After apocalypse saga บทที่ 2 ตอนที่ 1
“ผมไม่คิดเลยว่าการดื่มน้ำพุนั้นจะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ ผมขอโทษจริง ๆ ครับ” โทวมะกล่าวขอโทษกับกษัตรอัลเบิร์ก
“ไม่ใช่เพราะนายหรอกโทวะ เป็เพราะพี่เองนั่นละที่สั่งให้สามารถใช้น้ำนี้ได้ เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ นายลองคิดดูถ้าไม่มีน้ำพุแห่งความเยาวัย ตอนนี้คนที่กรีนเรสคงไม่แตกต่างจากชุมชนทางตะวันตกที่ล่มสลาย และคงไม่มีทางที่พวกเราจะได้พบเจอพวกไวท์แซนด์ได้เร็วขนาดนี้ และอาณาจักรนิวมูนอาจจะยังคงเป็หมู่บ้านมิดโวลโน่ต่อไป นายไม่เห็นหรือว่าเพราะนายที่ค้นพบน้ำพุวิเศษนี่ ทำให้พวกเราพัฒนาได้ไวเช่นนี้”
“ขอบคุณมากครับพี่อัลเบิร์ก” ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อได้รับฟังคำของรุ่นพี่
“เอาเถอะตอนนี้พวกนักวิทย์ก็ไม่พบอะไรที่ดูเป็อันตราย พวกเขาช่วยกันศึกษาค้นคว้ากันอยู่ ว่าแต่นายตกลงยังเื่แต่งงาน”
“โหยพี่ตอนนี้คงไม่ต้องกลัวเื่ผลิตประชากรแล้วมั้งครับ ปล่อยผมไปสักคนเถอะ”
“ฮ่า ๆ มันก็ไม่เกี่ยวกับประชากรแล้วละ แค่พี่อยากได้นายมาเข้าร่วมราชวงศ์”
“งั้นไว้ถ้าผมยังไม่แก่ตาย อีกสัก 1000 ปี ถ้าผมเห็นว่าราชวงศ์พี่กำลังเสื่อมโทรมผมอาจจะพิจารณาเข้ามาฟื้นฟูราชวงศ์ให้กับพี่ก็ได้ครับ”
“อ่าวไอ้น้องบ้าอยู่ ๆ ก็มาแช่งตระกูลพี่สะงั้น ฮ่า ๆ”
“ผมก็พูดไปครับ”
“แต่ว่านะโทวะ ถ้าต่อไปพี่ไม่อยู่แล้ว ถ้าพวกนายทั้ง 4 ยังมีชีวิตอยู่ พี่ฝากคนที่เหลือด้วยนะ”
“อะไรเนี่ยพี่อัลเบิร์ก อยู่ ๆ ชักดราม่าใส่น้องสะงั้น”
“จริงโทวะ พี่จริงจังนะ ตอนนี้พี่เลิกฝันเื่หินกรวดในถ้ำไลท์สตรีมแล้ว ถึงพวกนักวิทย์บอกว่าพวกเราจะมีอายุยืนยาวกว่าสมัยที่อยู่บนโลกเก่าเพราะผลของน้ำพุแห่งความเยาวัย แต่นั่นมันก็มีวันหมดอายุของมัน เมื่อถึงตอนนั้นถ้าพวกนายยังคงอยู่ พี่คงได้แต่ฝากเจตจำนงนี้ไว้กับนายและอีก 3 คน นี่ละคือเหตุผลที่พี่จับลูกสาวทั้งหลายแต่งงานกับพวกนาย เพราะอย่างน้อย ๆ ต่อไปพวกเขาก็จะเป็ลูกหลานของพวกนายเช่นกัน”
“โหพี่คิดได้เนอะ เป็ผมนี่คิดไม่ออกจริง ๆ”
“ก็พี่เป็พี่ไง เป็กษัตรของพวกนายเลยนะ หึหึ”
“ขอรับท่านอัลเบิร์กดยุกโทวมะแห่งนิวเกตผู้นี้ขอสาบานว่าจะดูแลเหล่าทายาทของท่านเป็อย่างดี”
“พอเหอะ พี่ขนลุก เวลานายทำตัวจริงจัง ฮ่า ๆ ว่าแต่มันรู้สึกยังไงเหรอเวลาตอนใช้พลัง”
“ยังไงงั้นเหรอ พี่เคยขนลุกปะ แบบตอนคิดอะไรที่มันแปลก ๆ หรือรู้สึกไม่สบาย แล้วขนมันลุกนะ” ผมถามไปตามตรงเพราะพยายามหาความรู้สึกที่สามารถอธิบายได้
“ก็เมื่อกี่เลยไง ตอนนายพูดทางการ ฮ่า ๆ”
“นั้นละครับผมจะรู้สึกเหมือนขนจะลุกตอนใช้พลัง มันหวิวหน่อย ๆ พอใช้บ่อย ๆ ก็เหมือนจะหมดแรงหน้ามืดอ่อนเพลีย ต้องพักผ่อน แต่พอดื่มน้ำพุเยาวัยกลับหายสนิททันที ผมว่าพวกนี้เราเรียกมันเป็เวทมนต์คงได้มั้งพี่ เพราะเรายังหาคำอธิบายทางวิทยาศาตร์ไม่ได้”
“อื่มเก๋ดีนะ นึกถึงตำนานนิยายที่เคยอ่านมาเลย”
“ใช่มะ เราเรียกพลังนี้ว่าเวทมนต์กันดีกว่าครับ น่าสนุกดี” และนับจากวันนี้พลังพิเศษที่เกิดจากการกลายพันธุ์นี้ก็ถูกเรียกว่าเวทมนต์
ปี A.A 340
สิบปีจากการค้นพบเวทมนต์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็สำนักมหาศาสตร์ การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ยังคงมีต่อไป และมีการประยุกต์นำพลังเวทมนต์ที่ค้นพบมาช่วยส่งเสริม ทางการค้นคว้าเื่เวทมนต์เองก็ก้าวหน้าอย่างมาก จนมีการเปิดหลักสูตรการใช้เวทมนต์ในชีวิตประจำวันขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่มีเวทมนต์เข้าไปศึกษานำไปใช้และรู้จักวิธีควบคุมพลัง หลักการใช้เวทมนต์นั้นไม่ใช่เื่ยากแต่อย่างใด หลักสำคัญคือองค์ความรู้และความเข้าใจของวิทยาศาสตร์ เมื่อเข้าใจในส่วนนี้การใช้เวทมนต์ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไรอีกต่อไป
ยกตัวอย่างการเสกเวทย์น้ำออกมา ผู้ใช้ต้องเข้าใจองค์ประกอบของน้ำก่อนว่าเกิดจากการผสมผสานของ อ๊อกซิเจนและไฮโดรเจน หรือการเข้าใจในความชื่นของไอน้ำในอากาศ ผู้ที่สามารถเข้าใจในส่วนนี้ได้ จะสามารถจินตนาการพวกมันโดยคลื่นสมองบางส่วนจะทำการรวบรวมอนุภาคโมเลกุลน้ำพวกนี้ขึ้นมา หรือสร้างพวกมันจากการรวมตัวของธาตุทั้งสอง เป็ต้น แต่จากการให้นึกถึงพวกมันนั้น น้อยคนนักที่จะจินตนาการได้ทันท่วงที่ จึงก่อให้เกิดการล่าช้าของผู้ใช้ในแต่คน จนพวกนักวิจัยค้นพบคีย์ของการใช้เวทมนต์นั่นก็คือ การร่ายคำศัพท์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจินตนาการได้ง่ายขึ้น เช่น สายน้ำเอ๋ยจงก่อตัวขึ้นจากอนุภาค หรือ ธาตุที่กระจายอยู่ในอากาศโปรดหลอมรวมสร้างสายน้ำเพื่อข้า ด้วยประโยคเหล่านี้จึงทำให้หลายคนสามารถเสกน้ำขึ้นมาด้วยการร่าย และหลายคนที่มีความเข้าใจสูงพวกเขานั้นจะใช้เวลาในการเสกพวกมันสั้นลง บางคนนั้นเพียงวินาทีก็สามารถใช้พวกมันได้
แต่ถึงอย่างนั้นการใช้ออกด้วยพลังเวทมนต์ มันก่อผลกระทบสำคัญต่อร่างกายเช่นกัน หากใช้พวกมันมากเกินไปจะเกิดสภาวะเหนื่อยล้าทั้งจากร่างกายและสมอง พวกเขาจำต้องพักผ่อนหรือใช้น้ำพุแห่งความเยาวัยในการฟื้นฟูร่างกายของตน นอกจากการใช้เวทมนต์โดยตรงแล้ว ทางนักวิจัยยังค้นพบเทคนิคใหม่ขึ้นมา จากการศึกษาหินกรวดที่ได้จากภายในถ้ำไลท์สตรีม โดยโครงสร้างหลักของหินกรวดเหล่านี้คือควอตซ์และซิลิก้า ซึ่งทำให้พวกมันมีลักษณะใส แต่สิ่งที่เป็สาระสำคัญของพวกมันคือ มันสามารถสะสมพลังงานรูปแบบรังสีได้ ซึ่งรังสีที่ว่านั้นคือการส่งอนุภาคบางอย่างจากผู้ที่มีพลังเวทมนต์เข้าไปในหินกรวดพวกนี้ เมื่อพวกมันสะสมพลังงานได้ในระดับหนึ่ง มันจะสามารถทำงานได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีเวทมนต์ กล่าวคือเมืุ่์ที่เคยดื่มกินน้ำพุแห่งความเยาวัยถือครองหินกรวดเหล่านี้อยู่ คนผู้นั้นจะสามารถใช้พลังได้เช่นเดียวกับเหล่าผู้ใช้เวทมนต์ที่เกิดจากกลายกลายพันธุ์ ดังนั้น 10 ปีนี้ ผู้คนทั้งอาณาจักรนิวมูนจึงสามารถใช้ออกด้วยพลังเวทมนต์ได้
ถึงหินกรวดที่ได้จากถ้ำไลท์สตรีมจะมีจำนวนมาก มันก็ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างไอเท็มขยายเวทมนต์ เมื่อนักวิจัยศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมก็สามารถ ใช้ผลึกควอตซ์ แก้วซิลิก้า และอัญมณีบางชนิดที่มีองค์ประกอบของควอตซ์ แต่ถึงอย่างนั้นความสามารถของพวกมันก็แต่ต่างกัน หินกรวดที่ได้จากถ้ำไลท์สตรีมจะมีพลังงานสะสมได้มากที่สุด รองลงมาคือผลึกแร่ควอตซ์ จากนั้นเป็อัญมณีที่มีควอตซ์ผสม และสุดท้ายคือผลึกแก้วจากซิลิก้า แต่ทั้งนี้พวกมันเมื่อถูกใช้เป็เวลานานก็จะเสื่อมสภาพลง จนกว่าจะมีการเติมพลังงานเข้าไปใหม่
เมื่อมีการจัดละดับพลังงาน ทางนักวิจัยเองก็ได้ทำการทดสอบในประชากรเช่นกัน โดยแบ่งระดับพลังเวทมนต์ที่สามารถแสดงอนุภาพออกมาได้ 6 ระดับโดยจะเรียงจากระดับต่ำไปสูง
- ระดับ E พบในผู้ที่ดื่มกินน้ำพุแห่งความเยาวัยและใช้ผ่านอุปกรณ์ขยายเวทมนต์ ของแก้วซิลิกา หรือ อัญมณีแร่ผสมควอตซ์
- ระดับ D พบในผู้ที่ดื่มกินน้ำพุแห่งความเยาวัยและใช้ผ่านอุปกรณ์ขยายเวทมนต์ของแร่ควอตซ์และหินกรวดของถ้ำไลท์สตรีม ในระดับนี้ยังรวมถึงเหล่าประชาชนทั่วไปที่สามารถใช้เวทมนต์โดยไม่ผ่านอุปกรณ์ขยายเวทมนต์
- ระดับ C ประชาชนทั่วไปที่สามารถใช้ออกด้วยเวทมนต์ได้ โดยผ่านอุปกรณ์ขยายเวทมนต์ ั้แ่ แก้วซิลิก้า อัญมณัผสมควอตซ์ แร่ควอตซ์ จนถึงหินกรวดของถ้ำไลท์สตรีม
- ระดับ B คือเชื้อพระวงศ์ที่สืบเชื้อสายของ มาร์ควิสอเล็กแห่งไลท์สตรีม มาร์ควิสนาวีแห่งเซนต์เลค พระคาดินอลอาจันแห่งศาสนจักรอีเด็น ถ้าหากขยายเวทมนต์ด้วยอุปกรณ์จากกหินกรวดไลท์สตรีม จะสามารถยกระดับพลังเกือบเท่าระดับ A
- ระดับ A ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงของ ทั้ง 4 ผู้กำเนิดเวทย์ กล่าวคือเหล่าบุตรและธิดาของของทั้ง 4 คน ซึ่งทั้งหมดคือเหล่าเชื้อพระวงศ์ ถึงจะใช้อุปกรณ์จากหินกรวดไลท์สตรีมก็ยังไม่เพียงพอที่จะเทียบกับระดับ S
- ระดับ S คือ 4 คนผู้ที่ถูกรังสีประหลาดโดยตรง ซึ่งถูกเรียกในนามผู้กำเนิดเวทย์ แต่ถึงแบบนั้นโทวมะก็ยังมีพลังมากกว่า 3 คนที่เหลือ
ด้วยเหตุนี้อาณาจักรนิวมูนในปัจจุบันจึงนับว่าเป็อาณาจักรแห่งเวทมนต์ ในปีเดียวกันนี้ ดยุกอัลเฟสแห่งไวท์แซนด์ได้ส่งสารมาแจ้งกับทางราชสำนักว่า ทางเรือที่ไปสำรวจทวีปอัลฟ่าได้ค้นพบอาณานิคมนุษย์บนเขตชายฝั่งด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอัลฟ่า กล่าวคือทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะนิวมูนนั่นเอง ซึ่งระยะทางนั้นห่างไปประมาณ 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้า้าเดินเรือขึ้นเหนือในทิศทางตรงนั้นมีระยะทางประมาณ 3,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ทางเรือสำรวจได้แค่ลอยลำสังเกตการณ์ ก่อนจะกลับมาแจ้งข่าวเพื่อหารือ
เมื่อกษัตรอัลเบิร์กทรงทราบว่าการค้นพบอาณานิคมมนุษย์ ก็เกิดความปรีติอย่างมาก จึงทรงรับสั่งให้ดยุกโทวมะแห่งนิวเกตและคณะเดินทางไปพร้อมกับเรือสำรวจของทางอาณาจักร เพื่อแสดงความจำนงติดต่อสร้างความสัมพันธ์ต่อไป
ปี A.A.341
ผมโทวมะได้รับมอบหมายให้เป็ทูตสัมพันธ์กับทางอาณานิคมที่เพิ่งค้นพบ พวกเราใช้เวลาเดินเรือเกือบ 1 เดือนก็มาถึงเขตชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอัลฟ่า ในการเดินเรือครั้งนี้พวกคณะทูตที่เดินทางมาด้วยนั้นพวกเขาที่เป็คนจากสำนักมหาศาสตร์ จึงได้เกิดความคิดที่จะสร้างเรือที่ใช้พลังงานกลผสมเวทมนต์ขึ้นมาแทนการใช้แรงลมและกระแสน้ำ พวกเราลงเรือเล็กไปด้วยกันทั้งหมด 5 คน โดยมีผมเป็ผู้นำ ส่วนทหารที่เหลือให้คุมเชิงอยู่บนเรือลอยลำรอคำสั่งต่อไป
“สวัสดีครับ ผมชื่อโทวมะ พวกเรามาจากเกาะชื่อนิวมูนครับ” ผมทักทายชายที่ดูสูงวัยผู้หนึ่งที่อายุคงราว ๆ 75 - 76 ปี ผมของเขาเป็สีขาว และที่ข้อมือของเขานั้นแสดงรอยสักถึงระบบผู้ช่วยชัดเจน เขาคงเป็ผู้าุโที่สุดในชุมชนแห่งนี้ แต่ด้วยภาษาที่ผมพูดไปนั้นคือภาษากลางที่เทวทูตต่างดาวเป็ผู้ส่งผ่านข้อมูลมาให้ ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด โดยชายชราผู้นี้ใอยู่บ้าง แต่เขาก็ตั้งตัวได้ทันและพูดออกมาด้วยภาษาสากลของโลกเก่าของพวกเรา
“Sorry, I can't undersatand your language. This colony is Thai people.” //(ขอโทษ ผมไม่เข้าใจภาษาของคุณ ในชุมชนแห่งนี้เป็คนไทยครับ)
ทันทีที่ผมได้ฟังก็เข้าใจและดีใจเป็อย่างมากเพราะ ผมเองก็มีเชื้อสายคนไทย ผมจึงรีบเปลี่ยนภาษาเป็ภาษาไทยทันที
“ขอโทษครับ ผมเองก็มีเชื้อสายชาวไทย ผมขอแนะนำตัวอีกครั้งนะครับ สวัสดีครับผมชื่อโทวมะ พวกเรามาจากเกาะที่อยู่ทางใต้ของทวีปแห่งนี้ เกาะนั้นชื่อนิวมูน ครับ”
“ยินดีต้อนรับพวกคุณเข้าสู่ หมู่บ้านอโยธยา”
“ขอบคุณครับ”
จากนั้นพวกเราก็พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน แต่ถึงแบบนั้นผมก็ละเื่น้ำพุและเวทมนต์ไว้ก่อนเพราะยังไม่ถึงเวลาที่พวกเขาจะรับรู้ ชายชราที่ผมพูดคุยด้วยนั้นเป็หัวหน้าหมู่บ้านอโยธยา เขาชื่อชาคริตอายุ 76 ปี พวกเขาเป็ชุมชนที่แยกมาจากชุมชนหลักที่อยู่เลยขึ้นไปทางต้นแม่น้ำ อยู่ห่างประมาณ 50 กิโลเมตร หมู่บ้านอโยธยาแห่งนี้ เพิ่งก่อสร้างมาได้ 1 ปี มีประชากรราว ๆ 1000 คน ซึ่งทั้งหมดเป็คนไทย เช่นเดียวกับชุมชนหลักของพวกเขา ที่มีชื่อว่า สยาม มีประชากรประมาณ 20000 คน จากการพูดคุยพวกเขายังไม่พบเจอชุมชนอื่น ๆ ตอนแรกนั้นพวกเขาคิดว่าพวกเขามีกันเท่านี้ เพราะไม่สามารถออกตามหามนุษย์กลุ่มอื่นเจอ แต่ถึงแบบนั้นพวกเขากลับพบกับสัตว์บนโลกเก่า ทั้งช้าง เสือ ม้า วัว ควาย แพะ แกะ สุนัข แมว หมูและไก่ สัตว์หลายสายพันธุ์พวกเขาได้กวาดต้อนมาเป็ปศุสัตว์ โดยข้อตกลงของอาณาจักรนิวมูนนั้นคือ การแลกเปลี่ยน ของใช้บางชนิด รวมถึงเสื้อผ้าและสิ่งทอ แลกกลับพ่อพันธุ์สัตว์โลกอย่างละ 2 คู่ นอกจากนี้ ทางหมู่บ้านอโยธยาได้ขอส่งทูตของพวกเขากลับไปยังนิวมูนด้วย โดยเขาคัดเลือกชายหญิงจำนวน 1 ติดตามพวกผมกลับไป
ปี A.A. 343
2 ปีนับจากวันที่ได้ติดต่อกับทางอาณานิตมอโยธยา ตอนนี้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านของอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะเทคโนโลยีการเดินเรือ รวมถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและพืซผักที่อุดมสมบูรณ์ ถึงจะลงมายังบน eDEN009876 พร้อมกันแต่ดูเหมือนว่า คนบนเกาะนิวมูนนั้นเจริญก้าวหน้าเร็วกว่ามาก ทั้งนี้พวกเราได้รับเด็กรุ่นใหม่ของอโยธยาเข้าไปศึกษาในโรงเรียนสอนการใช้เวทมนต์ด้วย เพื่อที่พวกเขาจะได้กลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง แน่นอนว่าน้ำพุแห่งความเยาวัยนั้นทางศาสนจักรอีเด็นจะเป็ผู้แจกจ่าย ซึ่งชาวอโยธยาเองก็จะได้รับเมื่อพวกเขาเข้าหลักสูตรผู้ใช้เวทมนต์เท่านั้น ั้แ่มีการก่อตั้งศาสนาอีเด็น น้ำพุแห่งความเยาวัยจะถูกใช้เป็น้ำมนต์ในพิธีทางศาสนา และใช้เป็ยาเมื่อทหารและหน่วยสำรวจได้รับบาทเจ็บเท่านั้น
ปี A.A. 345
45 ปีที่อพยพลงมาบนดาวดวงนี้ ตอนนี้ประชากรทั้งหมดบนเกาะนิวมูนมีมากว่า 6 หมื่นคน กษัตรอัลเบิร์กทรงมีรับสั่งให้คัดเลือกกลุ่มคนที่ยินดีอาสาไปก่อตั้งอาณานิคมนิวมูนใหม่ บนแผ่นดินใหญ่ของทวีปอัลฟ่า โดยจุดที่พวกเราเลือกนั้นคือชายฝั่งทางใต้ของทวีป ซึ่งเป็จุดที่เดินทางไปกลับระหว่างเกาะได้ไวที่สุด โดยคนที่อาสาไปก่อตั้งอาณานิคมใหม่นี้ คือบารอนธีรเดชซึ่งมีเชื้อสายชาวไทย เขาถูกแต่งตั้งเป็มาร์ควิสให้ไปประจำยังอาณานิคมใหม่ โดยอาณานิคมใหม่นี้มีชื่อว่า เมืองท่าอัลเบิร์ก เพื่อเป็การแสดงให้ทราบว่าเมืองนี้อยู่ภายใต้การดูแลของอาณาจักรนิวมูนจึงนำชื่อกษัตรพวกเขามาตั้ง ถึงกษัตรจะไม่ทรงกริ้วแต่พระองค์ก็ทรงอดไม่ได้ที่จะทรงสะดุ้งเมื่อมีคนเอ่ยนามเมืองท่าแห่งนี้
นอกจากนี้เราได้พบว่าการให้ชาวไทยที่เข้าสู่วัยชราดื่มน้ำพุแห่งความเยาวัยนั้นได้ฟื้นฟูร่างกายของพวกเขาก็จริง แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่สามารถให้กลับมายังอายุวัยหนุ่มหรือวัยสาวได้ เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูเซลล์และรักษาอาการผิดปกติต่าง ๆ ท่าให้เปรียบเทียบคือ เหมือนช่วยย้อนความชรากลับไปก่อนหน้าเพียง 20 ถึง 30 ปี แต่สภาพร่างกายนั้นแข็งแรงกว่าตอนอายุ 50 เสียอีก
ปี A.A. 350
เมืองสยามและหมู่บ้านอโยธยา ได้สถาปนาเป็อาณาจักรสยาม โดยมีเมืองหลวงสยาม และเมื่องท่าอโยธยาเป็เมืองหน้าด่าน ในปีเดียวกันนี้ อาณาจักรสยามและอาณาจักรนิวมูนได้ลงนามเป็พันธมิตรต่อกันและวางกฎหมายระหว่างประเทศ มีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไปประจำการยังเมืองหลวงของทั้งสองอาณาจักร ด้วยการช่วยเหลือระหว่างกันในครั้งนี้ทำให้ทั้งนิวมูนและสยามเจริญก้าวหน้ากว่าเก่าอย่างมาก ทั้งนี้ในด้านศาสนา อาณาจักรสยามยินดีให้ศาสนาอีเด็นเข้าร่วมเป็ 1 ในศาสนาประจำอาณาจักรสยาม โดยแต่เดิมนั้นทางสยามเองเลือกนับถือศาสนาเก่าของโลกเดิมหรือก็คือศาสนาพุทธ
ปี A.A. 400
100 ปีแห่งการอพยพ ประชากรทุกเมืองของอาณาจักรนิวมูล เพิ่มเป็สองแสนกว่าคน โดยมีแต่อัตราการเกิด แต่อัตราการตายนั้นมีน้อยมาก ทำให้ประชากรบนเกาะต้องขยายตัวออกไป จึงต้องสร้างเมืองเพิ่มขึ้นทางทิศตะวันตกของเกาะ เมืองใหม่แห่งนี้มีชื่อว่า เวสโวลโน่ ทางเมืองท่าอัลเบิร์กเองจากประชากร 1000 คนในปีแรก 50 ปีต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็ 20000 กว่าคน
ในปีเดียวกันนี้จากที่คาดการณ์ไว้เป็ปีที่แคปซูนกาลเวลาจะเริ่มทำงาน ทางสยามเองก็ได้ค้นพบแคปซูนเมื่อนานมาแล้ว ในปีนี้พวกเขาได้รับรู้ถึงความจริงเช่นเดียวกับคนของนิวมูน มีความเป็ไปได้สูงที่ชุมชนอื่น ๆ ทั้ง 1000 ชุมชนเมื่อ 100 ปีก่อน จะได้รับข้อความจากเทวทูตต่างดาวแล้ว แต่ถึงแบบนั้นมีความเป็ไปได้สูงที่ผู้อพยพรุ่นแรกจะเสียชีวิตไปเกือบหมด ที่พวกนิวมูนและสยามยังคงลดอัตราการเสียชีวิตอยู่ได้นั้น เพราะคนแก่ชราส่วนใหญ่ได้ดื่มกินน้ำพุแห่งความเยาวัยแล้ว
ตอนนี้ผมเองกำลังส่องกระจกดูเงาสะท้อนของตัวเองและเปรียบเทียบกับภาพที่ผมเคยใช้กล้องสำรวจถ่ายเก็บไว้เมื่อ 99 ปีก่อน มันไม่ได้มีความแตกต่างไปจากเดิมเลย นอกจากทรงผมที่ไว้ยาวตามสถานะขุนนาง ผมแต่งตัวด้วยชุดขุนนางแบบยุคกลางประดับเครื่องราชเพื่อไปเข้าเฝ้ากษัตรอัลเบิร์กที่ 1 ในงานราชพิธีาาภิเษกแต่งตั้งกษัตรองค์ใหม่ เวลาที่จะเริ่มการแต่งตั้งนั้นยังไม่ถึง ผมเลยแอบไปพบพี่อัลเบิร์กเป็การส่วนตัวเสียก่อน
“ไงพี่อัลเบิร์ก” ผมทักพร้อมยิ้มให้ชายวัย 135 ปี (ถ้านับจริง ๆ ควรเป็ 435 ปีเพราะ เกือบ 300 ปีระหว่างการเดินทางข้ามกาแลคซี ซึ่งทุกคนถูกทำให้จำศีล) แต่ถึงแบบนั้นกษัตรของผมยังคงดูหนุ่มอยู่ หากให้เปรียบเทียบ เขาแค่ดูแก่ขึ้นจากวันที่ดื่มน้ำพุไปเพียง 5 ถึง 6 ปี
“ไม่มาเยี้ยมพี่เลยนะโทวมะ”
“ทำไงได้ละครับ งานผมก็ยุ่งพอ ๆ กับพี่อัลเบิร์กนั่นแหละ ไหนจะต้องไปบริหารเมืองนิวเกต แล้ววิ่งกลับมาทำงานเป็โปปของศาสนจักรอีเด็น”
“ฮ่า ๆ พี่ว่า งานโทวมะยุ่งกว่าพี่แล้วงั้น ของพี่ยังมีพวกมาร์ควิสพวกเอิร์ลแบ่งเบา นี่ก็สละราชสมบัติ จะได้พักผ่อนใช้ชีวิตชิลล์ ๆ เสียที”
“ดีอะ ผมว่าผมจะหาคนมารับตำแหน่งโปปแทนผมอยู่เหมือนกัน อาจันนี้บอกว่าไม่เอาเลย เห็นบอกว่าเป็คาดินอลงานสบายสุดแล้ว ผมว่าจะแอบลดขั้นตัวเองไปเป็คาดินอลแทนเหมือนกัน ดีนะว่างานาาพิเษกครั้งนี้ใช้แค่คาดินอลเป็คนแต่งตั้งคิง ไม่งั้นผมต้องเปลี่ยนชุดไปเปลี่ยนชุดมา”
“เอาอย่างนี้สิ เสร็จงานนี้พวกเราหาเวลาไปเที่ยวเมืองสยามกันดีไหม” อัลเบิร์กเสนอ
“ดีเลยพี่ ผมอยากไปกินผัดไทยกับต้มยำไก่บ้าน เคยไปลองกินฝีมือภริยาท่านกงสุล แต่ดูเหมือนฝีมือจะยังไม่ถึง”
“นายนี้ก็ปากจัดไม่เปลี่ยน”
“ใช่แล้วพี่ผมเป็คนเสมอต้นเสมอปลาย 100 ปี ก่อนเป็ยังไง อีก 100 ปีผมก็ยังเหมือนเดิม” แล้วพวกเราก็พากันหัวเราะ ไม่นานอเล็กก็เดินเข้ามาพอดี
“ไงไอ้ลูกเขย”
“พี่อัล ผมไม่ชอบเลยเวลาโดนพี่เรียกลูกเขย” มาร์ควิสอเล็กบ่นทันที
“อ่าวได้ไง แกได้เมียเป็ลูกสาวพี่”
“เห็นมะ พี่อัลยังแทนตัวว่าพี่เลย ทำไมไม่แทนว่าพ่อละ”
“เื่อะไร พี่ไม่อยากรีบแก่ แล้วมีอะไรละเข้ามา”
“พี่อัล พี่ดูเวลาด้วยสิ นี่มันใกล้เวลาราชพิธีแล้ว เมียผมสั่งให้มาตามรู้ยัง”
“โอเค พวกเราไปกันเถอะ” แล้วอัลเบิร์กก็เดินนำออกจากห้องไป
“โทวมะ คืนนี้ไปนอนค้างด้วยดิ” อเล็กกระซิบหูผม
“มึงจะมากวนอะไรกูอีกหาาา”
“กูมีเื่ปรึกษา”
“อืมเสร็จงานค่อยว่ากัน…”
โปรดติดตามตอนต่อไป…