ข้อความสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของฉู่ควงเหริน
ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนของกู้ฉางเกอวิชาบำเพ็ญตบะ หรือแม้กระทั่งเคล็ดลับที่ซ่อนเร้นบัดนี้เขารับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว
ฉู่ควงเหรินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซับซ้อนกับความเหนือชั้นของเนตรประจักษ์แจ้ง
เพราะการรู้เขารู้เราย่อมเป็หนทางสู่ชัยชนะที่แน่นอนไม่ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้
ทว่าเนตรประจักษ์แจ้งนี้ทรงพลังเกินไปนักโดยที่ไม่ต้องประสบกับวิชาของศัตรูในการต่อสู้มันก็เปิดเผยและวิเคราะห์ทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แล้วนับเป็วิชาที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
“เฮ้ ‘ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนัก์ทมิฬ’เ้ากลัวที่จะสู้หรือไร?”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นเมื่อคิดว่าความเงียบของฉู่ควงเหรินหมายความว่าเขากำลังหวาดกลัวที่จะสู้กับตน
เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นมาในใจน้ำเสียงที่ร่าเริงของเขาก็พิสูจน์ได้ว่าเขากำลังยินดี
ฉู่ควงเหรินซึ่งกำลังไล่ดูข้อมูลทั้งหมดของคู่ต่อสู้ได้ถอนใช้วิชาเนตรประจักษ์แจ้งเมื่อได้ยินคำพูดเ่าั้และตอบกลับไปว่า“เช่นนั้นก็เข้ามา”
“ได้!”
กู้ฉางเกอพึมพำดวงตาของเขาฉายแววเจตนาต่อสู้“ให้ข้าได้เห็นกับตาเถิดว่าวรธาตุมรรคาสูงสุดของเ้านั้นแข็งแกร่งเพียงใด!”
หลังกล่าวจบเขาก็ปลดปล่อยพลังปราณในกายและเป็ฝ่ายลงมือก่อนด้วยหมัดเดียว
พลังปราณที่เขาปล่อยออกมาปรากฏเป็ัขนาดมหึมาพร้อมกรงเล็บแหลมคมพลังอันน่าสะพรึงกลัวและเจตจำนงบดขยี้จากััมรรคาอันนับไม่ถ้วนเข้าครอบคลุมฉู่ควงเหรินในทันที!
นั่นคือวิชาเซียนสายโจมตีหมัดสังหารั!
จากความทรงจำของฉู่ควงเหรินวิชาเซียนที่เชี่ยวชาญด้านการโจมตีนั้นหายากยิ่งในแดนัครามสำนักแห่งเซียนบางแห่งยังไม่มีแม้แต่วิชาเดียว
เมื่อเผชิญหน้ากับัที่กำลังเข้ามาเขาชักกระบี่สืบญาณออกมา
ด้วยการตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวพลังปราณอันบริสุทธิ์ไร้ที่ติได้ก่อเกิดเป็ลำแสงสีม่วงฉันพลันเข้าจู่โจมและฉีกกระชากัตัวใหญ่นั้นเป็ชิ้น ๆ!
ทว่าลำแสงกระบี่สีม่วงอันทรงพลังยังไม่จางหายและกำลังผลักดันกู้ฉางเกอให้ถอยกลับไป!
“อะไรกัน?” เขาร้องอุทานด้วยความใและรีบปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง มันสามารถสกัดกั้นลำแสงจากคมกระบี่ไว้ได้แต่เขายังคงถูกมันผลักจนถอยร่น
เหล่าศิษย์ของสำนัก์ทมิฬต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น
ในการต่อสู้ครั้งก่อน ๆ ของเขากู้ฉางเกอไม่เคยถอยแม้แต่ก้าวเดียวเมื่อเผชิญหน้ากับหนานกงหวงหรือหลานอวี้
บัดนี้เขากำลังถูกกระบี่ของฉู่ควงเหรินบีบให้ถอย!
“ศิษย์พี่ใหญ่ช่างแข็งแกร่งโดยแท้!”
“ฮ่าฮ่าทำลายวิชาเซียนด้วยกระบี่เดียวและผลักกู้ฉางเกอถอยไป ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ใหญ่คือเ้าของท่วงท่าแห่งผู้ไร้พ่ายที่แท้จริง!”
...
“ช่างเป็ปราณกระบี่ที่รุนแรงยิ่งนัก”สีหน้าของกู้ฉางเกอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ข้าคาดว่านี่ยังไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดของเ้าเป็ความจริงที่วิชาหมัดสังหารัของเ้าบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้วแต่มันเป็วิชาเซียนเพียงวิชาเดียวที่เ้าฝึกฝนจนสำเร็จขั้นสมบูรณ์หรือ?” ฉู่ควงเหรินกล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้นกู้ฉางเกอก็ใเล็กน้อย และตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัวว่า “เ้ารู้ได้อย่างไร?”
การสามารถบำเพ็ญเพียรวิชาเซียนใด ๆจนถึงขั้นสมบูรณ์นั้นเป็สิ่งที่ยากอย่างยิ่งแม้แต่ยอดฝีมือระดับอัจฉริยะฟ้าประทานก็ยังต้องใช้เวลานับร้อยปีจึงจะบรรลุถึงขั้นนี้ได้
อย่างไรก็ตามเพราะกู้ฉางเกอท้าทายตนเองอยู่เสมอด้วยการต่อสู้กับยอดฝีมือแห่งมรรคาทุกคนในกระบวนการฝึกฝนดวงใจไร้พ่ายของเขาเขากลับฝึกฝนหมัดสังหารัจนบรรลุขั้นสมบูรณ์โดยไม่คาดคิด!
นอกจากนั้นเขายังไม่เคยแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้อื่นผู้ที่รู้เื่นี้มีเพียงผู้คุ้มกันของเขาเท่านั้น ฉู่ควงเหรินรู้ได้อย่างไร?
“นั่นเป็เื่เล็กน้อยที่ต้องคิดเ้าควรจะมุ่งหาวิธีที่จะเอาชนะข้าก่อน แต่ทว่าโอกาสที่จะเกิดเื่เช่นนั้นแทบจะเป็ศูนย์”
ฉู่ควงเหรินกล่าวอย่างสบาย ๆ
ในเมื่อคู่ต่อสู้มาถึงสำนัก์ทมิฬเพื่อแสวงหาการประลองในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของสำนัก เขาย่อมต้องรับมืออย่างเต็มกำลัง
จากประสบการณ์ในการปะทะกันเมื่อครู่ประกอบกับการวิเคราะห์จากเนตรประจักษ์แจ้งโอกาสที่ฉู่ควงเหรินจะพ่ายแพ้นั้นมีน้อยมาก
การเก็บตัวบำเพ็ญเพียรของเขาในครั้งนี้ได้สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับตัวเขาในอดีตกับตอนนี้ ความแตกต่างนั้นราวกับกลางวันและกลางคืน
“อย่าได้หยิ่งผยองไปเ้าคิดว่าตนเองจะดูแคลนทุกคนได้เพียงเพราะมีวรธาตุมรรคาสูงสุดและรากฐานแห่งมรรคาที่สูงส่งเช่นนี้หรือ?”
“เช่นนั้น เ้ามีสิ่งเหล่านี้หรือไม่เล่า?”
ฉู่ควงเหรินโต้กลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
ใบหน้าของกู้ฉางเกอบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและหยุดพูดพลังปราณที่รุนแรงปรากฏวนเวียนอยู่รอบตัวเขา“เ้าอยากเห็นหมัดสังหารันักใช่หรือไม่? เช่นนั้นข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรส!จงรู้สำนึกเสียบ้าง!”
เสียงคำรามดังกึกก้องพลังปราณรอบตัวกู้ฉางเกอพุ่งสูงถึงขีดสุด
คลื่นมรรคาอันทรงพลังทำลายล้างถูกปลดปล่อยออกมา
ัทองคำขนาดใหญ่ที่ดูดุร้ายและสมจริงอย่างหาที่เปรียบมิได้ปรากฏขึ้นและวนเวียนอยู่รอบกายเขาเกล็ดัได้ก่อตัวขึ้นบนผิวแขนขวาของเขาซึ่งเป็สัญญาณว่าพลังโลหิตักำลังรวมตัวกันที่แขนของเขาเพื่อใช้กระบวนท่าไม้ตาย
หมัดนั้นตามมาด้วยเสียงแตกดังสนั่นซึ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบสั่นะเือย่างรุนแรง ฉีกกระชากห้วงอากาศ
เสียงคำรามของัทองคำผู้ยิ่งใหญ่ดังก้องไปทั่วชั้นบรรยากาศ!มันพุ่งเข้าหาฉู่ควงเหรินด้วยเจตนาทำลายล้างและท่วงท่าอันน่าเกรงขาม!
เหล่าศิษย์ที่เฝ้าดูการต่อสู้จากแดนไกลล้วนััได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ปล่อยออกมาจากัทองคำสีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกังวล
“เขามีพลังที่น่าทึ่งเช่นนี้!”
แม้แต่นักพรตคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
อย่างไรก็ตามฉู่ควงเหรินแม้จะเผชิญหน้ากับการโจมตีโดยตรง แต่สายตาของเขากลับสงบนิ่งไม่ไหวติงในขณะเดียวกันร่างกายของเขากำลังปลดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งประกอบด้วยััมรรคา
เขาฟาดฟันกระบี่ออกไป!
ในชั่วพริบตานั้นการโจมตีจากเจตจำนงกระบี่อันบริสุทธิ์ราวกับคลื่นั์มหาสมุทรที่โหมกระหน่ำเข้าสู่แดนดินทำให้ทั่วทั้งบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหาร
ไม่ว่าลำแสงจากคมกระบี่จะััสิ่งใดทุกสิ่งที่ขวางทางมันจะถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ ด้วยการทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง!
ราวกับว่าคมกระบี่เป็สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในโลกใบนี้
กระบี่เพียงครั้งเดียวนั้นทำให้ทุกชีวิตต้องตะลึงงัน!
ขณะเดียวกันมันก็ได้ฉีกกระชากัทองคำอันน่าสะพรึงกลัว
“ไม่ดีแล้ว!”
เสียงของชายชราดังขึ้นจากที่ห่างไกล
ตามมาด้วยคลื่นพลังปราณสีขาวที่พุ่งขึ้นปะทะกับลำแสงกระบี่
“หึ”ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีที่ดูเหมือนจะคาดการณ์การโจมตีที่มาถึงได้เปล่งเสียงครางเบา ๆเขาตวัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยคลื่นปราณกระบี่สีม่วงอีกสายหนึ่งออกไป
คลื่นพลังสีขาวถูกทำลายในทันที!
ในขณะเดียวกันลำแสงจากกระบี่ของฉู่ควงเหรินยังคงอยู่และเข้าครอบคลุมร่างของกู้ฉางเกอหลังจากสลายัทองคำไปแล้วเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นตามด้วยเงาร่างของใครบางคนที่ถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไปตกกระแทกพื้น
นั่นคือกู้ฉางเกอ
ท่ามกลางความโกลาหลนั้นชายชราในชุดคลุมสีขาวรีบวิ่งไปที่ข้างกายเขา
ณ จุดนั้นร่างของกู้ฉางเกอมีเกราะสีทองชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นแต่ใบหน้าของเขาซีดขาวและเขายังคงกระอักเืออกมาไม่หยุดมีร่องรอยของปราณกระบี่จาง ๆ ปะปนอยู่ในเืที่พ่นออกมา
เมื่อเห็นเกราะสีทองชายชราในชุดคลุมสีขาวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและหันไปมองฉู่ควงเหรินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเขาสีหน้าของชายผู้นั้นดูน่าเกรงขาม แต่ก็แฝงไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
สิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่มีผิดพลาด
กระบี่นั้น ััมรรคาเช่นนั้นมันคือวิชาราชันย์เซียนอย่างแน่นอน!
ในสำนัก์ทมิฬมีวิชาราชันย์เซียนอยู่ด้วย!
เขาไม่เคยได้ยินหรือรู้ความจริงข้อนี้มาก่อนในอดีต
“ดูเหมือนเ้าจะนำเกราะเกล็ดัออกมาได้ทันท่วงที”ฉู่ควงเหรินแค่นเสียง
เกราะนั้นเป็ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์สายป้องกันที่หายากซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในร่างกายของกู้ฉางเกอ
เขาอัญเชิญเกราะออกมาก่อนที่จะถูกลำแสงกระบี่พุ่งชนแต่มันก็สายเกินไป แม้ว่าเกราะจะป้องกันการโจมตีส่วนใหญ่ไว้ได้แต่บางส่วนยังคงสามารถโจมตีและส่งผลกระทบต่อเขา ทำให้เกิดอาการาเ็สาหัส
“ช่างเป็กระบี่ที่น่าสะพรึงกลัววิชาเซียนนี้... ไม่ นี่อาจจะเป็วิชาราชันย์เซียนด้วยซ้ำ!นี่มันเพลงกระบี่อันใดกัน!” กู้ฉางเกอกล่าวขณะจ้องมองฉู่ควงเหรินอย่างน่ากลัว
“มันเรียกว่าเพลงกระบี่พิฆาต์ข้าเป็ผู้สร้างมันขึ้นมาเอง” ฉู่ควงเหรินโต้กลับ
กู้ฉางเกอเย้ยหยัน“เื่ตลกอันใดกัน วิชาราชันย์เซียนที่สร้างขึ้นเอง? เ้าคิดว่าตนเองเป็ราชันย์เซียนหรือไร?”
ผู้คนที่อยู่รอบ ๆต่างมีสีหน้าตกตะลึง
กู้ฉางเกอไม่เชื่อในสิ่งที่เขากล่าวแต่ทุกคนรอบตัวพวกเขารู้ว่าสิ่งที่ฉู่ควงเหรินพูดนั้นเป็ความจริงวิชาราชันย์เซียนนั้นเขาเป็ผู้สร้างขึ้นมาจริง ๆ
“นั่นคือความแตกต่าง”หนานกงหวงถอนหายใจ
“ใช่แล้วเขาสร้างวิชาราชันย์เซียนของตัวเองขึ้นมาได้แล้วและยังยอมรับต่อหน้าเ้าด้วยตนเองว่าเขาทำทั้งหมดด้วยตัวเองแต่เ้ากลับเลือกที่จะไม่เพียงแค่สงสัย แต่ยังตั้งคำถามกับเขาอีกเ้าช่างเทียบเขามิได้เลยจริง ๆ” มู่หรงเสวียนกล่าวเสริม
กู้ฉางเกอรับรู้ได้ถึงสายตาที่ทุกคนมองมาที่เขาและเริ่มตระหนักถึงบางสิ่งเป็ไปได้หรือไม่ว่าคู่ต่อสู้ของเขาได้คิดค้นวิชาขึ้นมาเอง?
ไม่ มันเป็ไปไม่ได้
แม้จะมีวรธาตุมรรคาสูงสุดแต่ฉู่ควงเหรินผู้นี้เป็เพียงผู้บำเพ็ญตบะในขอบเขตกำเนิดิญญาเท่านั้นเขาจะคิดค้นวิชาของตนเองขึ้นมาได้อย่างไร?
อสูรร้ายเช่นเขาจะมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไร!?