เมื่อรู้ความจริงแล้วก็เบาใจ เถียนเยวี่ยนำข้อความและของจาก ซุ่นไฉกลับแคว้นิอาน ระหว่างทางเพราะมีวาสนาจึงได้พบเจออาจารย์ชายหนุ่มประสงค์จะนำเื่น่ายินดีนี้ไปกับจดหมายแต่จื้อหานข่งบอกไม่ต้อง เขาเร้นกายนานแล้วแค่รับรู้ว่าศิษย์ทุกคนยังคิดถึงก็เพียงพอชายสูงวัยร่วมยินดีที่เต้าจื่อได้สืบทอดฐานะเ้าบ้านคนใหม่
ศิษย์คนโตของเขาอยู่อย่างสงบในป่าไผ่สีเงินของท่านผู้เฒ่าไร้นามพร้อมด้วยศิษย์น้องของเขาส่วนเต๋อเจิ้นก็กลายเป็หูตา แขนขาที่สำคัญขององค์จักรพรรดิ
หลังจากเถียนเยวี่ยเดินกลับออกมาแล้วหันกายเลี้ยวเข้าไปในสวนผักจื้อหานข่งมองตามเงาหลังชายหนุ่มหวนคำนึงถึงชีวิตที่ผ่านมาของศิษย์รักตามที่เอ่ยเล่าให้อาจารย์เช่นเขาฟัง
ชีวิตที่ผ่านมาของเถียนเยวี่ยนอกจากเติบโตอย่างเรียบง่ายในหุบเขาไผ่หอมออกท่องเที่ยวทั่วหล้าก็ใฝ่เรียนรู้เื่ดนตรี บทกวี งานช่างแม้กระทั่งเคยใช้ชีวิตแบบชาวประมง เมื่อพบเจอและรั้งอยู่กับเขาก็ลงแรงปลูกผักปลูกแตง เลี้ยงไก่ หาปลา กินอยู่เรียบง่าย ยามว่างก็ทำเครื่องสาน
นี่คือเส้นทางชีวิตของเถียนเยวี่ยจริงๆ กระนั้นหรือ
สมควรแล้วหรือไม่ที่สายเืราชวงศ์สูงศักดิ์ต้องมาใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน...
เมื่อสมาธิถูกดึงไปที่อื่น จื้อหานข่งจึงวางมือจากงานสานที่ยังไม่แล้วเสร็จเขามองออกไปยังทุ่งแตงที่กำลังออกดอกสีเหลืองละลานตาทั่วทุ่งรอเป็ผลให้เก็บเกี่ยวเวลาดั่งสายน้ำไหลจากอุดรสู่ทักษิณ ภาพคืนวันจากอดีตผุดในห้วงสำนึกยี่สิบกว่าปีก่อนเต๋อเจิ้นพารุ่ยเซียงอุ้มลูกน้อยกลับมาอยู่ป่าไผ่หอม รุ่ยเซียงอยู่ทว่าเต๋อเจิ้นเลือกจากไป
ร่างกายของศิษย์น้องหญิงมีพิษร้ายแทรกซึมนับว่ายังมีวาสนาอยู่บ้างที่พิษร้ายยังไม่ทำอันตรายกับทารกน้อยคลอดก่อนกำหนดเพราะไม่อยากให้ตัวเองเป็ต้นเหตุของการเข่นฆ่าจึงก้มหน้ารับชะตากรรมยุติความแค้นไว้ด้วยการไม่เอาความผู้ใด ขอพระเมตตาจากคนร่วมเคียงออกมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นอกวัง
นางได้อยู่ฟูมฟักลูกรักไม่กี่ปีเขาและศิษย์ร่วมอาจารย์หลั่งเืสาบานต่อหน้าก่อนนางสิ้นลมไม่ส่งตัวเซวียเยวี่ยอวิ๋นให้องค์จักรพรรดิและไม่ให้เติบโตภายใต้ความดูแลของนางในตำหนักคนใดไม่ว่าจะเป็พระมเหสีหรือสนมนางอื่น เต๋อเจิ้นนำความถ่ายทอดถึงโอรส์และทรงรับปากไม่บังคับเอาราชโอรสคืน...นอกจากเขาสมัครใจ
เด็กน้อยเติบใหญ่โดยไม่รู้ฐานะตน ปีละครั้งที่เต๋อเจิ้นจะพาบิดามาพบจนเมื่ออายุสิบสี่เกิดโศกนาฏกรรมที่หุบเขาไผ่หอมสายสัมพันธ์พ่อลูกจึงถูกดึงห่างออกไป
หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วบุคคลสำคัญของแคว้นไม่ย่ำกรายมาที่หุบเขาอีกเลยนับจากมีศิลาใหญ่ตั้งตระหง่านความห่างเหินเป็ฉากหน้าปกป้องบุตรเพราะกริ่งเกรงว่าความใกล้ชิดอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเขาจะคืนวังหลังรอดจากความตายเด็กหนุ่มยามนั้นจึงรู้ชาติกำเนิดของตน ได้รู้ว่าชายที่เขาเรียกว่าบิดาแต่อยู่กับเขาไม่ได้นั้นสูงศักดิ์ปานใด
เถียนเยวี่ยเล่าให้ฟังว่าเมื่อเจ็ดปีก่อน่เทศกาลจงชิวเขาได้รับเชิญไปพบ ‘คนนั้น’ ที่วัดหม่านหลงและในปีที่บุตรสาวหมอหลันิอายุสิบเอ็ดขวบเขาได้พบเต๋อเจิ้นพร้อมข้อเสนอหนึ่งทว่าเขารับไว้เพียงแค่กระบี่ฮงิและป้ายอาญาสิทธิ์แทนพระองค์
เสียงฝูงไก่กระพือปีกในลานเลี้ยงดังขึ้นเรียกสติของชายสูงวัยกลับยังปัจจุบัน
รัก ห่วงใย แต่กลับต้องแสดงออกด้วยความเฉยชา เหินห่างความคิดอ่านจากคนในวงล้อมของอำนาจเป็เช่นนี้เอง...จื้อหานข่งรำพันกับชะตาของพ่อลูกที่เขาเกี่ยวพันมากว่าค่อนชีวิต
หลายวันต่อมายามบ่ายที่ดวงอาทิตย์ยังคงทำหน้าที่ส่งความร้อนมายังพื้นพิภพอย่างเคร่งครัด
เถียนเยวี่ยกำลังนั่งตกปลาอยู่ริมทะเลสาบ ชายหนุ่มคิดกังวลถึงอาการป่วยของอาจารย์ใจอยากไปรับตัวหลันิมารักษาเขา แต่ผู้สูงวัยกลับยืนกรานห้ามปราม ยอมรับสภาพว่าจะอยู่ได้อีกไม่นานเขาเพียงยอมกินหยูกยาที่ซื้อหาจากหมอสมุนไพรในตัวเมืองเท่านั้น
แม้ภายนอกอาจารย์จะมองดูแข็งแรงใบหน้าอิ่มสุขไม่อินังขังขอบกับโรคร้าย ไม่ยำเกรงกับความตายที่ใกล้เดินทางมาถึง ดึกดื่นกลับมีเสียงไอติดต่อกันบางครั้งก็หลั่งออกเป็โลหิต แต่ก็ยังพยายามปิดบังเขาหน้าที่ศิษย์ทำได้คือเป็เพื่อนพูดคุยและหาอาหารมาบำรุงตามสภาพ
ผูกพันกับบุคคลใด ยามพรากจากล้วนเกิดความเศร้าใจไร้รักไร้ผูกพันถือเป็เื่ดี ทว่าปุถุชนมีเืเนื้อ จิตใจความผูกพันของเขามีอยู่ ณ หุบเขาไผ่หอม มีอยู่ที่เมืองถูหยาง เพราะที่แห่งนั้นยังมีบ้านสกุลหลัน
ปลายังไม่กินเหยื่อ พื้นผิวน้ำยังคงนิ่งสงบมีเพียงแมลงน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณพุ่มต้นกก
กงล้อของชีวิตยังหมุนเดินไปเบื้องหน้าแต่ผู้คนที่ผูกพันกับเขาล้วนลดน้อยลงทุกที...