25 เข้าเฝ้าฮ่องเต้
เด็กชายวัยสิบขวบตะโกนบอกพ่อกับแม่ของตน ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาเสียมหลอหลงด้วยความดีใจ พร้อมทั้งจูงมือชายหนุ่มไปยังโต๊ะที่พ่อแม่และท่านลุงเจ้าหลงนั่งอยู่ “ อาเต๊า เจ้าดีใจที่เห็นท่านอาหลง มากกว่าเวลาเห็นพ่อกับแม่แท้ ๆ ของเจ้าซะอีกนะนี่” เจ้าหลงเอ่ยแซวหลานชายอย่างอารมณ์ดี โดยเมื่อครู่เขาเพิ่งจะพาอาเต๊ากลับมาส่งที่โรงเตี๊ยม หลังจากที่จางหู่และฮูหยินพาเด็กชายไปฝากไว้กับเขาเมื่อเช้า “ น้องหลง เถ้าแก่จาง ฮูหยินจาง ข้ามารบกวนเวลาของพวกท่านหรือเปล่า?” มีเสียงทักดังขึ้นมาตรงหน้าประตู เป็นหลี่ปู้ฉินนั่นเองที่เดินเข้ามาทักทายเสียมหลอหลงด้วยความยินดีที่ได้เจอตัวอีกฝ่าย “ พี่คิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้าเสียแล้วน้องหลง พี่แวะมาบอกข่าวดีกับเจ้า เถ้าแก่เว่ยร้านผ้าที่อยู่ข้าง ๆ โรงเตี๊ยมของเรา ตกลงใจที่จะร่วมเป็นพันธมิตรการค้ากับเราด้วยความยินดี” เถ้าแก่หลี่ร้านเครื่องประดับที่อยู่ติดกับโรงเตี๊ยมบอกข่าวดีกับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจที่ตนเองสามารถบรรลุภารกิจที่น้องชายร้องขอ “ นับว่าเป็นข่าวดีมาก ๆ ขอบคุณพี่หลี่ที่ทำให้แผนการขยายกิจการของเราก้าวหน้าและสำเร็จไปอีกขั้น ท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ พี่หลี่ อ้อ แล้วอาซ้อไปไหนล่ะขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยชมอีกฝ่ายพร้อมกับถามถึงอาซ้อที่วันนี้ไม่เห็นมากับสามีของนาง ก่อนที่หลี่ปู้ฉินจะตอบว่านางเป็นธุระไปจ้างคนป่าวประกาศเรื่องถุงนำโชคที่จะวางขายในสัปดาห์ข้างหน้า รวมทั้งสินค้าใหม่ ๆ ที่จะนำมาให้ทุกคนได้ทดลองชิมทดลองใช้อีกด้วย จากนั้นอาหลงจึงเล่าเรื่องที่ตนไปคุยกับท่านม่อเทียนแห่งสำนักม่อจื่อมา เพื่อตกลงการค้าเรื่องถุงนำโชค ซึ่งหลังจากได้ฟังรายละเอียดทั้งหมด เถ้าแก่หลี่ถึงกับทึ่งในความสามารถของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นยิ่งนัก “ ถุงนำโชคที่ปักคำว่า เฮง เฮง เฮง ที่ผ่านพิธีการปลุกเสกของท่านม่อเทียน โดยนำเครื่องประดับที่ค้างสต็อคในร้านของเรา ซึ่งไม่มีราคาค่างวดเท่าไหร่ กลับเพิ่มมูลค่าสูงถึง 4 ตำลึง นอกจากนั้นเจ้ายังเสกเสื้อเก่า ๆ ของท่านม่อเทียนเพียงหนึ่งตัวให้มีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นตำลึง เจ้าช่างเป็นเทพเจ้าด้านการค้าจริง ๆ น้องชายข้า” หลี่ปู้ฉินเอ่ยชมชายหนุ่มจากใจจริง ก่อนที่เขาจะคำนวณได้คร่าว ๆ ว่าพวกตนจะทำกำไรจากถุงนำโชคครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ตำลึงแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่ทำกำไรหลายหมื่นตำลึงในเวลาแค่สัปดาห์เดียว “ พี่หลี่ ท่านอย่าลืมบอกอาซ้อให้ประกาศเรื่องถุงนำโชคของท่านม่อเทียนจำนวนแค่หนึ่งหมื่นใบเท่านั้น รวมถึงถุงนำโชครุ่นพิเศษ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่เหลืออีกเพียงแค่ 4 ใบเท่านั้น ใครอยากได้ถุงนำโชคสามารถมาสั่งจองล่วงหน้า พร้อมจ่ายมัดจำจำนวน 2 ตำลึงได้ที่ร้านเครื่องประดับของเรา ใครจองก่อนก็มีสิทธิ์ก่อน ถุงนำโชคหมดแล้วหมดเลย ท่านม่อเทียนจะไม่ผลิตเพิ่ม” อาหลงเอ่ยย้ำกับอีกฝ่าย ก่อนที่หลี่ปู้ฉินจะรับคำด้วยความยินดี จากนั้นจึงขอตัวไปดำเนินการธุระตามที่เสียมหลอหลงร้องขอในทันที “ อ้อ ข้าเกือบลืมไป อาหลง ใต้เท้าหลิวมารอพบเจ้าได้ครู่ใหญ่แล้ว ท่านคงจะมีธุระสำคัญ ตอนนี้ท่านรอเจ้าอยู่ที่โต๊ะรับแขกในสวนด้านหลัง เจ้ารีบไปพบท่านเถอะ” ฮูหยินจางเป็นคนเอ่ยขึ้น พร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายรีบไปพบท่านเจ้าเมือง โดยนางยังไม่ลืมที่จะบอกอีกฝ่ายว่า เมื่อเช้าอาห่าวแวะมาที่โรงเตี๊ยมเพื่อแจ้งข่าวว่าวันพรุ่งนี้เขาก็จะเสร็จธุระพิธีศพของท่านตาของแม่นางเหลียนเอ๋อ และจะกลับมาทำงานตามปรกติ ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในสวนหลังโรงเตี๊ยมทันที โดยบรรยากาศในสวนช่างร่มรื่นและเย็นสบาย เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ รวมทั้งยังมีบ่อปลาขนาดใหญ่ สร้างความเบิกบานแก่ผู้ที่ได้ชมเป็นยิ่งนัก “ พี่หลิว ขออภัยที่ปล่อยให้ท่านต้องรอนาน ข้าไม่รู้ว่าท่านจะมา มิเช่นนั้นข้า.....” อาหลงเอ่ยขออภัยอีกฝ่าย ในขณะที่ใต้เท้าหลิวบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขาก็เพิ่งจะมาถึงเมื่อสักครู่นี่เอง ก่อนที่เสียมหลอหลงจะเอ่ยถามใต้เท้าหลิวว่ามีสิ่งใดให้ตนรับใช้ ก็สั่งการมาได้เลย “ เจ้ากล่าวหนักไปแล้วน้องชาย พี่มาเพื่อแจ้งข่าวดีกับเจ้า” ท่านเจ้าเมืองเอ่ยอธิบายไขข้อข้องใจต่ออีกผ่าย ก่อนจะล้วงป้ายประจำตำแหน่งกุนซือของเจ้าเมืองที่ทำจากหยกชั้นดีส่งให้กับชายหนุ่ม ซึ่งหลังจากรับมา อาหลงก็ลองอ่านข้อความที่สลักในป้ายหยกซึ่งเขียนไว้ว่า “ เสียมหลอหลง ที่ปรึกษาเจ้าเมืองเทียนหยาง” “ น้องหลง ข้ารอเจ้าอยู่เป็นเวลานานแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ” “ ท่านจะพาข้าไปไหนพี่หลิว ข้ายังจะต้องเปิดร้านที่ปรึกษาพยากรณ์ของข้าอีกนะ เอาไว้วันหลังค่อยไปได้ไหมขอรับใต้เท้าเจ้าเมือง” อาหลงเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ดูร้อนรนนัก ผิดกับนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนเยือกเย็นและสุขุม “ ไม่ได้ท่านกุนซือ ท่านต้องไปกับข้าเดี๋ยวนี้เลย ช้าไม่ได้เป็นอันขาด” ใต้เท้าหลิวเอ่ยตอบด้วยความร้อนใจ ยิ่งทำให้ชายหนุ่มสงสัยมากขึ้นจนแทบอยากจะใช้วิชาอ่านใจพี่หลิวของตนว่าเพราะอะไรถึงได้เป็นเช่นนี้ แต่เขาก็ต้องห้ามใจเอาไว้ เพราะต้องเก็บเอาไว้อ่านใจลูกค้าที่จะมารับคำปรึกษากับเขาแทน “ แล้วลูกค้าของข้าล่ะท่านพี่หลิว ข้าเพิ่งจะเปิดร้านได้แค่วันเดียว ข้าไม่อยากปิดร้าน เผื่อมีคนที่เขาต้องการคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากข้า” “ เอาน่าน้องชาย ถือว่าวันนี้มีคนเหมาขอคำปรึกษาทั้ง 3 รอบจากเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าหลิวเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างมีลับลมคมใน ก่อนที่อาหลงจะบอกว่าเขาอยากช่วยคนธรรมดา 3 คนให้ผ่านพ้นปัญหา มากกว่าช่วยเศรษฐีใหญ่ หรือคนใหญ่คนโตแค่คนเดียว “ น้องหลง ถ้าเจ้ายอมช่วยคนผู้นี้ เท่ากับเจ้าจะได้ช่วยคนทั้งแผ่นดินเชียวนะ” “ ตอนนี้ข้าก็กำลังช่วยงานท่านอยู่มิใช่หรือ ใต้เท้าหลิว?” อาหลงกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยความสนิทสนม ก่อนที่ท่านเจ้าเมืองจะส่ายหัวเบา ๆ อย่างอ่อนใจพร้อมทั้งกล่าวกับอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู “ เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงใคร แต่เจ้าก็ยังเฉไฉอยู่อีก เอาล่ะ เรารีบไปกันเถอะ” หลิวว่านซานเอ่ยตัดบท ก่อนจะฉุดมืออีกฝ่ายกระชากลากถูขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าโรงเตี๊ยม พร้อมกับสั่งให้คนขับรีบออกรถทันที “ การประชุมเมื่อเช้าเป็นอย่างไรบ้างพี่หลิว ราบรื่นดีใช่หรือไม่?” ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกฝ่าย ในขณะที่รถม้ากำลังวิ่งไปบนท้องถนน ทางด้านใต้เท้าหลิวทำท่าครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้า “ ใช่แล้วน้องชาย ช่วงแรก ๆ ทั้งสองเกิดโต้เถียงกันใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งเกือบจะทรงสั่งให้เลิกประชุมอยู่แล้วมะรอมมะร่อ จนกระทั่งข้ากระแอมออกมา ทำให้ฝ่าบาทสังเกตเห็น และทรงเอ่ยถามความเห็นข้าอย่างไม่ได้ทรงคาดหวังอะไร” หลิวว่านซานเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในท้องพระโรงให้กุนซือหนุ่มฟังด้วยความภาคภูมิใจ เพราะปรกติเวลาประชุมทุกครั้ง เขาแทบจะไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ เลย “ แล้วพี่หลิวทรงกราบทูลฝ่าบาทเช่นไร?” “ ข้าก็กราบทูลตามที่เจ้าแนะนำ คือทูลว่าพระองค์ทรงลืมไปแล้วเหรอฝ่าบาท ที่พระองค์ตรัสกับหม่อมฉันวันก่อนว่าพระองค์จะแยกการสอบระหว่างฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก เพียงเท่านั้นพระองค์ก็โสมนัสเสมือนมีผู้ชี้ทางสว่างให้กับพระองค์” เจ้าเมืองเทียนหยางเอ่ยถึงตรงนี้ก็หยุดนึกทบทวนสักครู่ ก่อนจะเล่าเรื่องราวให้อีกฝ่ายฟังต่อด้วยสีหน้าที่ปลื้มปิติอย่างที่สุดว่า จากนั้นพระองค์ทรงตรัสในที่ประชุมว่า พระองค์ตัดสินใจที่จะทำการแยกการสอบระหว่างฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก ก่อนที่ขุนนางฝ่ายตะวันออกจะดาหน้าออกมาทูลคัดค้านกันยกใหญ่ โดยบอกว่าไม่เป็นธรรม เพราะฝ่ายตนเคยสอบได้เป็นบัณฑิตที่สัดส่วน 9 ใน 10 แต่จะให้ลดเหลือแค่ 5 ส่วนถือว่าฝ่ายตะวันตกเป็นฝ่ายชุบมือเปิบ เพราะทุกปีฝ่ายตะวันตกมีบัณฑิตที่สอบได้เพียงแค่ 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้น แถมกรรมการคุมสอบของฝ่ายตะวันตกก็จะมาจากขุนนางฝ่ายตะวันตกเองทั้งหมด ทางด้านฝ่ายตะวันตกกลับนิ่งเงียบไม่โต้แย้ง เพราะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ จนสุดท้ายฝ่าบาทหันมาหาข้าเสมือนต้องการให้ข้าเป็นผู้ให้ตอบแทนพระองค์ ข้าจึงบอกต่อทุกคนว่าพระองค์มีดำริที่ให้ฝ่ายตะวันออกและฝ่ายตะวันตกมีบัณฑิตได้ที่สัดส่วน 7 ต่อ 3 ส่วน กล่าวคือฝ่ายตะวันออกได้ 7 ส่วนเพราะทุกปีสอบได้มากกว่า ส่วนฝ่ายตะวันตกได้ไป 3 ส่วนเพราะสอบได้ค่อนข้างน้อยมาก แต่ก็ถือว่าได้บัณฑิตเพิ่มขึ้นเป็นสามส่วนเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับ และตกลงตามที่ฝ่าบาททรงเสนอแนะในที่สุด “ ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยด้วยดี ท่านจะให้ข้าเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยเหตุใดพี่หลิว?” อาหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่ใต้เท้าหลิวจะสารภาพตามตรงว่า หลังจากประชุมเสร็จ ฝ่าบาทเรียกเขาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว และขอบใจที่เขาช่วยคลี่คลายปัญหาและความขัดแย้งครั้งนี้ลงไปได้ด้วยดี จากนั้นฝ่าบาททรงถามว่าความคิดนี้เป็นความคิดของเขาเองใช่หรือไม่ เขาจึงทูลความจริงต่อพระองค์ว่าคนที่เป็นเจ้าของทางออกที่ยอดเยี่ยมนี้ก็คือเสียมหลอหลงที่เป็นที่ปรึกษาของเขาเอง จากนั้นฝ่าบาทเกิดสนพระทัย อยากจะพบและรู้จักกับที่ปรึกษาที่ทรงปัญญาผู้นี้ “ นี่จึงเป็นที่มาที่ว่า ทำไมข้าถึงต้องรีบพาเจ้าเข้าเฝ้าโดยด่วน” เจ้าเมืองเทียนหยางเอ่ยสรุปในตอนท้าย ก่อนจะพูดกระตุ้นความสนใจของอีกฝ่ายด้วยการบอกกับเขาว่า ในการเข้าเฝ้าฝ่าบาทครั้งนี้ เขาอาจจะได้เจอกับองค์หญิงห้า ต้วนอี้เฟย ก็เป็นได้ เมื่อได้ยินดังนั้น อาหลงก็มีอาการกระตือรือร้นขึ้นมาจริง ๆ ดังที่ใต้เท้าหลิวคาดไว้ เพราะเขาอยากจะพบกับองค์หญิงห้า เพื่อดูว่านางเป็นคนเช่นไร คู่ควรที่เขาจะให้การสนับสนุนหรือไม่? “ ท่านคงไม่ได้หลอกให้ข้าดีใจใช่มั้ยพี่หลิว?” ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะทำท่าครุ่นคิดสักพัก จากนั้นจึงกล่าวตอบคำถามของอาหลง “ ข้าไม่ได้หลอกเจ้า เพราะส่วนใหญ่จะมีเหล่าบรรดาองค์หญิงสลับกันอยู่คอยถวายการปรนนิบัติพระบิดา เพียงแต่ข้าไม่แน่ใจว่าวันนี้จะเป็นองค์หญิงองค์ใดที่เข้าถวายการดูแล” หลิวว่านซานอธิบายความจริงให้อีกฝ่ายฟังอย่างไม่ปิดบัง ก่อนที่จู่ ๆ ใต้เท้าหลิวจะเอ่ยถามชายหนุ่มตรง ๆ จนเขาถึงกับตั้งตัวไม่ทัน “ น้องหลง พี่ถามเจ้าตรง ๆ เจ้าคิดอย่างไรกับชิงเอ๋อ?” อาหลงถึงกับอึ้ง เมื่ออีกฝ่ายถามคำถามนี้ขึ้นมา แต่ก่อนที่เขาจะตอบคำถาม อีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ พี่รู้ว่าเป้าหมายและปณิธานในชีวิตของเจ้านั้นยิ่งใหญ่ ยากนักที่หญิงสาวอ่อนแอและบอบบางอย่างชิงเอ๋อจะเดินเคียงคู่ไปกับเจ้าได้ สำหรับเจ้าแล้ว การเป็นราชบุตรเขยคือสิ่งที่เหมาะสมและคู่ควรกับเจ้าที่สุดแล้ว” หลิวว่านซานเอ่ยอย่างเข้าใจและยอมรับความจริง เพียงแต่เขายังไม่อยากให้บุตรีสุดที่รักของตนต้องมาผิดหวังและเสียใจเพราะความรักเร็วเกินไป “ พี่หลิว จริง ๆ แล้วข้าประทับใจในความกตัญญู จิตใจที่ดีงาม และความน่ารักสดใสของนาง เพียงแต่ข้าเกรงว่าสิ่งที่นางรู้สึกอาจจะไม่ใช่ความรัก หากแต่เป็นความรู้สึกชื่นชมในตัวข้ามากกว่า แต่อีกไม่นาน ข้าเชื่อว่านางจะได้เจอคนที่นางรักจริง ๆ” อาหลงเอ่ยพร้อมกับระลึกถึงวันที่เขาได้พบกับนางครั้งแรกในคราบของขอทานหนุ่มน้อย ซึ่งเขารู้สึกชื่นชอบและประทับใจในตัวนางไม่แพ้ฉินอี้เซียนเลยทีเดียว “ เอาเถอะ พี่แค่หวังว่าเจ้าจะถนอมน้ำใจนาง และไม่ทำให้นางต้องเสียใจเร็วเกินไป ขอเวลาให้นางได้ปรับตัวและทำใจหน่อยแล้วกัน” เจ้าเมืองเทียนหยางร้องขอต่ออีกฝ่าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่ลำบากใจและสับสนในตนเองเช่นกัน ว่าจริง ๆ แล้วตนเองรู้สึกกับสาวน้อยคนนี้เช่นไรกันแน่? “ เอาล่ะ ท่านกุนซือ ตอนนี้เราเข้ามาถึงหน้าวังหลวงแล้ว เจ้าอย่าลืมที่ข้าแนะนำเจ้าตอนอยู่บนรถม้าแล้วกัน” ใต้เท้าหลิวเอ่ยทีเล่นทีจริงกับอีกฝ่าย ซึ่งเป็นทั้งน้องชาย กุนซือ รวมทั้งอยากให้เป็นลูกเขยในอนาคตอีกด้วย หลังจากที่ทั้งคู่ลงจากรถม้า และเดินผ่านด่านตรวจของราชองครักษ์เข้าไปในวังหลวง เพื่อเตรียมตัวรอเข้าเฝ้า “ ข้าทราบดีขอรับใต้เท้า ท่านย้ำกับข้าเป็นรอบที่ห้าแล้วขอรับ” อาหลงเอ่ยแซวอีกฝ่ายกลับ ก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินตามหลู่กงกงไปที่ห้องรับรอง เพื่อรอเบิกตัวเข้าเฝ้า “ กงกง ไม่ทราบวันนี้เป็นหน้าที่ขององค์หญิงองค์ใดที่ถวายการดูแลฝ่าบาท?” ท่านเจ้าเมืองเอ่ยถามหลู่กงกง พร้อมทั้งยื่นสินน้ำใจตามธรรมเนียมใส่มือขันทีคนสนิทขององค์ฮ่องเต้ ซึ่งขันทีผู้นี้ถือว่าเป็นขันทีที่มีความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ เพราะถวายการรับใช้มาตั้งแต่ทรงเป็นองค์รัชทายาท ต่างจากขันทีคนอื่น ๆ ที่เป็นกังฉินคอยยุยงฝ่าบาทให้ลุ่มหลงสุรา นารีจนละเลยราชกิจ “ ใต้เท้าหลิว วันนี้เป็นองค์หญิงใหญ่คอยถวายการดูแลฝ่าบาท คุณชายท่านนี้คงจะเป็นคุณชายเสียมหลอใช่หรือไม่ ช่างดูองอาจ สง่า สมกับที่เป็นที่ปรึกษาของใต้เท้า รวมทั้งยังได้รับการสนพระทัยจากฝ่าบาทอีกด้วย ยินดีด้วย ๆ” หลู่กงกงตอบคำถามของอีกฝ่าย พร้อมทั้งเอ่ยชมชายหนุ่มที่เดินตามหลังมา ก่อนจะเก็บถุงน้ำใจเข้าอกเสื้อตนเอง จากนั้นจึงบอกให้คนทั้งคู่รอด้านนอกสักครู่ ตนเองจะเข้าไปกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบว่าทั้งคู่มาถึงแล้ว “ ใต้เท้าหลิวกับเสียมหลอหลงมาแล้วรึ เบิกตัวพวกเขาเข้ามา ฟางเอ๋อ เจ้าหลบไปอยู่หลังม่านนั่นก่อน รอพ่อให้สัญญาณเจ้าค่อยออกมา” องค์หยางไท่จง ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหยางรับสั่งต่อขันทีคู่พระทัย พร้อมทั้งรับสั่งให้องค์หญิงใหญ่ ต้วนถิงฟาง เข้าไปหลบหลังม่านเสียก่อน รอให้มีรับสั่งแล้วค่อยเสด็จออกมา “ เบิกตัวเจ้าเมืองเทียนหยาง หลิวว่านซานเข้าเฝ้า เบิกตัวที่ปรึกษาเจ้าเมืองเทียนหยาง เสียมหลอหลงเข้าเฝ้า” หลู่กงกงประกาศเบิกตัวคนทั้งสองให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ ก่อนที่ใต้เท้าหลิวและเสียมหลอหลงจะเดินเข้าไปยังห้องทรงงาน จากนั้นจึงคุกเข่าคำนับถวายพระพรองค์ฮ่องเต้ “ กระหม่อมหลิวว่านซาน” “ กระหม่อมเสียมหลอหลง” “ ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” ทั้งสองเอ่ยถวายพระพรพร้อมกัน ก่อนที่จะทรงมีรับสั่งให้ทั้งคู่ลุกขึ้น โดยที่อาหลงมีความรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่ตน “ พวกท่านทั้งสองตามสบาย” “ ขอบพระทัยฝ่าบาท เป็นพระกรุณา” “ เสียมหลอหลง ท่านใช่มั้ย ที่เป็นคนคิดแผนแยกการสอบให้กับใต้เท้าหลิว?” ..............................................................................................................................คุยกันหลังฉาก ......มาแล้วนะครับ ตอนที่ 25 ตามสัญญาภายในวันนี้ ไรท์ตั้งใจเขียน เพราะมีคนตั้งใจรออ่าน เรื่องราวกำลังเข้มข้นเลยทีเดียว เพราะอาหลงของเรากำลังได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหยาง และกำลังจะได้เจอกับองค์หญิงใหญ่ ต้วนถิงฟางอีกด้วย ส่วนเนื้อหาตอนต่อไปจะเป็นเช่นไร ติดตามอ่านต่อในตอนต่อไปได้เลยครับ ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านอย่างเหนียวแน่น รวมทั้งคอยคอมเม้นท์ให้กำลังใจและกระตุ้นไรท์ให้มีแรงเขียนนิยายต่อ ไม่ว่าจะเป็นคุณ Linda 30466 , คุณ ladyppam , คุณ Monazeza ,คุณ reader 000 , คุณ Chyachanthlakh2511 และท่านอื่น ๆ ที่ไรท์ไม่ได้เอ่ยถึง รวมทั้งทุกท่านที่ตามอ่าน ถึงแม้ยังไม่ได้มาคอมเม้นท์ ขอบคุณจริง ๆ ครับ ..................................................................................................................................... สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต“ ผู้ที่ยอมแพ้ไม่เคยชนะ ส่วนผู้ที่ชนะอย่างข้า ไม่เคยยอมแพ้”