ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 ผู้ถูกคัดเลือก

            “ข้าได้ยินอาจารย์จ้าวบอกว่าพักนี้เจ้าไม่ค่อยได้หลอมยา เกิดอะไรขึ้นรึ?”

            ขงเหวินมองเขาสีหน้าเรียบและสายตาหยุดอยู่ที่ขาขวาของเขา เห็นเขาเดินด้วยท่าทางปกติ จึงไม่ได้เอ่ยถามหากแต่ใส่ใจเรื่องการหลอมยามากกว่า ด้วยความเป็นอาจารย์จึงถือเป็นเรื่องปกติ

            โหยวเสี่ยวโม่เตรียมใจมาแล้วเพราะยาเซียนตันที่เขาหลอมได้ในเดือนนี้เทียบกับเดือนก่อนแล้วน้อยกว่ามากไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

            อย่าว่าแต่อาจารย์จ้าวที่แปลกใจเลยอาจารย์ขงเหวินก็ต้องสงสัยแน่นอนอีกอย่างขงเหวินรับเขาเป็นศิษย์ก็อาจเพราะด้วยเรื่องนี้

            เมื่อถูกถาม โหยวเสี่ยวโม่ที่ได้คาดการณ์ไว้แล้วจึงตอบอย่างสุภาพว่า “อาจารย์ช่วงก่อนศิษย์หลอมยาโหมหนักเกินไป หลังจากนั้นแม้ใจอยากหลอมแต่ร่างกายไม่เอื้อศิษย์เกรงว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ร่างกายจะรับไม่ไหว เลยตัดสินใจพักก่อน”

            ในแต่ละวันหลอมยาเกินกว่าร้อยเม็ดถือว่าผิดปกติมากแล้วฉะนั้นการหลอมยาน้อยลง จึงใช้เป็นข้ออ้างได้

            ขงเหวินไม่ได้กังขาอะไร พยักหน้าแล้วเอ่ย “การหลอมยานั้นว่าด้วยการทำอย่างตั้งมั่นสุขุมอีกหน่อยจงจำไว้”

            “ศิษย์น้อมรับคำสอนของอาจารย์!” โหยวเสี่ยวโม่ตอบรับอย่างเคารพ

            ขงเหวินพยักหน้าพอใจ แล้วให้เขานั่งเก้าอี้แถวหลังสุดนี่เป็นการจัดตำแหน่งตามความอาวุโส ช่วงเวลาที่โหยวเสี่ยวโม่เข้าสำนักสั้นที่สุดทั้งยังเป็นศิษย์น้องเล็ก ถัดจากเขาล้วนเป็นศิษย์พี่ทั้งนั้นนั่งหลังสุดก็เป็นเรื่องปกติ

            ผ่านไปไม่นาน ฝูจื่นหลินก็ปรากฏตัว

            แม้จะพูดว่าการให้อาจารย์และทุกคนรอเขาเพียงคนเดียวดูให้ความสำคัญไปหน่อยแต่ทุกคนเข้าใจนิสัยเขาจึงไม่ได้พูดอะไร กลับกันสีหน้าดูปกติมากรวมถึงคนที่พูดมากอย่างจ้าวต๋าตันด้วย

            ทว่าฝูจื่นหลินมีความสามารถพอให้ทุกคนรอเขาได้ไม่พูดถึงการเป็นนักหลอมโอสถขั้นสี่ แต่กลับมาจากลงเขาครั้งนี้เขายังได้ของดีกลับมาฝากอาจารย์ด้วย

            โหยวเสี่ยวโม่มองออกไปตรงประตูเห็นเงาร่างคนก้าวข้ามคันประตูเข้ามาความรู้สึกแรกที่สัมผัสคือเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง

            ฝูจื่นหลินดูสง่าองอาจใบหน้าหล่อเหลาราวถูกแกะสลัก เส้นคิ้วเรียงตัวสวย จมูกโด่งเป็นสันผิดจากที่เขาจินตนาการไว้ ตอนแรกเดาว่าจะเป็นชายหนุ่มหน้าสวย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นชายชาตรีเช่นนี้อีกทั้งยังเหมือนกับหุ่นยนต์มนุษย์เย็นชา

            คนแบบนี้ยืนอยู่ข้างศิษย์พี่ใหญ่ไม่มีใครคิดแน่ว่าเขาจะอ่อนกว่าศิษย์พี่ใหญ่ถึงสองปี

            โหยวเสี่ยวโม่สังเกตฝูจื่นหลินเดินเข้ามาสายตาก็มุ่งไปเพียงทางอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่ทั้งยังหาได้ใส่ใจศิษย์น้องคนอื่นที่อยู่บริเวณนั้น

            “อาจารย์ ศิษย์กลับมาแล้ว!” ฝูจื่นหลินกุมมือคำนับ เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยือก

            ขงเหวินหาได้ตำหนิเรื่องที่เขามาสายเพราะว่าศิษย์รองผู้นี้ไม่เคยมาสายโดยไร้เหตุผลเว้นแต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น จึงให้เขานั่งลง

            เมื่อคนครบหมดแล้ว จ้าวเจินที่อยู่ข้างกันพยักหน้าส่งสัญญาณให้ขงเหวิน

            “ครั้งนี้ที่เรียกพวกเจ้ามารวมกันนั้นเพราะมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบคิดว่าพวกเจ้าคงได้ยินกันมาบ้าง แขนงการต่อสู้จะมีการจัดประลองประจำปีขึ้นแม้จะแค่การประลองแลกเปลี่ยนเชิงความรู้ แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีของสำนักเทียนซินฉะนั้นท่านเจ้าสำนักให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก ปีก่อนคนที่ไปมีเฉินเล่ออู่เยี่ยนและเหมาชัน ปีนี้พวกเจ้าปรึกษากันว่าจะส่งใครไป”

            เมื่อจบประโยค โหยวเสี่ยวโม่หน้าชาทันใด

            การประลองเชิงแลกเปลี่ยน? ทำไมเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนฟังดูแล้วน่าจะยิ่งใหญ่ คงเก็บตัวนานเกินไปจนตกข่าว

            ทว่าโหยวเสี่ยวโม่ยังคงไม่คลายความสงสัยการประลองของแขนงการต่อสู้เกี่ยวอะไรกับแขนงโอสถ ถึงต้องส่งคนไปด้วย

            เมื่อศิษย์ไม่ออกเสียง ขงเหวินจึงเอ่ย “พวกเจ้าคงรู้เกี่ยวกับการพบเจอมนุษย์ปีศาจที่เมืองเหอผิงแม้เราจะไม่เจอมนุษย์ปีศาจปะปนอยู่ในสำนักเทียนซิน แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีไม่กี่วันก่อนข้าได้ถกเรื่องพวกนี้กับเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักแล้ว ไม่ว่ายังไงทัพพิภพต้องมีคนคอยดูแลควบคุมสองคน สำหรับการประลองของแขนงการต่อสู้ปีนี้ พวกเจ้าพาคนไปเยอะหน่อยถึงเวลาให้อาจารย์จ้าวนำกลุ่มไป”

            “อาจารย์ครั้งนี้ให้ศิษย์ไปด้วยดีกว่า” ฟางเฉินเล่อลุกขึ้นเอ่ยอย่างเคารพ

            “ก็ดี เจ้าเลือกอีกสามคนไปกับเจ้า” ขงเหวินไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย แม้ปีก่อนเขาจะเคยไปแล้ว หากมีศิษย์คนโตไปด้วยตัวอาจารย์เองก็วางใจยิ่งขึ้น

            ฟางเฉินเล่อมีศักดิ์เป็นศิษย์พี่ใหญ่ ไม่เพียงแต่อาวุโสกว่าทั้งยังมีความเป็นผู้นำ ที่สำคัญเป็นคนใส่ใจในรายละเอียด สุขุมเมื่อเจอปัญหาหากเกิดสถานการณ์ฉุกละหุกอะไรขึ้น ถ้ามีเขาอยู่ก็คงรับมือได้ดีกว่าในบรรดาศิษย์ทั้งเจ็ด ขงเหวินไว้วางใจเขามากที่สุด

            ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นไม่ออกความเห็นเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ของฟางเฉินเล่อกับทุกคนนั้นดีแค่ไหน

            “ศิษย์น้องฝูปีที่แล้วกับปีก่อนหน้าเลี่ยงมาสองครั้งครั้งนี้จะหนีไม่ได้อีกแล้วนะ” ฟางเฉินเล่อเอ่ยอย่างขำขันและหันไปมองฝูจื่นหลินที่ยืนเงียบกริบ

            ขงเหวินหัวเราะพร้อมพยักหน้า “จริงด้วยครั้งนี้ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าเจาะจงเอง จื่อหลินครั้งนี้เจ้าจะหาข้ออ้างอีกไม่ได้นะ”

            ฟางเฉินเล่อรู้ดีว่าอาจารย์ไม่คัดค้านจึงกล่าวต่อ “ศิษย์น้องสามกับศิษย์น้องหก ปีที่แล้วพึ่งไปมา ปีนี้ก็เอาไว้ก่อนฉะนั้นคนที่สองคือศิษย์น้องหนานกง ผู้หญิงจะละเอียดอ่อนกว่า สำหรับคนสุดท้าย…ศิษย์น้องเสี่ยวโม่ เจ้าแล้วกัน จะเก็บตัวบ่อยๆ ก็ไม่ดีถึงเวลาอันควรแล้วที่จะออกไปดูโลกข้างนอกบ้าง”

            โหยวเสี่ยวโม่ที่ถูกขานชื่อถึงกับอึ้งไปพักหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองปะทะกับสายตายิ้มกริ่มของศิษย์พี่ใหญ่

            เขาคิดว่าเขาคงไม่มีส่วนร่วมในครั้งนี้แน่นอนเพราะเขาเองก็พึ่งจะเข้าร่วมสำนักไม่ถึงสองเดือน

            “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าเองก็ไม่ได้ไปปีก่อน” จ้าวต๋าตันที่ยืนถัดจากเหมาชันเอ่ยอย่างน้อยใจเขานึกว่าคราวนี้ขานชื่อต้องมีชื่อเขาแน่นอนใครจะคิดว่าท้ายสุดกลับเป็นโหยวเสี่ยวโม่ คนที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาถ้าพูดถึงคุณสมบัติเขาแทบไม่มีหวังเลย

            ฟางเฉินเล่อรู้ว่าเขาจะค้านจึงพลันอธิบาย “ศิษย์น้องห้า เจ้าอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการบรรลุขั้นสมควรที่จะตั้งใจฝึกฝน”

            จ้าวต๋าตันอ้าปากค้าง เงยหน้าขึ้นบนผู้เป็นพ่อก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ชัดเจนว่าเห็นด้วยกับศิษย์พี่ใหญ่ แต่ก็หมดหวังเขาคิดว่าครั้งนี้เขาต้องได้ไปแน่นอน ทว่าโอกาสหายวับไปกลางอากาศ

            โหยวเสี่ยวโม่ที่นั่งอยู่แถวหลังสุดอ้าปากงึมงำเมื่อเห็นศิษย์พี่จ้าวค้าน กำลังจะยกสิทธิ์นั้นให้เขาแต่โดนศิษย์พี่ใหญ่ชี้แจงเหตุผลเสียก่อน

            เขาไม่รู้ว่าการไปแขนงการต่อสู้นั้นมีผลดีอะไรรู้แต่ว่าควรฝึกฝนการหลอมยาเพื่อเลื่อนขั้นสำคัญกว่าคิดแบบนี้จะได้ไม่เป็นคนใจร้าย

            “งั้นก็ตกลงตามนี้ออกเดินทางวันมะรืน พวกเจ้าอย่าลืมเตรียมตัว”

            เมื่อจบธุระขงเหวินก็สั่งให้ทุกคนแยกย้าย

            อาจารย์จ้าวเดินไปหน้าลูกชายพร้อมลูบหัวปลอบใจเขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าลูกชายคิดอะไรอยู่ เพียงแค่อยากไปครื้นเครงกับบรรยากาศคลุกคลีกับแก๊งนักฝึกตน สู้ตั้งใจหลอมยาดีกว่า ฉะนั้นจึงไม่ได้คัดค้าน

            ขณะเดินออกจากโถงประชุมอย่างใจลอย จู่ๆโหยวเสี่ยวโม่ก็ร้องอ้า ฟางเฉินเล่อกับฝูจื่อหลินที่อยู่ด้านหน้าหันมามองทันใด อีกคนงฉงนอีกคนขมวดคิ้ว

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่ทันสะกิดใจเขาจมอยู่กับความคิดเรื่องเมื่อครู่นี้ ถ้าไปแขนงการต่อสู้นั่นก็หมายความว่าเขาต้องไปเจอเจ้าหลิงเซียวบ้านั่นอีกน่ะสิ นี่มันช่างน่าสยดสยอง

            “ศิษย์น้องเสี่ยวโม่ เกิดอะไรขึ้น?” ฟางเฉินเล่อเดินมาถามอย่างห่วงใย

            โหยวเสี่ยวโม่แหงนหน้ามองเห็นฝูจื่อหลินที่อยู่หลังฟางเฉินเล่อเขามองด้วยสายตาขึงขังปนรำคาญครู่หนึ่ง สะดุ้งเล็กน้อยพลันรีบหันไปทางศิษย์พี่ใหญ่

            “ศิษย์พี่ใหญ่ครั้งนี้เราไปแขนงการต่อสู้ประมาณกี่วัน?” เมื่อศิษย์พี่ใหญ่อยู่ตรงหน้าก็ถามให้หายข้องใจไปเลยดีกว่า

            “ถ้าราบรื่นละก็แค่ห้าวัน” ฟางเฉินเล่อขำ เขาลืมไปเลยว่าศิษย์น้องผู้นี้น่าจะยังไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย

            “งั้นหากว่าไม่ราบรื่นล่ะขอรับ?” โหยวเสี่ยวโม่ถามต่อ ห้าวันเขายังรู้สึกว่านานเกินไป ถ้าไม่ราบรื่นคงไม่ลากยาวกว่าเดิมมากนักใช่มั้ย?

            “เรื่องนี้พูดยากทว่าเจ้าไม่ต้องห่วง มากสุดคงไม่เกินสิบวัน เพราะแขนงโอสถก็มีกิจของตัวเองอยู่นานไม่ได้” ฟางเฉินเล่อรู้สึกว่าศิษย์น้องยิ่งดูยิ่งน่ารักน่าเอ็นดูคิดอะไรก็พูดออกมา จึงยื่นมือไปลูบหัวเบาๆ

            ลูบจนโหยวเสี่ยวโม่เอ๋อไปชั่วครู่จนคนจากไปแล้วถึงรู้สึกตัว เหมือนตัวเขาเป็นเด็กอย่างไรอย่างนั้น

            พอกลับไปเขาเริ่มสืบถามข้อมูลเรื่องการประลองนี้

            หากว่าเป็นโหยวเสี่ยวโม่คนเดือนก่อนหน้านี้คงไม่มีใครแยแสเป็นแน่ แต่พอเป็นศิษย์ขงเหวินแล้ว คนประจบเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆหากไม่ใช่ช่วงก่อนที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องชอบคุยจ้อทั้งหลายคงมาบอกเขาแล้ว

            การประลองเชิงแลกเปลี่ยนที่ว่ากันนี้ความจริงเป็นการจัดประลองที่ปลุกกำลังใจภายในกลุ่มของสำนักเทียนซินศิษย์ทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมได้

            แต่ขึ้นว่าเป็นการประลอง ย่อมต้องมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นแผลภายในนั้นรักษาได้โดยการกินยาเซียนตัน ทว่าแผลภายนอกไม่ใช่ว่ากินยาเซียนตันแล้วจะช่วยได้เพื่อไม่ให้กระทบต่อศิษย์นักฝึกตนทั้งหลายจึงต้องมีนักหลอมโอสถเหล่านี้ ด้านหนึ่งสามารถช่วยรักษาอีกด้านยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับแขนงการต่อสู้

            นโยบายเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนนโยบายการคบค้าสมาคมนั่นเองอีกอย่างสำหรับแขนงโอสถนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพราะเกี่ยวเนื่องถึงหนทางในอนาคตของนักหลอมโอสถ

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247