากันล่าถอยหนีหายไปในความมืด
“อย่าตาม!” กู้ชิงเหยียนยกมือห้ามเหลียงเจ๋อที่กำลังจะวิ่งไล่กวด “ระวังกับดักซ้อน”
กู้ชิงเหยียนปักดาบลงดิน หอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว มือที่จับดาบสั่นระริกเล็กน้อย
“ท่านแม่ทัพ!” เสิ่นลั่วรีบวิ่งเข้าไปหา ประคองร่างสูงใหญ่ไว้ “ท่านเป็อย่างไรบ้าง? พิษกำเริบหรือไม่?”
กู้ชิงเหยียนส่ายหน้าช้า ๆ “ข้าไม่เป็ไร แค่ใช้แรงมากไปหน่อย” เขาหันมามองเสิ่นลั่ว สำรวจหารอยาแ “เ้าล่ะ? าเ็ตรงไหนหรือไม่?”
“ข้าหนังเหนียวจะตาย” เสิ่นลั่วยิ้มกว้าง แต่แล้วรอยยิ้มก็จางลงเมื่อเห็นเืที่ซึมออกมาจากแขนเสื้อของกู้ชิงเหยียน “แต่ท่าน... ท่านาเ็”
“ยังไกลหัวใจนัก” กู้ชิงเหยียนตอบปัด ๆ
“ไม่ได้!” เสิ่นลั่วทำเสียงดุ “กลับเข้าเรือนเดี๋ยวนี้ ข้าจะทำแผลให้ แล้วก็ท่านต้องย้ายไปนอนห้องข้าคืนนี้”
“หือ?” กู้ชิงเหยียนเลิกคิ้ว “ทำไมข้าต้องไปนอนห้องเ้า?”
“เพราะห้องท่านประตูพังไปแล้วน่ะสิขอรับ!” เสิ่นลั่วชี้ไปที่บานประตูเรือนตะวันตกที่ถูกลูกหลงจากการต่อสู้จนเป็รูโหว่ “อีกอย่างข้าไม่ไว้ใจให้ท่านอยู่คนเดียว คืนนี้ข้าจะเฝ้าท่านเอง”
เหลียงเจ๋อเดินเข้ามาสมทบ เก็บดาบเข้าฝัก พลางผิวปากแซว “แหม... เพิ่งผ่านความเป็ความตายมาหยก ๆ ก็จะชวนกันเข้าห้องหอแล้วหรือ? คนหนุ่มสมัยนี้ใจร้อนจริงเชียว”
“หุบปากไปเลยท่านรองแม่ทัพ!” เสิ่นลั่วหน้าแดงแว้ด “รีบไปลากคอเ้าพวกที่สลบอยู่ไปสอบสวนเดี๋ยวนี้!”
…
ภายในเรือนรับรอง แสงเทียนสว่างไสวไล่ความมืดมิด กู้ชิงเหยียนนั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็เก่า ๆ นับไม่ถ้วน บ่งบอกถึงประสบการณ์อันโชกโชนในสนามรบ
เสิ่นลั่วนั่งอยู่ข้าง ๆ ในมือถือผ้าชุบน้ำอุ่น ค่อย ๆ เช็ดคราบเืรอบแผลที่ต้นแขนให้อย่างเบามือ
“เจ็บไหมขอรับ?” เสิ่นลั่วถามเสียงอ่อน
“มดกัด” กู้ชิงเหยียนตอบสั้น ๆ สายตาจับจ้องใบหน้าด้านข้างของเสิ่นลั่วที่ดูจริงจังและตั้งใจ
“ปากแข็ง” เสิ่นลั่วบ่นพึมพำ หยิบกระปุกยาสมานแผลออกมาทา “พรรคอสรพิษเพลิง… ทำไมพวกมันต้องจ้องเล่นงานท่านด้วย? ท่านไปเหยียบหางใครเข้า?”
กู้ชิงเหยียนถอนหายใจยาว “ในราชสำนักคนที่อยากให้ข้าตายมีมากกว่าคนที่อยากให้ข้าอยู่ การที่ข้ายังมีชีวิตอยู่เป็เสี้ยนหนามตำใจพวกมัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่เื้ัหวังกงกง…”
“การเมืองอีกแล้ว” เสิ่นลั่วเบ้ปาก “น่าเบื่อชะมัด สู้กับคนพวกนี้น่ารำคาญกว่าสู้กับหนอนบุ้งเสียอีก”
เขาพันผ้าพันแผลให้กู้ชิงเหยียนจนเสร็จเรียบร้อย แล้วเงยหน้าขึ้นสบตา “แต่ท่านวางใจเถอะ ตราบใดที่ท่านอยู่ในสวนของข้า ข้าจะไม่ยอมให้แมลงหน้าไหนมาไต่ตอมท่านได้”
กู้ชิงเหยียนมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในอก เขาเอื้อมมือข้างที่ดีไปแตะแก้มเสิ่นลั่วเบา ๆ ปลายนิ้วััผิวเนียนละเอียด
“เ้าช่วยชีวิตข้าไว้อีกครั้ง” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม “วิชาค่ายกลของเ้าล้ำเลิศนัก ไปเรียนมาจากที่ไหน?”
เสิ่นลั่วนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาไหววูบคล้ายมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อน “ก็เรียนรู้จากตำราเก่า ๆ แล้วก็ครูพักลักจำเอาน่ะขอรับ ข้าเป็คนหัวไว”
กู้ชิงเหยียนรู้ว่าอีกฝ่ายโกหก แต่เขาเลือกที่จะไม่คาดคั้น “เอาเถอะ... ไม่ว่าเ้าจะเป็ใคร หรือเรียนมาจากไหน ตอนนี้เ้าคือคนของข้า”
หัวใจของเสิ่นลั่วกระตุกวูบ หน้าเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
“เอ่อ... ดึกแล้ว ท่านนอนเถอะขอรับ” เสิ่นลั่วรีบตัดบท ลุกขึ้นจะหนีไปนอนที่พื้น แต่ท่อนแขนแกร่งกลับรวบเอวเขาไว้ ดึงร่างบางให้ล้มลงมาบนเตียงข้างกาย
“นอนข้างล่างมันหนาว” กู้ชิงเหยียนกระซิบ “เตียงนี้กว้างพอสำหรับสองคน”
“ตะ... แต่ว่า...” เสิ่นลั่วตะกุกตะกัก ตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนอุ่น
“อยู่นิ่ง ๆ ” กู้ชิงเหยียนหลับตาลง วางคางเกยบนศีรษะของเสิ่นลั่ว “ข้าเหนียวตัว และเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรเ้า แค่อยากมีหมอนข้างอุ่น ๆ ”
เสิ่นลั่วค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย เขานอนนิ่งฟังเสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอของกู้ชิงเหยียน กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
เ้าภูตน้อยอาสือที่แอบดูอยู่ใต้เตียง ค่อย ๆ คืบคลานออกมา ปีนขึ้นไปนอนขดตัวอยู่ปลายเท้าของทั้งสองคนอย่างรู้หน้าที่