าแบนตัวจิ่งเยี่ยนกุยที่สาหัสที่สุดคือแผลที่ศีรษะ หลังจากห้ามเืได้แล้วก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง แต่ตอนที่ฟางเสียนจือยืนขึ้นโดยใช้เท้าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างหนึ่งได้รับาเ็อย่างเห็นได้ชัด
เธอรู้ว่าเขาอาจจะาเ็จนถึงกระดูก จะให้รักษาาแเช่นนี้ที่นี่ไม่ได้ จึงพยักหน้ารับ แต่เมื่อเอื้อมมือไปพยุงเขาขึ้นมา เธอก็พบว่าเขาตัวสูงมาก ส่วนสูง 165 เิเของเธอ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ดูเตี้ยกว่าประมาณหนึ่งศีรษะ
ถึงแม้เมื่อครู่นี้ทั้งสองจะเผลอมีความใกล้ชิดกันโดยไม่ตั้งใจ แต่โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองยังคงเป็คนแปลกหน้ากัน อีกทั้งฟางเสียนจือมีนิสัยเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดคุยกับผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไร ในเวลานี้จึงไม่รู้จะพูดอะไรดี
จิ่งเยี่ยนกุยจึงเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ “วันนี้คุณมาทำอะไรบนเขาเหรอคะ?”
หมู่บ้านอิ๋นซานอยู่ติดกับเทือกเขาเสวี่ยเฟิง บนเขามีสัตว์ป่าและงูพิษ หากไม่ใช่เพราะชาวบ้าน้าขึ้นูเาเพื่อเก็บเกี่ยวอะไรบางอย่าง ก็ไม่ค่อยมีใครอยากขึ้นมาบนเขาเท่าไหร่นัก
ฟางเสียนจือตอบกลับว่า “ฉันมาดักจับไก่ป่า”
แท้จริงแล้วเขาบังเอิญได้ยินแผนการของหลิวชุนฮวากับชายเสเพล เขากลัวว่าหญิงสาวผู้มีดวงตาสดใสดุจหยาดน้ำในฤดูใบไม้ร่วงคนนี้จะตกอยู่ในอันตราย จึงรีบมาดู
แต่เป็เพราะว่าไม่คุ้นเคยกับเส้นทางบนเขา เลยต้องมาโดยใช้ทางอ้อม ซึ่งทำให้เขามาช้าไปนิดหน่อย
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ทั้งสองพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานนักก็มาถึงเชิงเขา
แต่ทันทีที่ทั้งสองมาถึงเชิงเขา ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันว่า “วันนี้แกแน่ใจนะว่าผลักจิ่งเยี่ยนกุยตกหน้าผาไปแล้ว?”
“แม่ หนูบอกไปตั้งหลายรอบแล้ว หนูเป็คนผลักจิ่งเยี่ยนกุยเอง ยังเห็นกับตาว่าเธอกลิ้งตกไปแล้ว!”
“แล้วทำไมไอ้คนเสเพลถึงหายายนั่นไม่เจอ?”
“หนูจะไปรู้เหรอ! ยายนั่นดื้อด้านจะตาย คงหนีไปเองแล้วมั้ง! แม่ เื่นี้หนูก็ทำให้ไปแล้ว แม่ต้องคิดหาวิธีจัดการนะ ถ้ายายนั่นยังได้เรียนต่ออีกสักปี ผลการเรียนของยายนั่น ต้องพร้อมที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วแน่ๆ! ถ้ายายนั่นสอบได้แล้ว ไม่ว่าแม่กับพ่อจะส่งเสียให้มันเรียนต่อหรือเปล่า ก็ไม่ดีทั้งนั้น!”
“เื่นี้แม่รู้ ถ้ามันสอบติดแล้วเราไม่ส่งเสีย มันต้องสงสัยเื่หัวนอนปลายเท้าของตัวเองแน่ๆ แต่ถ้าส่งเสีย มันก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของเรา ถ้าหลังจากนี้พวกแกสามคนพี่น้องสอบติดมหาวิทยาลัยขึ้นมา เราก็ไม่มีเงินพอที่จะส่งเสียอีกแล้ว”
“หนูจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ หนูจะเป็คนในเมือง หนูไม่อยากอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไปตลอดชีวิต”
“แน่นอนอยู่แล้ว ลูกสาวของแม่เก่งขนาดนี้ จะต้องมีชีวิตที่ดีแน่นอน”
เสียงพูดคุยของทั้งสองไม่ได้ดัง เพียงแต่ในป่านั้นเงียบสงบ จึงได้ยินอย่างชัดเจน ประกอบกับมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ และทางเดินบนเขามีหลายทางแยก ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยและฟางเสียนจือจึงอยู่ใกล้พวกหล่อนมาก แต่พวกหล่อนกลับไม่สังเกตเห็น
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนก็เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงพูุดทั้งสองเสียงนั้นเธอคุ้นเคยเป็อย่างดี เสียงหนึ่งคือหลิวชุนฮวา ส่วนอีกเสียงคือจิ่งเสี่ยวเยวี่ย น้องสาวคนโตของเธอนั่นเอง
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ วันนี้ในชาติที่แล้วจิ่งเสี่ยวเยวี่ยมาบอกเธอั้แ่เช้าตรู่ว่าบนหน้าผามีรังไก่ป่าอยู่ ทุกคนในบ้านไม่ได้กินอาหารคาวมานานแล้ว ดังนั้นเธอจึงถือหนังสติ๊กและก้อนหินมาที่นี่เพื่อยิงไก่ป่า
ชาติที่แล้วหลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยประสบอุบัติเหตุ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็โทษตัวเองอยู่ตลอด บอกว่าถ้าไม่ได้บอกจิ่งเยี่ยนกุยว่ามีไก่ป่าอยู่ตรงนั้น จิ่งเยี่ยนกุยก็คงไม่ตกจากหน้าผา ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดมากแต่อย่างใด เพราะเมื่อเทียบกับน้องชายและน้องสาวอีกสองคนแล้ว จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเป็คนที่ดีกับเธอมากที่สุด
ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยคิดดูแล้ว ความดีที่ว่านั้นอาจเป็แค่การมาล้วงความลับ เพื่อที่จะได้กำจัดเธอ ถ้าพูดถึงเล่ห์เหลี่ยม ในบรรดาลูกๆ หญิงชายทั้งสามคนของหลิวชุนฮวา จิ่งเสี่ยวเยวี่ยน่าจะเป็คนที่มากแผนการที่สุด
ฟางเสียนจือเหลือบมองแขนที่เธอบีบจนปวดหนึบ ในสายตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสาร เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงเอื้อมมือไปตบหลังมือของเธอเบาๆ
จิ่งเยี่ยนกุยพลันได้สติกลับมา เมื่อมองแขนของเขาที่ถูกบีบจนเป็สีแดง ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย ในสายตาของเธอเปี่ยมล้นความรู้สึกผิด และเอ่ยออกมาว่า “ดูเหมือนว่าคงไม่ต้องให้คุณไปส่งฉันที่บ้านแล้วล่ะค่ะ”
ในขณะเดียวกันนั้น หลิวชุนฮวาและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็เดินผ่านมุมโค้งมาเห็นทั้งสองคนเข้าพอดี ทันใดนั้น พวกหล่อนก็ใจนสะดุ้งโหยง จิ่งเยี่ยนกุยจะได้ยินสิ่งที่พวกหล่อนคุยกันเมื่อครู่หรือไม่? ถ้าเกิดได้ยิน อย่างนั้นก็แย่แล้วสิ!
สีหน้าของหลิวชุนฮวาชะงักค้างไปเพียงเสี้ยววิ รีบทำท่าทางราวกับแม่ที่แสนดี และพูดด้วยความห่วงว่า “เยี่ยนกุย เกิดอะไรขึ้น? ทำไมทั้งตัวถึงได้เต็มไปด้วยเืแบบนี้?”
จิ่งเยี่ยนกุยชำเลืองมองหลิวชุนฮวาหนึ่งปราด หลิวชุนฮวาในตอนนี้ดูอ่อนเยาว์กว่าตอนที่เธอตายไม่น้อย ผมก็ถูกหวีเป็ระเบียบเรียบร้อย เสื้อผ้าถูกซักจนสะอาดหมดจด ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ในแววตากลับพูดอย่างชัดเจนว่า “ยายเด็กสารเลวนี่มาอยู่กับฟางเสียนจือได้ยังไง?”
จิ่งเยี่ยนกุยสูดจมูกเบาๆ ราวกับพยายามกลั้นความรู้สึก แล้วปล่อยโฮออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “แม่คะ หนูพลาดลื่นลงไป หนูหัวแตกมีเืไหลออกมาเยอะเลย เจ็บมากเลยค่ะ!”
เดิมทีฟางเสียนจือนึกว่าเธออดไม่ได้ที่จะเกิดโทสะออกมาหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่หลิวชุนฮวาและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยคุยกัน จนทะเลาะกับพวกเขา แต่นึกไม่ถึงว่าเธอจะสงบอารมณ์ได้ขนาดนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเธออีกครั้ง
หญิงสาววัยสิบเจ็ดปีได้เติบโตเป็สาวสะพรั่งหน้าตาสะสวย ถึงแม้ตอนนี้จะสวมเสื้อผ้าเก่าๆ และหัวแตกจากแรงกระแทก แต่ก็ยังบดบังความงามของเธอไม่ได้ แม้ใบหน้าของเธอจะเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ดวงตาที่รู้จักผิดชอบชั่วดีกลับฉายแววเ้าเล่ห์และเย้าหยอก
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย เ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้
หลิวชุนฮวาที่ยังกังวลว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะได้ยินสิ่งที่หล่อนคุยกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยพลันถอนหายใจอย่างโล่งอกไปที และตำหนิเธอทันที “ดูแกสิ โตขนาดนี้แล้ว ยังเดินไม่ระวังจนล้มหัวแตกเสียได้!”
จิ่งเยี่ยนกุยสะอึกสะอื้นน้อยใจ ทำท่าทางเหมือนจะร้องไห้โฮออกมาได้ทุกเมื่อ หลิวชุนฮวาจึงดึงเธอออกจากข้างกายของฟางเสียนจือ “เอาล่ะๆ รีบกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ!”
หล่อนพูดจบก็ส่งสายตาให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ย จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเข้าใจในทันที จึงรีบเดินไปข้างกายฟางเสียนจือแล้วถามว่า “พี่ฟาง พี่ก็าเ็ ให้ฉันช่วยพยุงนะคะ!”
ฟางเสียนจือคือชายในฝันที่ผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านอยากแต่งงานด้วย เพียงแต่ปกติเขามักจะไม่ค่อยอยู่บ้าน พวกหล่อนที่อยากเข้าใกล้เขากลับไม่มีแม้โอกาส แต่ตอนนี้ยายหน้าไม่อายอย่างจิ่งเยี่ยนกุยกลับได้พยุงเขา!
ในหัวของหล่อนครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็เข้าใจได้ว่าที่คนเสเพลหาจิ่งเยี่ยนกุยไม่เจอ อาจเป็เพราะจิ่งเยี่ยนกุยได้พบกับฟางเสียนจือก่อน!
เธอกำลังจะเข้ามาพยุงฟางเสียนจือ แต่เขากลับเบี่ยงหลบ “ไม่ต้องหรอกฉันเดินเองได้”
ใบหน้าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแข็งค้าง เขายอมให้จิ่งเยี่ยนกุยช่วยพยุง แต่กลับไม่ยอมให้หล่อนช่วย จึงเกิดความรู้สึกอึดอัดใจ เพราะว่ารอบตัวของเขาแผ่บรรยากาศแข็งแกร่ง ให้ความรู้สึกเ็าราวกับน้ำแข็ง หล่อนจึงไม่กล้าดันทุรังช่วยพยุงเขา
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นภาพนี้แล้วในใจนึกอยากจะหัวเราะ แต่ก็แกล้งสูดจมูกแล้วพูดว่า “แม่ วันนี้ตอนที่หนูลื่นลงมา โชคดีที่มีพี่ฟางช่วยไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ฟาง หนูคงตายไปนานแล้ว ดังนั้นพี่ฟางก็คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหนูไว้”
ฟางเสียนจือกล่าวเสริม “เป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน เจอกันก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”
ตอนนี้มาถึงเชิงเขาแล้ว ละแวกใกล้เคียงมีชาวบ้านเดินผ่านมา ฟางเสียนจือจึงเรียกชาวบ้านคนหนึ่งมาช่วยพยุงเขากลับบ้าน ชาวบ้านคนนั้นตอบตกลงด้วยความยินดี ขณะที่กำลังจะเดินจากไป เขาหันมามองจิ่งเยี่ยนกุยแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย เธอได้รับาเ็ พักผ่อนอยู่ที่บ้านให้หายดีๆ ไว้วันหลังฉันจะมาเยี่ยมเธอ ส่วนเื่ที่พูดกับเธอวันนี้ ฉันจริงจังนะ”