พิธีการที่ดำเนินมาถึง่ท้ายยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อรายชื่อนักเรียนกลุ่มสุดท้ายถูกขานเรียก เหล่าอาจารย์ต่างหันมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยความพึงพอใจ
"ปีนี้ดูเหมือนจะมีนักเรียนที่อัญเชิญัระดับ S ได้มากกว่าปีผ่านๆ มาอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ" อาจารย์าุโท่านหนึ่งกล่าวพลางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
"ใช่... หลายคนน่าจับตามองมากจริงๆ พลังที่พวกเขาสะท้อนออกมานั้นเหนือชั้นเกินกว่าที่คาดไว้" อาจารย์อีกท่านเสริมด้วยน้ำเสียงชื่นชม
"แต่นี่ยังเหลือนักเรียนกลุ่มสุดท้ายที่ยังไม่ได้แสดงฝีมือ ต้องรอดูว่าพวกเขาจะสร้างความประหลาดใจได้มากแค่ไหน"
อาจารย์เวโรนิก้ากวาดสายตามองกลุ่มนักเรียนระดับหัวกะทิที่เหลืออยู่ ก่อนจะประกาศชื่อคนแรกด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
"เบลล่า... ก้าวขึ้นมา"
เบลล่าเยื้องย่างออกไปอย่างมั่นใจ เธอหลับตาลงเค้นพลังจากแกนพลังในร่างกาย ทันใดนั้น เสาศิลาแห่งธาตุไฟ ก็เปล่งแสงสว่างจ้าตอบรับพลังของเธอ
เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนขึ้น ัเพลิงระดับ S ปรากฏกายออกมาพร้อมไอความร้อนที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างสั่นไหว เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่ววิหาร เบลล่าผูกพันธสัญญาจนร่างัสลายกลายเป็ละอองแสงสีเพลิงไหลเข้าสู่ตัวเธอ
"เรน่า... ต่อไป"
เรน่าเคลื่อนกายออกไปอย่างสงบนิ่ง เธอปลดปล่อยพลังจน เสาศิลาแห่งธาตุน้ำ ส่องประกายตอบรับ
ละอองน้ำรวมตัวกันกลายเป็ัน้ำระดับ S ที่มีรูปร่างเพรียวลม เสียงชื่นชมจากเหล่าอาจารย์ดังขึ้นเมื่อเธอรับพลังพันธสัญญาเข้าสู่ข้อมืออย่างงดงาม
"แคสเซีย... เตรียมตัว"
แคสเซียขยับกายออกไปอย่างสุขุม เธอเค้นพลังจากภายในส่งผลให้ เสาศิลาแห่งธาตุพิษ สั่นะเืและเปล่งแสง
ไอพิษสีม่วงเข้มที่ปนเปไปกับประกายสีเขียวพวยพุ่งออกมาปกคลุมไปทั่วร่างก่อนที่ัพิษระดับ S จะปรากฏกายขึ้นพร้อมแรงกดดันมหาศาล เสียงฮือฮาดังขึ้นกว่าครั้งไหนๆ แคสเซียผูกพันธสัญญาด้วยความเรียบเฉยทิ้งไว้เพียงความรู้สึกน่าเกรงขามจากออร่าไอพิษที่ลอยตลบอบอวลอยู่ในโถง
ในเวลาไล่เลี่ยกัน วิเวียนและลูซี่ก็ผลัดกันออกมาทำหน้าที่ของตน ทั้งคู่ต่างใช้ เสาศิลาแห่งธาตุน้ำและธาตุพืช เรียกัระดับ S ออกมาได้อย่างราบรื่น ออร่าสีครามและเถาวัลย์สีมรกตที่ปรากฏขึ้นเป็เครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการผูกพันธสัญญา ทั้งคู่ผละจากลานพิธีด้วยความโล่งใจก่อนจะกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
"สกาย... ก้าวขึ้นมา"
สกายเรียกัสายฟ้าระดับ S ออกมาผ่านการตอบรับของ เสาศิลาแห่งธาตุสายฟ้า เสียงเปรี้ยงปร้างกึกก้องไปทั่ววิหารเมื่อัประจุไฟฟ้าสีทองปรากฏตัว สกายยืนรับพันธสัญญาอย่างมั่นคงท่ามกลางแสงสายฟ้าที่สว่างวาบไปทั่วโถง สร้างความฮือฮาให้แก่นักเรียนที่เฝ้ามองอย่างไม่ขาดสาย
"ไอวี่... ต่อไป"
สุดท้ายคือไอวี่ เธอเค้นพลังจากส่วนลึกจน เสาศิลาแห่งธาตุไม้และธาตุพิษที่ตั้งตระหง่านอยู่เคียงกันเริ่มสั่นะเืและส่องประกายสอดประสานกันอย่างรุนแรง
แสงสีเขียวมรกตผสมผสานกับไอสีม่วงเข้มพวยพุ่งขึ้นสู่เพดาน ัพืชพิษระดับ S ปรากฏกายออกมาด้วยลักษณะใบไม้สีม่วงเข้มแซมเกล็ดเขียวสด ออร่าที่ปลดปล่อยเป็การผสมผสานระหว่างความสดชื่นและความน่าเกรงขาม ไอวี่ผูกพันธสัญญาด้วยท่าทีที่สง่างาม ก่อนจะผละจากลานพิธีกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือและคำชื่นชม
จังหวะที่ไอวี่ผูกพันธสัญญาเสร็จสิ้นและเดินกลับมายังกลุ่ม เสียงซุบซิบชื่นชมยังคงดังไม่ขาดสาย ทว่าบรรยากาศกลับดูตึงเครียดขึ้นเมื่อสายตาของวิเวียนและลูซี่จับจ้องมาที่กลุ่มของเซเลสด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
ก่อนที่เบลล่าจะก้าวออกมาจากมุมมืดของแถวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันที่จงใจให้ได้ยินกันทั่ว
"ก็ไม่คิดหรอกนะว่าพวกเธอจะมีสติปัญญาอัญเชิญัระดับ S ได้ขนาดนี้... แต่ก็นะ" เธอเว้น่ทิ้งท้ายด้วยท่าทีเหยียดหยาม "ของจริงมันต้องดูกันที่หลังจากนี้ต่างหาก"
คำพูดเหน็บแนมที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางพิธีการทำให้เสียงซุบซิบในวิหารเงียบกริบลงทันที อาจารย์เวโรนิก้าที่ยืนคุมพิธีอยู่ถึงกับขมวดคิ้วแน่น พลางตวัดสายตามองมายังกลุ่มนักเรียนด้วยแววตาตำหนิ
"นักเรียนทุกคน... อยู่ในความสงบ"
เสียงประกาศที่ทรงพลังทำเอาเบลล่าที่กำลังจะกล่าวอะไรต่อต้องชะงักไป เธอทำหน้ามุ่ยด้วยความขัดใจและบึ้งตึงใส่ไอวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อย่างจงใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหันกลับไปอีกฝั่งด้วยความไม่พอใจ
ความเงียบเข้าปกคลุมวิหารอีกครั้งอย่างสมบูรณ์ บรรยากาศที่เคยอื้ออึงบัดนี้เหลือเพียงความกดดันที่รอคอยการปรากฏตัวของนักเรียนคนสุดท้าย
"เซเลส... ก้าวขึ้นมา"
เซเลสสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวออกไปยังตำแหน่งศูนย์กลางของลานพิธี ทันทีที่เธอเริ่มเค้นพลังจากแกนกลางร่างกาย เสาศิลาแห่งธาตุไฟก็สั่นะเือย่างรุนแรงและเปล่งแสงสว่างจ้าตอบรับพลังของเธอ
ทว่าสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนไม่ใช่แค่เปลวเพลิงสีแดงฉานแบบปกติ แต่กลับมีละอองเปลวไฟสีน้ำเงินฟ้าสว่างไสวปะปนอยู่ราวกับเศษเสี้ยวของมิติที่แตกกระจายตัว ละอองไฟสีน้ำเงินฟ้านั้นหมุนวนไปพร้อมกับเพลิงสีแดง เกิดเป็ปรากฏการณ์ออร่าที่สวยงามทว่าแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด
เสียงฮือฮาของเหล่าอาจารย์ดังสนั่นยิ่งกว่าตอนที่วานอัญเชิญัน้ำแข็งเสียอีก อาจารย์หลายท่านลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง
"นั่นมันธาตุไฟ... แต่นั่นมันสีอะไรกัน? ทำไมถึงมีพลังสีน้ำเงินฟ้าปะปนอยู่ในเปลวเพลิงได้?" อาจารย์าุโพึมพำด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ขณะที่อาจารย์เวโรนิก้าจ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไม่สามารถปิดบังความประหลาดใจเอาไว้ได้
เหล่าอาจารย์ที่จับจ้องอยู่ต่างหน้าถอดสี พวกเขาหันมาสบตากันด้วยความใอย่างเห็นได้ชัด
"พลังรุนแรงขนาดนี้... หรือว่าจะเป็ัระดับตำนานที่พวกเราไม่ได้พบเห็นมานานหลายศตวรรษ?" อาจารย์ท่านหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ต้องใช่แน่ๆ! แรงกดดันนี้มันเหนือกว่าของวานหลายเท่าตัว ถ้าไม่ใช่ัระดับสูงเหนือชั้นกว่าระดับ S ทั่วไป ก็คงเป็ัในตำนานที่ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณเท่านั้น!" อาจารย์อีกท่านเสริมด้วยความคาดหวังที่พุ่งสูงถึงขีดสุด
ทันใดนั้น พื้นวิหารก็สั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะถล่มลงมา เสาศิลาเวทมนตร์ทั้ง 8 ต้นส่งเสียงกัมปนาทเสียดแทงแก้วหู ราวกับว่าพลังที่เซเลสปลดปล่อยออกมานั้นหนักหน่วงเกินกว่าที่สถานที่นี้จะต้านทานไหว พลังงานในวิหารปั่นป่วนจนมองเห็นเป็คลื่นอากาศบิดเบี้ยว ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกลั้นหายใจรอคอยการปรากฏตัวของั... กลับไม่มีัตนใดปรากฏออกมา
ละอองไฟสีน้ำเงินแดงที่ควรจะรวมตัวกันเป็รูปร่างกลับสลายกลายเป็เพียงเศษฝุ่นแสงที่เลือนหายไปในอากาศ ความเงียบงันกลับมาครอบคลุมวิหารอีกครั้งทิ้งไว้เพียงความงุนงงและหวาดหวั่น
จากมุมที่เบล่ายืนอยู่ เสียงของเธอดังแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน
"พลังมหาศาลอย่างกับจะผ่าวิหารให้แตกเป็เสี่ยงๆ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็เพียงพลังว่างเปล่า ไม่มีัตัวไหนยอมรับ... น่าสมเพชนัก"
เหล่านักเรียนและอาจารย์ต่างมองหน้ากันด้วยความใและตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พลังมหาศาลขนาดนั้นถูกปล่อยออกมาอย่างชัดเจน แต่ทำไมพิธีอัญเชิญถึงได้ล้มเหลวโดยไร้ซึ่งเงาของั?
ความตื่นตระหนกพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในวิหาร อาจารย์แต่ละท่านต่างหันมาปรึกษาหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บ้างก็กุมขมับ บ้างก็จ้องมองไปยังจุดที่เซเลสยืนอยู่ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น... พลังของเด็กคนนี้มันรุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนที่วานอัญเชิญัน้ำแข็งเสียอีก!" อาจารย์ท่านหนึ่งอุทานออกมาด้วยความใ
"แต่นั่นัล่ะ? พลังงานที่ตอบสนองเสาศิลาถึงขนาดสั่นะเืวิหารได้ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีัตอบรับพันธสัญญาเลยแม้แต่ตนเดียว!"
ทางด้านบรรดานักเรียนต่างก็พากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินี้อย่างดุเดือด เสียงวิจารณ์ดังระงมไปทั่ว ทว่าในขณะที่คนอื่นกำลังใกับความล้มเหลว แคสเซียกลับยืนนิ่งสนิท ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังเซเลสด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็สายตาที่อ่านไม่ออกแต่จ้องมองด้วยความจริงจังอย่างที่สุด
ภาพเปลวเพลิงสีแดงที่ปนเปื้อนด้วยละอองสีน้ำเงินฟ้าเบื้องหน้า ทำให้ความทรงจำบางอย่างจากคำบอกเล่าของปู่หวนกลับมาในความคิดของเธออีกครั้ง ความสงสัยในตัวเซเลสพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เซเลสที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่หันไปตอบโต้ เธอเพียงแค่กำหมัดแน่น พลังสีน้ำเงินฟ้าที่ยังคงหลงเหลืออยู่รอบกายสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบเ่าั้ แต่สายตาของเธอจ้องตรงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม
ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธจากเหล่าัไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัว กลับกัน... มันดูเหมือนจะเป็เพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ไม่มีใครในที่นี้คาดคิดถึงมาก่อน