รัตติกาลคลี่คลุมผืนป่าจนมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ริบหรี่ที่ลอดผ่านเมฆหนาลงมาเป็เส้นสาย ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวที่พัดกระโชกแรงบริเวณหน้าผาักลืน เงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหววูบไหวรวดเร็วดุจิญญาภูตพราย
เสวี่ยนห้าว ในชุดรัดกุมสีดำสนิท กลมกลืนไปกับความมืดจนแทบแยกไม่ออก เขาไม่ได้นำกองทัพมาเอิกเกริกตามรับสั่งหน้าฉาก แต่กลับลอบนำยอดฝีมือหน่วย “เงาเมฆา” มาเพียง 5 นายเท่านั้น เพื่อแทรกซึมเข้ามายังจุดเกิดเหตุ เพราะเขารู้ดีว่าเวลานี้ ทั่วทั้งป่าเต็มไปด้วยทหารลาดตระเวนของทัพหลงเฉิงที่กำลังพลิกแผ่นดินหานายของพวกมัน หากปะทะกันตอนนี้ รังแต่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น สูญเสียทั้งกำลัง สูญเสียทั้งเวลา ถือว่าเหนื่อยเปล่าไร้ผล เปลืองแรงแต่ไม่ได้ดี
“องค์ชายสาม... ทางสะดวกพะย่ะค่ะ” องครักษ์ชุดดำกระซิบเสียงเบายิ่งกว่าใบไม้ร่วง
เสวี่ยนห้าวพยักหน้า ก่อนจะดีดตัวลงสู่พื้นดินบริเวณริมหน้าผาอย่างแ่เบา ไร้เสียงฝีเท้า ฝ่ามือเรียวยาวแหวกกอหญ้าสูงที่ถูกเหยียบย่ำ สายตาคมกริบกวาดมองร่องรอยบนพื้นดินราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ
สิ่งที่เขาพบคือ... รอยเืสีแดงคล้ำที่เริ่มแห้งกรัง หยดเป็ดวงๆ กระจัดกระจายคล้ายหมึกที่สะบัดลงบนกระดาษขาว แต่มันหยุดอยู่แค่นั้น แล้วเลือนหายไป ไม่ทราบจุดจบ ไร้ซึ่งร่องรอยให้ติดตาม
คิ้วเรียวสวยขององค์ชายสามขมวดมุ่น เขาทรุดเข่าลง แตะนิ้วลงบนคราบเืแล้วดมพิสูจน์
“เืนี่แห้งเร็วเกินไป... และปริมาณ ‘น้อยเกินไป’...” เขาพึมพำกับตัวเอง
ในฐานะเ้าของผู้ใช้เคล็ดวิชา “สามดาราดับิญญา” เขารู้อานุภาพของมันดียิ่งกว่าใคร ลูกศรหัวเหล็กกล้าที่หมุนควงด้วยลมปราณเมื่อเจาะเข้าเนื้อ ย่อมสร้างาแฉกรรจ์ที่เืต้องทะลักออกมาดุจเขื่อนทำนบแตก แต่ร่องรอยที่เห็นนี้กลับมีเพียงเล็กน้อย น้อยเกินไป
“แม่ทัพทั่วไปมักอวดดี... พอถูกยิงก็พยายามดึงลูกศรออกเพื่อแสดงความเข้มแข็งต่อหน้าลูกน้อง” เสวี่ยนห้าววิเคราะห์เสียงเย็น
“แต่หารู้ไม่ว่า หัวลูกศรของข้าเป็แบบ ‘เขี้ยวฉลามย้อน’ ยิ่งดึง เนื้อเยื่อยิ่งฉีกขาด เส้นเืใหญ่จะขาดสะบั้น... ตายสถานเดียว”
“แสดงว่า...” องครักษ์คนสนิทดวงตาเบิกกว้าง
“กู้เทียนอี้ไม่ได้ดึงศรออก?”
“ใช่... เขาฉลาด หรือไม่ก็บ้าบิ่นพอที่จะรู้ว่าต้องปล่อยมันคาไว้เพื่อห้ามเื” เสวี่ยนห้าวลุกขึ้นยืน แววตาฉายประกายยอมรับในฝีมือศัตรูวูบหนึ่ง
“จิตใจเขามั่นคงดั่งหินผาจริงๆ ที่ทนความเ็ประดับนั้นได้โดยไม่สิ้นสติ”
สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่ร่างอันไร้ชีวิตของม้าศึกสีนิลกาฬที่นอนตะแคงอยู่ริมขอบเหว
“แม่ทัพนั่นคงตกลงไปแล้ว ถูกหมอกกลืน ไม่มีทางรอดหรอกพะย่ะค่ะ ดูจากสภาพม้าก็คงสิ้นใจเพราะพิษาแ” องครักษ์ออกความเห็น
เสวี่ยนห้าวไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปใกล้ซากม้าอย่างช้าๆ ย่อตัวลงแล้วใช้มือลูบไล้ไปตามลำคอที่บิดเบี้ยวผิดรูป ััถึงกระดูกคอที่หักสะบั้น ทันใดนั้น ดวงตาหงส์ก็หรี่ลง…
“ผิดปกติ...” เสวี่ยนห้าวเปรยขึ้น “ม้าตัวนี้ขาหลังาเ็จากการถูกยิง มันไม่มีทางวิ่งมาด้วยความเร็วสูงพอที่จะล้มแล้วคอหักรุนแรงขนาดนี้ได้... องศาการหักแบบนี้ ไม่ได้เกิดจากการกระแทกพื้น”
เขาออกแรงกดที่จุดหักเบาๆ “กระดูกถูกบิด... ด้วยแรงมหาศาลจากมือคน”
ความจริงที่ค้นพบทำให้เสวี่ยนห้าวถึงกับสูดลมหายใจเย็นะเืเข้าปอด ความคิดในหัวพลิกตลบไปอีกด้านทันที ภาพที่เขาจินตนาการคือ... กู้เทียนอี้ที่าเ็สาหัส ลากสังขารลงจากหลังม้า และเพื่อไม่ให้ม้าส่งเสียงร้องเรียกศัตรู หรือเพื่อสร้างฉากการตายให้สมจริง... เขาจึงลงมือหักคอม้าคู่ใจของตัวเองด้วยสองมือเปล่า!
“อำมหิต...” คำคำนี้หลุดออกจากปากเสวี่ยนห้าว น้ำเสียงเจือความรังเกียจระคนชิงชัง “กู้เทียนอี้... เ้าช่างเืเย็นนัก ฆ่าได้แม้กระทั่งม้าที่แบกเ้าหนีตายออกมา เพื่อใช้มันเป็เครื่องมือตบตาคน”
เขาเงยหน้ามองความว่างเปล่าของหุบเหว แววตาแข็งกร้าวขึ้น
“แต่ก็นับว่าเ้าฉลาด... เ้าใช้ความตายของม้ามากลบเกลื่อนร่องรอยการหนีของตัวเอง เ้า้าให้ทุกคนคิดว่าเ้าตายไปแล้ว... คงเพื่อจะซ่อนตัว”
ตึก! ตึก! ตึก!
ยังไม่ทันที่เสวี่ยนห้าวจะเอ่ยวิเคราะห์จบ เสียงฝีเท้าม้ากลุ่มใหญ่ก็ดังะเืพื้นดินแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับแสงคบเพลิงที่วูบวาบอยู่หลังแนวป่า
“องค์ชายสาม! มีกองกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้! ดูจากธงทิว... น่าจะเป็คนของ ‘เซียวอ๋อง’ จากเมืองหลวงของหลงเฉิงพะย่ะค่ะ!”
“เซียวอ๋อง?” เสวี่ยนห้าวเลิกคิ้วเล็กน้อย “เ้านั่นถึงขนาดถ่อสังขารมาถึงชายแดนด้วยตัวเองเชียวรึ?”
เขาตัดสินใจในเสี้ยววินาที “ถอยก่อน... เราได้ข้อมูลมากพอแล้ว” เสวี่ยนห้าวสะบัดมือที่คลุมด้วยถุงมือสีดำ หันไปสั่งการลูกน้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“อย่าปะทะ ให้พวกมันเหยียบย่ำร่องรอยจนเละเทะไปนั่นแหละดี ยิ่งคนเยอะ หลักฐานยิ่งหาย... เราจะไปซุ่มดูที่ชายป่าอีกด้าน รอให้พวกมันกลับไป แล้วข้าจะกลับมา ‘ล่า’ ความจริงต่อ”
“รับทราบ!”
เงาร่างทั้งหกวูบหายไปในความมืดของแมกไม้อย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ทิ้งไว้เพียงปริศนาของซากม้า และความเข้าใจผิดขององค์ชายสามที่เชื่อฝังหัวว่า... กู้เทียนอี้คือปีศาจไร้หัวใจที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด
หารู้ไม่ว่า... ความจริงนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!
ทว่า... ‘เซียวอ๋อง’ แห่งหลงเฉิง หาใช่เชื้อพระวงศ์เ้าสำราญธรรมดาไม่ ยอดฝีมือที่รายล้อมรอบกายเขาล้วนเป็ “เขี้ยวเล็บั” ที่ถูกฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างดีด้วยเืเนื้อและเงินตรามหาศาล เพื่อให้เป็อารักขาที่ไร้ผู้ต่อกร เขาจึงเป็ใหญ่ในหลงเฉิงได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ฮ่องเต้ของหลงเฉิง
แม้ริ้วขบวนหลักของท่านอ๋องยังเดินทางมาไม่ถึง แต่ตามธรรมเนียมของผู้มีอำนาจ ย่อมต้องส่ง “กวาดล้างล่วงหน้า” มาเคลียร์เส้นทาง เพื่อขจัดขวากหนามและตรวจสอบความปลอดภัยก่อนที่เท้าหงส์จะแตะพื้นดิน
“รอคำนับ...”
เสียงะโสั่งการดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลทุ้มต่ำดุจเสียงพิณ แต่กลับแฝงอำนาจเด็ดขาดที่สั่นะเืไปถึงอวัยวะภายใน ทันทีที่เสียงนั้นดังออกมาจากความมืด หนึ่งในทหารชุดดำหน่วยเงาเมฆาของเสวี่ยนห้าวที่กำลังใช้วิชาตัวเบาดีดตัวหนีขึ้นสู่ยอดไม้ ร่างกายที่เกือบจะลับสายตาไปแล้วกลับชะงักค้างกลางอากาศ!
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากข้อเท้าเขาลงมาอย่างรุนแรง! วูบ—! ตูม!
ร่างนั้นร่วงหล่นลงกระแทกพื้นดินดุจว่าวสายป่านขาด แรงกระแทกจากการถูกดึงด้วยลมปราณทำให้เขากระอักเืออกมาเพียงคำเดียว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก ก่อนจะสิ้นใจตายคาที่โดยไม่ทันได้ร้องขอชีวิต
“!!!”
เสวี่ยนห้าวพลิกตัวหันกลับมาทันที หัวใจกระตุกวูบด้วยความใ แต่สติสัมปชัญญะของแม่ทัพผู้เจนศึกสั่งให้เขาเยือกเย็น เขาแตะปลายเท้าลงบนยอดไม้เบาๆ แล้วทิ้งตัวลงสู่พื้นดินอย่างแ่พลิ้วดุจขนนก เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูผู้มาใหม่
เบื้องหน้าของเขา ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่าน บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ตัดกับความมืดและคราบโคลนของป่าเขาอย่างสิ้นเชิง เส้นผมยาวดำขลับถูกรวบตึงเป็มวยสูง เผยให้เห็นใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาแต่งดงามราวรูปสลักหยก ทว่าแววตากลับว่างเปล่าไร้อารมณ์ มือทั้งสองข้างไพล่หลัง ชายเสื้อสีขาวสะบัดพริ้วตามแรงลมปราณที่แผ่ออกมารอบกาย
คนผู้นี้คือ “ไป๋อวี้เสินจ่าง” (白玉神掌) หัตถ์์เสื้อขาว ยอดฝีมืออันดับหนึ่งข้างกายเซียวอ๋อง ผู้มีฝ่ามือขาวผ่องดุจหยก แต่สามารถบดขยี้หินผาให้กลายเป็ผุยผงได้ในพริบตา! การที่คนระดับนี้มาปรากฏตัวที่ชายแดน ย่อมยืนยันได้ชัดเจนว่า... ในขบวนรถม้าที่กำลังตามมานั้น มี เซียวอ๋อง ประทับมาด้วยอย่างแน่นอน!
หัตถ์์เสื้อขาวปรายตามองศพที่เพิ่งสังหารอย่างไม่แยแส ก่อนจะกวาดสายตาไปเห็นเสวี่ยนห้าวและชายชุดดำอีก 4 คนที่เหลือ ซึ่งเพิ่งดีดตัวกลับลงมายืนตั้งหลักที่พื้น ริมฝีปากบางขยับเอ่ยคำเดิม ราวกับเป็ประกาศิต์
“รอคำนับ”
สิ้นเสียงคำสั่ง คลื่นพลังลมปราณอันรุนแรงและมหาศาลก็แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขา!
วูมมมมม—!
แรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่กลุ่มคนชุดดำราวกับูเาลูกใหญ่ถล่มลงมาทับ อากาศรอบบริเวณหนักอึ้งจนหายใจลำบาก จิตสังหารที่รุนแรงบีบบังคับให้สิ่งมีชีวิตในแถบนั้นต้องสยบยอม ทหารชุดดำของเสวี่ยนห้าวเข่าอ่อนทรุดลงกระแทกพื้น เืลมตีกลับจนหน้าซีดเผือด
“สามหาว!!!”
เสียงตวาดกร้าวด้วยความโกรธเกรี้ยวดังแทรกขึ้น ชายชุดดำร่างั์คนหนึ่งก้าวเท้าหนักๆ เดินสวนแรงกดดันขึ้นมาข้างหน้าอย่างไม่หวาดหวั่น เขาคือ “ม่อจินกาง” หรือที่องค์ชายสามมักเรียกอย่างเอ็นดูว่า “เ้าั์ดำ” แม้ท่าร่างวิชาตัวเบาของเขาจะเป็รองผู้อื่น แต่หากพูดถึงความ "อึด" และความ "แกร่ง" แล้วไซร้... ทั่วทั้งจินหลิงยากจะหาใครเทียมทาน!
ด้วยเคล็ดวิชา “กายทองกำบังฟ้า” (金身蔽天) ที่ร่ำเรียนมาจากปรมาจารย์แห่งสำนักเขา์ไร้สิ้น ิัและกล้ามเนื้อของเขาแกร่งดุจทองแดงกระดูกเหล็ก ไม่เคยต้องหวาดกลัวการโจมตีหนักหน่วงรูปแบบใด
ม่อจินกางผู้นี้ติดตามรับใช้เสวี่ยนห้าวมาั้แ่วัยเยาว์ เขาเป็เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ความภักดีที่มีต่อนายน้อยนั้นยิ่งใหญ่กว่าชีวิต นับครั้งไม่ถ้วนที่เ้าั์ดำผู้นี้ใช้ร่างกายของตนเป็โล่เนื้อปกป้ององค์ชายสามจากคมดาบ
ตึง!
ม่อจินกางกระทืบเท้าลงพื้น ะเิลมปราณคุ้มกายสีทองจางๆ ห่อหุ้มร่าง เขาใช้แผ่นอกกว้างรับคลื่นพลังปราณของหัตถ์์เสื้อขาวเข้าอย่างจังโดยไม่คิดหลบหลีก!
เปรี้ยง! เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับระฆังั์ถูกตี แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนฝุ่นตลบ แต่ร่างของม่อจินกางกลับยืนหยัดมั่นคงไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว! พลังปราณสังหารของหัตถ์์ถูกร่างกายอันแข็งแกร่งสะท้อนและกระแทกจนแตกกระจายออกไปด้านข้าง ต้นไม้รอบๆ หักโค่น แต่ไม่อาจกล้ำกรายทำอันตรายองค์ชายสามที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แม้แต่ปลายนิ้ว
หัตถ์์เสื้อขาวหรี่ตาลงเล็กน้อย ความประหลาดใจพาดผ่านใบหน้าที่เรียบเฉยเป็ครั้งแรก เขาจำเคล็ดวิชาป้องกันตัวอันเป็เอกลักษณ์นี้ได้แม่นยำ
“ม่อจินกาง... เป็เ้านี่เอง”
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด เมื่อสองยอดฝีมือต่างสายวิชามายืนประจันหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งคือหัตถ์สังหารที่รวดเร็วและรุนแรงดุจเทพเ้า อีกฝ่ายคือปราการเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย และเื้ัของทั้งคู่... คือศักดิ์ศรีของ “องค์ชายสามแห่งจินหลิง” และ “เซียวอ๋องแห่งหลงเฉิง” ที่กำลังจะปะทะกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!