แสงสีส้มของอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องไปยังรันเวย์ของสนามบินนานาชาติคลูจเกิดเป็ประกายระยิบระยับทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา ที่ปลายทางปรากฏเงาของเครื่องบินเจ็ตขนาดกลางสีเงินที่กำลังแลนดิ้งลงสู่พื้นดินอย่างนิ่มนวลท่ามกลางพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า
ตัวเครื่องค่อยๆ เคลื่อนตัวมาตามจุดสัญญาณไฟบนรันเวย์และมาหยุดอยู่บริเวณจุดจอดเครื่องส่วนตัวที่ตอนนี้เต็มไปด้วยบรรดานักข่าวและตากล้องที่ยืนมุงกันโดยบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำ 6 คน กำลังขวางพวกเขากับเครื่องเจ็ตไว้
“สวัสดีค่ะท่านผู้ชม ดิฉันรายงานสดจากสนามบินนานาชาติคลูจที่ซึ่งกำลังจะมีการมาเยือนของ ‘เฮ็กซ์ ดรากูลา’ ทายาทอดีตบริษัทอาวุธั์ใหญ่ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็บริษัทรักษาความปลอดภัยภายใต้ชื่อ ‘Hex enterprise’ ซึ่งนี่เป็การมาเยือนครั้งแรกหลังจากเหตุโศกนาฏกรรมะเืขวัญเมื่อ 14 ปีก่อนที่ยังคงเป็ที่หวาดกลัวกันจนถึงปัจจุบันเนื่องจากยังไม่สามารถจับผู้กระทำผิดได้”
ปื้ดดด!
เสียงประตูไฮโดรลิกของเครื่องบินเปิดออกดึงดูดกล้องนับ 10 ตัว ให้จับภาพไปทางเดียวกันพร้อมทั้งเสียงเจื้อยแจ้วจากผู้สื่อข่าวที่กำลังรายงานสถานการณ์และแสงจากชัตเตอร์มากมาย
บอดี้การ์ดต่างรีบเข้ามาเพื่อคุ้มกันเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวออกมาจากเครื่องบิน
เด็กหนุ่มผมสีเงินในทรงทูบล็อกที่ดูลับกันดีกับใบหน้าเรียวและจมูกที่โด่งได้รูป ริมฝีปากบางเรียวที่ประดับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นยิ่งช่วยขับเน้นดวงตาสีฟ้าให้ดูน่าหลงใหล
แม้เด็กหนุ่มจะมีผิวที่ดูซีดจนน่าใแต่ด้วยส่วนสูงราว 165 ซม. และรูปร่างที่ดูสมส่วนในชุดเสื้อยืดขาวทับด้วยแจ๊คเก็ตสีดำ กางเกงยีนทรงเดปและรองเท้าหนังสีน้ำตาล คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็เด็กหนุ่มที่หล่อเหลาเลยทีเดียว
“เขาลงมาแล้ว!”
“จริงมั้ยครับที่มีข่าวว่าบริษัท Hex enterprise กำลังซุ่มพัฒนาอาวุธให้ทางกองทัพ”
“คุณคิดยังไงกับเหตุโศกนาฏกรรมะเืขวัญเมื่อ 14 ปีก่อนค่ะ”
“การมาครั้งนี้เป็สัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือเปล่าคะ”
คำถามมากมายดังขึ้นจากผู้สื่อข่าวที่กำลังล้อมตัวดันเข้ามาหาเด็กหนุ่มแต่ถูกขัดขวางไว้ได้โดยเหล่าบอดี้การ์ด ที่กำลังพาเด็กหนุ่มฝ่าฝูงชนเพื่อขึ้นไปยังรถลีมูซีนสีดำซึ่งจอดรออยู่
“ออกรถเลยครับ”
“ได้ครับคุณเฮ็กซ์”
สิ้นประโยครถก็ออกตัวไปจากสนามบินอย่างรวดเร็วทิ้งให้เหล่าผู้สื่อข่าวและตากล้องมากมายยืนตาละห้อยอยู่บนรันเวย์
ภายในรถลีมูซีนถูกตกแต่งอย่างหรูหราด้วยชุดเครื่องเสียงและไฟสีนวลตา ตอนกลางของรถมีโซฟาตัวใหญ่ ทีวีจอแบน และบาร์ที่เต็มไปด้วยขนมกับน้ำอัดลม โซนคนขับถูกแบ่งออกจากโซนผู้โดยสารโดยกระจกนิรภัยหนาพิเศษ
“การเดินทางมาเป็ยังไงบ้างครับคุณเฮ็กซ์ ผมโทบี้จะมาเป็คนขับรถให้คุณเฮ็กซ์ระหว่างที่อยู่ที่นี่ครับ”
ที่ด้านหน้าตัวรถคนขับรถหนุ่มในชุดแขนยาวสีดำและหมวกทรงหม้อตาลกำลังมองผ่านกระจกหลังมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ก็ดีครับผมเพิ่งจะเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรก อากาศที่นี่บริสุทธิ์ต่างกับในเมืองใหญ่ลิบลับเลยครับ”
“คุณเฮ็กซ์น่าจะได้เห็น่ฤดูใบไม้ผลินะครับ ที่นี่จะอากาศดีและสวยเหมาะแก่การปิกนิกมากครับยิ่งวิวรอบคฤหาสน์ด้วยแล้วคุณเฮ็กซ์อาจจะไม่เชื่อสายตาเลยครับ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สงสัยผมต้องมาให้บ่อยขึ้นซะแล้ว”
“คุณเฮ็กซ์มีที่ไหนจะแวะก่อนถึงที่คฤหาสน์มั้ยครับ”
“มีครับผมอยากไปที่สุสานของตระกูลก่อน”
“ผมแสดงความเสียใจด้วยนะครับเื่คุณหัวหน้าพ่อบ้านแต่ไปถึงสุสานคงเลย่หัวค่ำแล้วนะครับ”
“ไม่เป็ไรครับ ผมอยากดูให้แน่ใจว่าพิธีศพในวันพรุ่งนี้จะเรียบร้อยครับ น่าจะใช้เวลาไม่มาก”
“รับทราบครับคุณเฮ็กซ์”
โทบี้รับคำก่อนจะกดปุ่มบนคอนโซนหน้ารถส่งผลให้กระจกที่กั้นห้องคนขับจากโปร่งใสกลายเป็มืดทึบกระจกมองหลังที่เคยสะท้อนภาพของที่นั่งผู้โดยสารพลันฉายภาพของถนนด้านหลัง
เฮ็กซ์ซึ่งตอนนี้อยู่ตามลำพังกำลังนั่งถอนใจอยู่บนเบาะหนังตัวใหญ่พลางนึกถึงเหตุผล 3 ข้อที่ทำให้เข้ามาที่นี่
ข้อแรกคือการมาเคารพสุสานของพ่อแม่ของเขาที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักเลยแม้แต่น้อย ได้แต่เพียงฟังจากคำบอกเล่าของอัลเบิร์ตและรูปถ่ายในบ้าน
ข้อต่อมาคือการนำร่างของอัลเบิร์ต ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อสัปดาห์ก่อนกลับมาฝังยังสุสานของตระกูลเพื่อให้เขาได้พักผ่อนตลอดกาลในบ้านเกิดที่เขาจากมานาน ซึ่งจะจัดพิธีฝังในวันพรุ่งนี้
เมื่อคิดถึงตรงนี้จิตใจของเฮ็กซ์กลับสั่นไหวด้วยความเศร้าภาพตลอด 14 ปี ที่อัลเบิร์ตดูแลสั่งสอนทุกอย่างให้แก่เขาช่างกระจ่างชัด เขาเป็ทั้งครู ทั้งเพื่อน ทั้งผู้ปกป้อง และครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา มันยากจะทำใจว่าจะไม่ได้พบกันอีกแล้วน้ำตาก็เริ่มไหลลงมาผ่านสองแก้มแต่กลับไร้ซึ่งเสียงร้องราวกับว่าเสียงเ่าั้ไม่อาจแสดงออกถึงความรู้สึกนี้
เฮ็กซ์ยังจำภาพวาระสุดท้ายของอัลเบิร์ตที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลพร้อมกับท่อช่วยหายใจและสายเครื่องพยุงชีพมากมายรวมไปถึงคำสั่งเสียสุดท้ายที่อัลเบิร์ตได้เขียนทิ้งไว้ให้กับเขา
อัลเบิร์ตได้เขียนทุกอย่างเกี่ยวกับเหตุการในวันที่เขาเกิดรวมไปถึงเื่ของคนปริศนาในชุดฮู้ดสีดำที่บุกเข้ามาสังหารท่านพ่อและท่านแม่รวมถึงเกือบจะสังหารเขา
รายละเอียดที่อัลเบิร์ตเขียนไว้นั้นอาจเป็สิ่งที่ยากจะเชื่อ ด้วยสามัญสำนึกของคนปกติคงคิดว่าอัลเบิร์ตคงจะบ้าไม่ก็เลอะเลือนเนื่องจากความชรา
แต่ไม่ใช่กับเฮ็กซ์เขาอยู่กับอัลเบิร์ตมาตลอดชีวิตเขารู้ว่าชายชรารู้สึกผิดกับเหตุการวันนั้นมากแค่ไหนและเขาไม่คิดว่าคำสั่งเสียสุดท้ายที่ชายชราทิ้งไว้ให้เขาจะเป็เื่โกหก
ตั่งแต่จำความได้อัลเบิร์ตไม่เคยให้เขาห่างสายตาแม้แต่ครั้งเดียวราวกับว่าชายชรากลัวอะไรบางอย่างจะจ้องทำร้ายเขา
เฮ็กซ์ได้ร่ำเรียนทั้งศิลปะป้องกันตัวจากอัลเบิร์ตและสาขาวิชาต่างๆ จากอาจารย์ชื่อดังรอบโลกจนได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จาก MBA สาขาวิศวหุ่นยนต์ ตั่งแต่อายุ 13 ปี
ราวกับว่าอัลเบิร์ต้าเตรียมเขาให้พร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มีชายชราอยู่แล้ว
อีกจุดมุ่งหมายของเฮ็กซ์เพื่อหาหลักฐานยืนยันสิ่งที่เขียนอยู่ในจดหมายและถ้าเกิดมันเป็ความจริงเขาก็อยากจะจับตัวตัวคนหรืออะไรก็ตามที่สังหารคนในครอบครัวเขาในวันนั้น
นอกจากนั้นอัลเบิร์ตยังได้ทิ้งล๊อคเก็ตไว้ให้เขาเส้นหนึ่งซึ่งด้านในมีลวดลายสัญลักษณ์อสรพิษที่กำลังม้วนตัวเป็วงกลมรอบต้นไม้สลักอยู่โดยอัลเบิร์ตเขียนอธิบายไว้ว่ามันคือสัญลักณ์ที่สลักอยู่บนมือขวาของฆาตกรที่สังหารพ่อและแม่ของเขา
‘มันน่าแปลก!’
ก่อนหน้านี้เฮ็กซ์ลองใช้ทุกฐานข้อมูลที่เขาสามารถเข้าถึงได้เพื่อหาความเชื่อมโยงของสัญลักณ์ดังกล่าวแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
“คุณเฮ็กซ์ครับเราถึงที่หมายแล้วครับ”
เสียงของโทบีที่ดังขึ้นจากโซนคนขับปลุกเฮ็กซ์ให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิด
“ครับ คุณโทบี้รออยู่บนรถนี้แหละครับผมน่าจะใช้เวลาไม่นาน”
“รับทราบครับ”
เฮ็กซ์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่กำลังแสดงเวลา 20.20น. ก่อนที่เขาจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ
สุสานของตละกูล’ ดรากูลา’ ถูกตั้งอยู่ภายในหุบเขาระหว่างตัวเมืองกับตัวคฤหาสน์กินบริเวณกว่า 3 ไร่ จึงทำให้ไร้ซึ่งผู้คนรบกวนรวมถึงบรรยากาศโดยรอบที่ล้อมรอบด้วยแนวป่าและเทือกเขาจึงเหมาะสมกับเป็แหล่งพํานักสุดท้ายของผู้วายชนม์อย่างแท้จริง
ด้านหน้าของสุสานเป็ประตูเหล็กขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับเสาสองต้นที่มีรูปปั้นการ์กอยอยู่บนยอดถัดมาด้านในเป็วงเวียนน้ำพุขนาดใหญ่ที่สลักด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกว่าด้วยเื่ราวของแอตลัสไททันผู้แบกโลกไว้บนบ่า
เฮ็กซ์เดินไปบนทางหินอ่อนที่ทอดยาวตัดผ่านเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหญ้าและพุ่มไม้สีเขียวที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีตแสดงให้เห็นว่าสุสานแห่งนี้ได้รับการดูและอย่างสม่ำเสมอ เสาไฟที่สว่างขึ้นจากระบบเซนเซอร์สองข้างทางเผยให้เห็นป้ายหลุมศพของคนในตระกูลและบรรดาคนสนิทที่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
‘อัลเบิร์ต เรนฟิลด์, Aug.22.1954- Sept.12.2020’
เฮ็กซ์หยุดอยู่หน้าป้ายหลุมศพของอัลเบิร์ตที่ตอนนี้ถูกขุดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับประกอบพิธีฝังในวันพรุ่งนี้อยู่ด้านข้างกับหลุมศพของพ่อและแม่ของเขา
เฮ็กซ์เดินตรวจสอบรอบหลุมอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยก่อนที่เขาจะหันกลับมายังหลุมศพของพ่อและแม่ของเขา
‘เพน ดรากูลา, May.05.1957-Jun.06.2006’
‘มาเรีย ดรากูลา, Jan.01.1962- Jun.06.2006’
“ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกันนะครับคุณพ่อคุณแม่”
เฮ็กซ์คุกเขาลงก่อนที่จะเอื้อมมือออกไปัักับป้ายหลุมศพทั้งสอง อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ค่อยๆ พลั่งพลูออกมาราวกับว่าเขาััได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากป้ายหินอันเย็นเยือกตรงหน้า เป็ความอบอุ่นที่คล้ายแต่กลับแตกต่างจากที่เขาได้รับจากอัลเบร์ต
แกร็ก! แกร็ก!
“ใครน่ะ!”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วพลางหันไปยังต้นตอของเสียง ด้วยความมืดทำให้ทัศนวิสัยถูกจำกัดเห็นเพียงเงาร่างคล้ายคนที่กำลังวิ่งตรงมาจากทางชายป่าอย่างทุลักทุเล
‘ไม่น่ามีคนอยู่ที่นี่แล้วนี่นา’
เด็กหนุ่มใช้สมาร์ทโฟนเปิดไฟฉายไปทางเงาร่างนั้นเผยให้เห็นชายในชุดโค้ตยาวสีดำที่ขาดวิ่นกำลังตรงมาด้วยสภาพที่โชกไปด้วยเื
เด็กหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงชายตรงหน้าถึงแม้ว่า
“ช่วยด้วย! เราต้องรีบขอกำลังเสริมเ้าตัวนั้นมันไม่ปกติ”
“คุณครับเกิดอะไรขึ้นอดทนไว้นะครับเดี๋ยวผมจะรีบโทรเรียกรถพยาบาล”
เฮ็กซ์หยิบสมาร์ตโฟนของเขาขึ้นมาเตรียมที่จะโทรเรียกรถพยาบาลแต่กลับพบว่ามันไม่มีสัญญาณเลยแม้แต่น้อยซึ่งสร้างความประหลาดใจให้เขาอย่างมาก
“เราต้องรีบห้ามเืคุณก่อน”
“นายเป็พวกนอร์มี่เหรอนายผ่านเขตแดนเข้ามาได้ยังไง ไม่มีเวลาแล้วต้องรีบไปขอกำลังเสริม”
ชายในชุดโค้ตพยามลุกขึ้นยืนก่อนที่จะทรุดตัวลงหมดสติไปพร้อมกับแผลบริเวณหน้าท้องที่ตอนนี้กำลังมีเืไหลซึมออกมาไม่หยุด
เด็กหนุ่มก้มลงมองที่าแบริเวณหน้าท้องของชายตรงหน้ารอยแผลพาดยาวจากชายโครงลงมาจนถึงเอวคลายรอยกรงเล็บของสัตว์ขนาดใหญ่จำพวกหมี
เฮ็กซ์ใช้ผ้าพันคอของเขาพันห้ามเืให้ชายตรงหน้าก่อนที่จะหิ้วปีกเขาขึ้นเพื่อเดินไปยังรถที่อยู่ด้านหน้าสุสาน
ระยะทางเพียง 500 เมตรแต่การจะหิ้วปีกชายวัยกลางคนหนักราว 70 กก. ที่กำลังหมดสติอยู่นั้นถือเป็เื่ที่ลำบากมากเลยทีเดียวถึงแม้จะเป็คนที่ฝึกฝนร่างกายมาเป็อย่างดี
ระหว่างทางที่เดินเด็กหนุ่มพยามสังเกตเครื่องแต่งกายและสิ่งของบนตัวชายแปลกหน้า
ผมบลอนด์ทองสว่างตา ดวงตากลมโต ผิวขาว อายุน่าจะอยู่ระหว่าง 25-30 ปี นอกจากเสื้อโค้ตยาวสีดำที่ปักสัญลักษณ์วงกลมมีดาบ 6 เล่มจัดวางเป็ดาวหกแฉกอยู่ตรงกลาง
ด้านในโค้ตยาวของเขาสวมเสื้อหนังรัดรูปลักษณะคล้ายเสื้อเกราะอ่อนยุคกลางที่สลักด้วยลวดลายอักษรรูปร่างประหลาดกับกางเกงขายาวสีดำรัดรูปและรองเท้าสีดำที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคลาบดินโคลน ที่เอวของเขามีกระเป๋าคาดเล็กๆ และวัตถุรูปทรงกระบอกสีเงินแวววาวคาดอยู่เฮ็กซ์
คงจะไม่แปลกใจเลยหากว่าวันนี้เป็วันฮาโลวีนหรือมีงานคอสเพลย์จัดอยู่แถวนี้
เด็กหนุ่มหิ้วปีกชายแปลกหน้าเดินไปบนทางหินอ่อนข้ามเนินเขาจนในที่สุดเขาก็เห็นรถลีมูซีนยังคงจอดอยู่ในที่ของมันท่ามกลางความเงียบยามราตรี แสงจากเสาไฟและวงเวียนน้ำพุราวกับจะปัดเป่าความมืดให้หายลับไป
“โทบี้เรามีคนาเ็ต้องรีบเรียกรถพยาบาล”
ฟิ้ว! ตู้ม!
ในวินาทีเดียวกับเสียงะโของเด็กหนุ่มเสียงของวัตถุขนาดใหญ่ที่กำลังแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังมวลอากาศมหาศาลถูกพัดผ่านเขาไปราวกับกำลังยืนข้างรถไฟที่กำลังวิ่งผ่านและตามมาด้วยเสียงะเิและของหินที่แตกหักจากแรงกระแทก
เฮ็กซ์ถูกมวลอากาศกระแทกล้มลงพร้อมกับชายแปลกหน้า หลังจากใช้เวลารวบรวมสติจากอาการมึนอยู่ชั่วครู่เขารีบลุกขึ้นมองไปยังจุดที่รถจอดอยู่ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังจากพื้นซีเมนต์ที่กระจัดกระจายเป็ทางยาวส่วนตัวรถถูกซัดกระเด็นข่างออกไป 200 เมตร ในสภาพพลิกคว่ำยับเยิน แต่นั่นกลับไม่สลักสำคัญเลยแม้แต่น้อยถ้าเทียบกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาต่อจากนั้นที่ทำให้เด็กหนุ่มตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
‘มันคือตัวอะไรกัน!’
ณ ตำแหน่งที่เคยเป็ที่ตั้งของวงเวียนแอตลัสที่ตอนนี้กลายเป็เพียงเศษกองหินและสิ่งที่ทำให้เป็แบบนั้นบัดนี้กำลังค่อยๆ ลุกขึ้นจากเศษซากเ่าั้
มันลักษณะภายนอกโดยรวมที่คล้ายกับโคโมโด ดวงตาสีอำพันที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟเช่นเดียวกับกรงขนาดมหึมาและเกล็ดสีดำเงาโดยมีสายแม็กม่าเชื่อมต่อกันปกคลุมทั่วร่างกายที่น่าจะใหญ่กว่าช้างแอฟริกาเต็มวัยถึง 2 เท่า ที่ด้านหลังของมันปกคลุมด้วยเปลวเพลิงที่กำลังโหมราวกับจะแสดงถึงความเกรี้ยวกราด
ถ้าจะบอกว่าด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันการจะรังสรรค์หุ่นยนต์เสมือนสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจากเทพนิยายอาจจะฟังดูไม่น่าเหลือเชื่อจนเกินไปแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขามันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
กรร!!!!!!!!!!
เสียงคำรามและแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากสิ่งมีชีวิตตรงหน้าราวกับผู้ล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อผู้ต่ำต้อย
สัญชาตญาณของเฮ็กซ์โดนกระตุ้นจากทุกเซลล์ในร่างกายเมื่อได้จ้องมองลงไปในดวงตาสีอำพันและกรงเล็บที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิง
‘ต้องหนี’
นั่นเป็สิ่งที่ผุดออกมาจากห้วงความคิดของเด็กหนุ่มถ้าเป็คนทั่วไปการทิ้งชายแปลกหน้าไว้เป็เหยื่อล่อแล้วหนีไปคนเดียวคงเป็วิธีที่ดีที่สุดที่จะรอดจากสถานการณ์นี้
แต่นั่นไม่ใช่กับ เฮ็กซ์ ดรากูล่า เขาจะไม่มีวันทำเื่ที่ผิดต่อสามัญสำนึกของเขาเด็ดขาดไม่ว่ามันจะดูโง่หรือบ้าแค่ไหน
เฮ็กซ์หยิบสมาร์ทโฟนของเขาขึ้นมาที่หน้ายังจอแสดงผลระบบรักษาความปลอดภัยที่เขาติดตั้งไว้ที่รถยังคงทำงานเพียงแต่เพราะไม่มีสัญญาเชื่อมต่อจึงไม่สามารถเปิดใช้งานได้ ความหวังเดียวของเขาตอนนี้คือการเข้าไปใกล้รถมากพอที่จะเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบรักษาความปลอดภัย
เด็กหนุ่มใช้แรงทั้งหมดที่มีแบกชายแปลกหน้าขึ้นหลังเพื่อเตรียมตัวจะวิ่งไปที่รถอย่างสุดกำลัง
ในนาทีเดียวกับที่เฮ็กซ์ออกวิ่งเ้าสัตวร้ายก็อ้าปากของมันพ่นลูกไฟขนาดใหญ่ไปยังตำแหน่งที่พวกเขาเคยอยู่
ตู้ม!
เสียงะเิดังกึกก้องแม้ว่ามันจะไม่โดนจังๆ แต่แรงะเิก็มากพอที่จะทำให้เฮ็กซ์และชายแปลกหน้ากระเด็นกลิ้งไปกับพื้นห่างจากตัวรถราว 50 เมตร
เด็กหนุ่มหยิบสมาร์ทโฟนที่ตอนหน้าจอแสดงผลเต็มไปด้วยรอยแตกจากแรงะเิ
“ติดสิๆ ขอร้องละ”
เฮ็กซ์พยามเปิดเครื่องสมาร์ทโฟนของเขาในขณะที่เ้าสัตว์ค่อยๆ หันมาทางพวกเขาที่ไร้หนทางหนีมันค้อยๆ อ้าปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวแหลมเกิดประกายไฟรวมตัวกันเป็ลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งโจมตีมายังพวกเขา
ในวินาทีความเป็ความตายอยู่ๆ ก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งะโลงมาจากฟากฟ้ายืนขวางระหว่างพวกเขากับลูกไฟขนาดใหญ่ตรงหน้า
แสงจากลูกไฟเผยให้เห็นเส้นผมสีแดงเข้มที่ปลิวสยายจากแรงลมในชุดเครื่องแบบที่คลายคลึงกับของชายแปลกหน้า
หญิงสาววัยกลางหันหน้ามาจ้องมองยังพวกเขา ดูจากภายนอกน่าจะอายุราว 25-30 ปี เธอมีใบหน้าเรียว ดวงตาสีเขียวเฉี่ยวดูมีพลังและเต็มไปด้วยโทสะ ลับกับคิ้วเข้มสวยได้รูปและผิวสีน้ำผึ้ง
“นายเป็ใครแล้วทำไมลูกน้องของฉันถึงอยู่กับนาย”
หญิงสาวตรงหน้าพูดกับเขาพลางยกแขนขึ้นขณะที่ลูกไฟกำลังพุ่งเข้ามาอย่างไร้ความเกรงกลัว ในวินาทีก่อนที่ลูกไฟจะกระแทกใส่พวกเขานั้น
“Molding light Minotaur”