บทที่ 50
กำจัดนิกายมาร
ผู้ดูแลนิกายมารใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นของมันจ้องมองมาที่ลู่เฟิ่ง
ในตอนนี้ตัวของมันอยากจะกำจัดผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้า เพื่อที่จะทำให้แผนการของมันสามารถดำเนินไปต่อได้
ออร่าพลังมารที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของมันขยายใหญ่มากขึ้น มันแปรเปลี่ยนกลายเป็นจิตคุกคามกระแทกเข้าใส่ร่างกายของลู่เฟิ่ง
ลู่เฟิ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าเผชิญกับพลังมารที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของมัน แน่นอนว่าออร่าที่ปลดปล่อยและกระแทกเข้ามาใส่ร่างกายมันอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา
อย่างไรเสียเจ้าคนที่อยู่ด้านหน้ามันเองก็มีระดับถึงระดับเชื่อมกระดูก เพราะแบบนั้นออร่ามารที่ปลดปล่อยออกมามันเองก็มีระดับเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ติดคุกคามในระดับนี้ถ้าเกิดว่าเป็นผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับ เพียงแค่โดนจิตคุกคามเล็กน้อยร่างกายก็ไม่สามารถขยับได้แล้ว
แต่ลู่เฟิ่งต่อสู้กับพวกมันมาหลายปี เขาเผชิญกับพวกมันมาในทุกรูปแบบ จนตอนนี้จิตคุกคามพวกนี้มันกลายเป็นเรื่องเด็กเล่นไปแล้ว
เพราะแบบนั้นใบหน้าของเขาจึงเรียบเฉย มันทำให้ผู้ดูแลของนิกายมารขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ ทำไม”
“ ทำไมเจ้า!!! ทำไมตัวของเจ้าถึงไม่เป็นอะไรเลย ”
มันเต็มไปด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าร่างกายไม่สะทกสะท้านกับจิตคุกคามที่มันสร้างขึ้น
วิชาของนิกายมารที่ปลดปล่อยออกมามันมีพลังมาก แน่นอนว่าพลังคุกคามที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวของมันสามารถทำให้คนเสียสติได้
แต่ว่าเจ้าเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าในตอนนี้ ในระยะที่ใกล้ขนาดนี้เมื่อโดนพลังนั้นเข้าไปกับไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา
นี่เป็นเรื่องที่มันกำลังสงสัยคำถามมากมายปรากฏขึ้นภายในหัวของมัน ลู่เฟิ่งยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
“ พลังเพียงแค่นี้คิดว่าจะสามารถทำอะไรข้าได้อย่างนั้นหรอ ”
“ ไร้สาระ!!! ” ลู่เฟิ่งตอบโต้กลับไปพลังของเขาปลดปล่อยออกมาพร้อมกับกระแทกร่างกายของคนผู้นั้น
ชายผู้นั้นกระเด็นถอยไปบริเวณด้านหลัง เมื่อร่างกายของมันกระเด็นไปด้านหลังค่อยๆตั้งหลักได้
เมื่อมันตั้งหลักได้ ดวงตาทั้งสองข้างมองต่ำลงที่ฝ่ามือของตนเอง ฝ่ามือของมันที่ปะทะเข้ากับกระบี่ของอีกฝ่าย
ในตอนนี้ฝ่ามือของมันมีไอเย็นแทรกแซงเข้ามา
“ นี่มันพิษอย่างนั้นหรอ… ” มันสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่พยายามแทรกแซงเข้ามาใส่ร่างกายของมัน
ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ไอเย็นธรรมดาทั่วไป หลังจากที่ใช้ดวงตาของตนเองมองดูก็พอจะรู้ว่ามันน่าจะเป็นพิษ
เพราะว่าไอเย็นที่แทรกแซงเข้ามาภายในฝ่ามือของมันมันไม่ใช่พลังจากลมปราณ
“ ใช้พิษอย่างนั้นหรอ ”
“ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆสินะ ”
“ วิธีที่เจ้าใช้เหมือนวิธีของพวกข้าเลย แต่ว่าพิษนี่มันไม่ใช่ผิดธรรมดาทั่วไป ”
“ เจ้านี้มันไม่ใช่พิษที่ถูกสร้างขึ้นมาพิษของสัตว์อสูรอย่างนั้นหรอ ” ผู้ดูแลของนิกายมารพูดขึ้นหลังจากมองเห็นพิษที่เริ่มแทรกแซงเข้ามาภายในร่างกายของตนเอง
แน่นอนว่าวิธีใช้พิษมารเหมือนกับพวกวิธีของพวกฝ่ายมาร พวกมันเองก็ใช้วิธีนี้ในการโจมตีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนเอง
คนจากนิกายมาล้วนแล้วแต่ฝึกฝนวิชาพิษเอาไว้อย่างน้อยก็ต้องมีความรู้เพื่อที่จะรับมือ แล้วก็ใช้ในการโจมตี
ในตอนนี้มันมองเห็นก็รู้ได้ในทันทีว่าพิษชนิดนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา แต่ว่ามันเป็นพิษจากสัตว์อสูรอย่างแน่นอน
“ ถ้าเกิดว่าข้าไม่ได้ฝึกฝนวิชามาร ร่างกายของข้าคงจะโดนพิษนี้เล่นงานไปแล้ว ”
วิชาของฝ่ายมารเป็นวิชาและทักษะบ่มเพาะชนิดพิเศษ คนที่ฝึกฝนวิชานี้พวกมันจะได้รับออร่ามารเป็นที่รู้กันดี
แต่ว่าความสามารถของพลังมารที่พวกมันได้รับมามันก็มีหลากหลายแบบ โดยความสามารถหลากหลายอย่างที่ได้รับมาหนึ่งในนั้นก็คือการต้านทานพิษ
เพราะว่าฝ่ายมันพวกมันใช้พิษในการโจมตีอยู่บ่อยครั้งด้วยการศึกษาพวกนั้นวิชามารเลยมีการต้านทานพวกพิษเหล่านั้นได้
แม้ว่าในตอนนี้มันจะโดนพิษเยือกแข็งของหนอนเยือกแข็งเข้าไป แต่ร่างกายของมันเองก็ยังคงสามารถขยับได้
รู้จักคนอื่นๆถ้าเกิดว่าโดนการโจมตีนีเข้าไปร่างกายของมันคงจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แล้ว หนอนเยือกแข็งในตอนนี้มันมีความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น
การบำเพ็ญตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาทำให้ระดับของมันขึ้นไปอยู่ในระดับขุนพล 7 ดาว
ความสามารถของมันในตอนนี้พิษของมันที่ปล่อยออกไปมันไม่ได้ออกฤทธิ์ช้าเหมือนก่อน เพียงแค่โดนเข้าไปใช้เวลาไม่นานนักพิษนั้นก็จะแทรกแซงเข้าไปใส่ร่างกาย
ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉยเขาไม่ได้ประหลาดใจกับสิ่งที่มันพูด เป็นเพราะว่าตัวของเขานั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกฝ่ายมารร่างกายของพวกมันต้านทานพิษเพราะฝึกฝนพลังมารเอาไว้
“ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสิ่งที่เจ้าเตรียมเอาไว้สินะแต่ว่ามันเปล่าประโยชน์ ”
“ เอาล่ะตายซะ!!! ” มันเตรียมพร้อมจะพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
แต่ในขณะที่มันกำลังจะพุ่งเข้ามาลู่เฟิ่งที่กำลังยืนอยู่ก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ชายผู้นั้นก่อนที่จะพูดขึ้นมา “ เจ้าเนี่ยไม่ได้ดูด้านหลังเลยนะ ”
ชายผู้นั้นที่กำลังจะพุ่งเข้ามาหยุดนิ่ง รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่มทำให้มันนั้นรู้สึกประหลาดใจ
มันค่อยๆหันไปมองบริเวณด้านหลังของตนเองอย่างช้าๆ ทันทีที่มันหันไปมองด้านหลังของมัน สิ่งที่มันพบก็คือร่างของพวกคนจากนิกายมารที่นอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้น
พร้อมกับร่างของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ 2 ตน 1 ตนเป็นหมาป่า 1 ตนเป็นตะขาบยักษ์ “ อะไรกัน!! ”
ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบเห็นว่ามีสัตว์อสูรปรากฏกายออกมาและเข้าเล่นงานพวกมัน
ลู่เฟิ่งพูดขึ้นมา “ ในระหว่างที่เจ้านั้นเอาแต่สนใจข้าเจ้าพวกนั้นก็เล่นงานคนของเจ้าไปหมดแล้ว ”
“ อย่าบอกนะว่าสัตว์อสูรพวกนี้เป็นของเจ้า ” ผู้ดูแลนิกายมารหันมามอง
ลู่เฟิ่งพยักหน้า “ ถ้าเป็นเจ้าละก็คงจะสามารถสัมผัสได้สินะ ”
“ ว่าอสูร 2 ตัวนั้นมันไม่ธรรมดาเป็นสัตว์อสูรของข้าเองความแข็งแกร่งของมันต่อให้เจ้าจะอยู่ในระดับที่เป็นอยู่ในตอนนี้ถ้าเกิดว่าโดนพวกข้าทั้งหมดเข้าโจมตีพร้อมกันก็คงไม่รอดว่าหรือไม่ ”
“ บัดซบ!!! ” ผู้ดูแลนิกายมารถึงสถานการณ์เข้าตาจน ดวงตาของมันมองไปบริเวณรอบๆพยายามหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้
ทันทีที่มันคิดจะหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ ตะขาบอัสนีพุ่มทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพียงแค่พริบตาเดียวร่างกายของมันก็เข้าไปมัดร่างของคนจากนิกายมารผู้นั้นเอาไว้
“ อ๊าก!! ”
“ ต้องออกจาก.. ” มันพยายามดิ้นออกจากสัตว์อสูร แต่ว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นทันทีที่มันพยายามจะขยับเขยื้อนร่างกายแรงบีบรัดก็เพิ่มมากขึ้น
“ อ๊าก!!! ข้าต้องไม่ตายที่สถานที่แห่งนี้ ” สติของชายผู้นั้นค่อยๆเลือนลางไปอย่างช้าๆ มันโดนสัตว์อสูรระดับแม่ทัพเข้ามาโจมตี แม้ว่ามันจะมีระดับอยู่ในระดับขุนพลแต่ร่างกายของมันไม่สามารถต่อต้านแรงอันมหาศาลในการบีบรัดของตะขาบอสนีย์ได้
ลู่เฟิ่งเก็บกระบี่ของตนเองพอรู้ว่าการต่อสู้นี้จบแล้ว
เช้าวันต่อมาข่าวเกี่ยวกับพวกนิกายมารพวกนี้กระจายไปทั่วทั้งดินแดนอย่างรวดเร็ว
จบบท