ตอนที่ 20 สนทนา (1)
“พ่ะย่ะค่ะ มู่ชิวน้อมรับพระบัญชา ท่านแม่ทัพใหญ่โปรดวางพระทัย วันหน้ากระหม่อมจะไม่กล้าประมาทเช่นนี้อีก”
มู่ชิวหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของซ่งจื่อเฉิน ไอสองทีถึงรู้สึกโล่งขึ้น ยกมือคารวะอย่างจริงจัง ซ่งจื่อเฉินเห็นท่าทางไม่จริงจังของมู่ชิวก็หมดอารมณ์โมโห ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ยกมือช่วยจัดชุดให้มู่ชิว “เอาละๆ ข้าไม่กวนเจ้าแล้ว เจ้าพักผ่อนให้ดี ข้าเปลี่ยนยานั่นให้เจ้าแล้ว ปกติเจ้าก็กินยานั่นไปก่อน กินหมดพวกเราค่อยไปขอตาเฒ่าเคราขาวมาอีก”
“ตั้งหนึ่งหมื่นตำลึง ท่านอ๋องพระทัยกว้างจริงๆ”
มู่ชิวอดหัวเราะไม่ได้ ส่ายหน้าพลางพูดอย่างจนปัญญา “คนที่ทำยาเช่นนี้ออกมาได้ กระหม่อมคิดว่าจะต้องเป็นคนที่เก่งมากแน่นอน ท่านอ๋องไม่กลัวทำเขาโมโห วันหน้าจะมองหน้ากันไม่ติดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ามีอะไรให้ต้องมองหน้ากันไม่ติดด้วย อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนยัดเยียดยานั่นมาให้ข้า ซ้ำยังขูดรีดข้าอีกต่างหาก ถ้าอยากจะเอาเงินให้ได้ วังอ๋องอยู่ในเมืองหลวงทั้งหลัง เขาอยากได้ก็ไปรื้อเอา อยากจะค้นบ้าน ข้าก็ไม่มีปัญหา”
ซ่งจื่อเฉินวางท่ายียวนอย่างเห็นได้ชัด ผายมือออกอย่างไม่เห็นด้วย พูดเป็นตุเป็นตะ มู่ชิวเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะไม่หยุด พอจะอ้าปากพูดก็ไอออกมาอีกครั้ง ทำเอาซ่งจื่อเฉินต้องรีบเข้าไปตบหลังให้เบาๆ พลางพูดขอร้องอย่างจนปัญญา “เอาละๆ มู่ชิว ข้าสำนึกผิดแล้ว เจ้าเลิกเล่นไม้นี้ทำให้ข้าตกใจเสียทีเถอะ...ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนดูแลวังอ๋อว วางใจได้ ข้ารับรองว่าจะไม่ปล่อยให้เขาไปรื้อวังอ๋อง...”
“รื้อก็ไม่เป็นไร ท่านอ๋องไปนอนข้างถนนก็ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
กว่ามู่ชิวจะกลับมาหายใจสะดวกไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าแววตายังคงมีรอยยิ้มไม่จางหาย พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ซ่งจื่อเฉินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นวดขมับแล้วหัวเราะอย่างจนใจ ส่ายหน้ายอมรับชะตากรรม “ก็ได้ๆ ไว้ถึงตอนนั้นข้าจะนอนข้างถนน ออกไปทำงานแบกหามหาเงินซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมาให้เจ้ากิน...”
ทั้งสองคนพูดคุยหยอกล้อกันอีกสักพักมู่ชิวก็เริ่มอ่อนเพลีย มีเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก ซ่งจื่อเฉินรู้ว่าเขาเพิ่งฟื้นร่างกายยังอ่อนแออยู่จึงเกลี้ยกล่อม ในที่สุดก็ทำให้มู่ชิวยอมนอนลงได้ ส่วนเขาก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงอีกสักพัก พอเห็นลมหายใจของมู่ชิวสม่ำเสมอแล้วถึงเบาใจ โน้มตัวจูบหน้าผากเปียกชื้นของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบาแล้วเดินออกจากกระโจม
เผิงเฟยกุยเฝ้าอยู่หน้ากระโจมตลอด พอเห็นซ่งจื่อเฉินออกมาก็เข้าไปโน้มตัวคารวะ กัดฟันเล็กน้อยแล้วถึงพูดขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่ กระหม่อมมีความผิด ขอท่านแม่ทัพใหญ่โปรดลงโทษ”
“ไม่โทษท่าน นี่เป็นเรื่องที่มีสาเหตุมาจากพวกเราสองคน” ซ่งจื่อเฉินโบกมือพลางตอบแล้วสาวเท้าเดินไปที่กระโจมกลาง “สถานการณ์ในหุบเขาเป็นอย่างไรบ้าง ควันพิษหายไปหมดหรือยัง”
“เส้นทางในหุบเขาขรุขระ อีกทั้งวันนี้ก็ไร้ลม เวลานี้ควันพิษยังไม่สลายไปพ่ะย่ะค่ะ”
เผิงเฟยกุยตอบ ทั้งสองคนเงียบไปอีกครั้งอย่างไม่ได้นัดหมาย จนกระทั่งเข้าไปในกระโจม ทันใดนั้นเผิงเฟยกุยได้ก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ขมวดคิ้วพลางพูดเสียงขรึม “ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นองค์ชาย มีฐานะสูงส่งเป็นถึงท่านอ๋อง จะมีภัยถึงแก่ชีวิตเช่นนี้ได้อย่างไร โปรดให้ความกระจ่าง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่ากองทัพอาจเกิดความวุ่นวายอย่างที่เลี่ยงไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ายังไม่รู้ว่าท่านพึ่งพาได้หรือไม่กันแน่ แต่มู่ชิวบอกว่าเชื่อใจท่านได้ ดังนั้นข้าจะพูดกับท่านตามตรง หวังว่าท่านจะไม่ทำผิดต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของเขา”
ซ่งจื่อเฉินหันกลับไปมองเผิงเฟยกุยแล้วตอบ เขายังคงจำการถูกล้อมโจมตีหวังเอาชีวิตในชาติก่อนได้อย่างชัดเจน ถึงขนาดจำได้แม้กระทั่งท่าทีของแต่ละคน ความโหดเหี้ยมอำมหิตที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งของซ่งจื่อเซวียน ความต่ำช้าของเซวียจ้าว ความขี้ขลาดของถังเหวินข่าย รวมถึงความละอายและดิ้นรนที่เก็บซ่อนไว้ของคนตรงหน้าผู้นี้
อันที่จริงเขาพอจะเข้าใจการตัดสินใจเลือกของเผิงเฟยกุย อย่างไรเสียยามนั้นซ่งจื่อเซวียนก็ได้เป็นฮ่องเต้ครองแคว้นแล้ว เดิมทีก็ไม่อาจขัดพระบัญชาของฮ่องเต้ ไม่ว่าคนผู้นี้จะยินดีทำหรือไม่ก็ต้องเข้าร่วมเหตุการณ์เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นข้างหลังเผิงเฟยกุยยังมีครอบครัว มีทหารที่อยู่ใต้อาณัติ ส่วนเขาเป็นเพียงองค์ชายที่สูญเสียอำนาจถูกคนใกล้ชิดทรยศ หากทำตัวเช่นมู่ชิวที่ติดตามเขาไม่ยอมจำนน จุดจบเพียงหนึ่งเดียวก็มีแต่ลากทุกคนไปตายพร้อมกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไรคนทรยศก็คือคนทรยศอยู่วันยังค่ำ คนผู้นี้เคยร่วมกับเขาฆ่าศัตรูในสนามรบ เป็นพี่น้องที่ฝากชีวิตไว้ซึ่งกันและกันได้ ไม่ว่าสุดท้ายเผิงเฟยกุยจะลงมือหรือไม่ จะช่วยถีบตอนที่เขากำลังจะล้มลงหรือไม่ เขาก็จำได้อย่างชัดเจนว่าเผิงเฟยกุยในยามนั้นมีจุดยืนตรงข้ามกับเขา ดาบในมือเผิงเฟยกุยชี้มาทางเขา
“ชาติกำเนิดของท่านไม่ต่ำ น่าจะรู้เรื่องในราชสำนักอยู่บ้าง ข้าก็ไม่ขอพูดให้มากความ หน่วยกล้าตายพวกนี้ถูกซ่งจื่อเซวียนส่งมาสังหารข้ากับมู่ชิว”