บทที่ 31 น่องไก่ของฉินซู
“ซูเอ๋อร์ เ้ายังไม่ได้ทานอาหารใช่หรือไม่? เข้ามาเร็วเถิด พี่ให้คนเตรียมน่องไก่ที่เ้าชอบไว้แล้ว อีกครู่ก็จะส่งมาแล้ว” ฉินหยวนจูงมือฉินซูเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทีอ่อนโยน เมื่อครู่ที่เสแสร้งกับฉินจงเจิ้ง ในใจของฉินหยวนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
ทว่าความรู้สึกนี้กลับหายไปทันทีเมื่อได้เห็นฉินซู…
นางมิเข้าใจ เหตุใดคนในครอบครัวเดียวกัน กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ จนวันนี้ที่ต้องมาเผชิญหน้ากัน ก็นับว่าเป็เื่น่าเศร้าอยู่ไม่น้อย
“มีน่องไก่ด้วยหรือ! เยี่ยมไปเลย!” พอได้ยินว่ามีน่องไก่ ฉินซูก็ดูดีใจเป็พิเศษ ฉินซูอายุน้อยกว่าฉินหยวนไม่กี่ปี ในวัยนี้ส่วนใหญ่แล้วก็เป็แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ที่ชอบทานของอร่อย ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ อยากได้รับความรักจากท่านพ่อและมารดา และอยากเล่นในสวนดอกไม้กับพี่สาว
“ซูเอ๋อร์ เ้ายังเด็กนัก… ยังอยู่ในวัยที่ร่างกายกำลังเติบโต ถ้าหากเ้าอยากทานสิ่งใดก็บอกพวกเขาทำให้ได้เลย ถ้าพวกเขาไม่ยอมทำให้ เ้าก็มาบอกพี่ อย่าเก็บเงียบไว้คนเดียวรู้หรือไม่?” เมื่อเห็นน้องชายมีปฏิกิริยาเช่นนั้น ฉินหยวนก็รู้สึกเ็ปขึ้นมาทันที
พวกเขาเกิดในตระกูลฉิน แต่ก่อนยังมีตระกูลไป๋เป็ที่พึ่งพิง อีกทั้งพวกเขาทั้งคู่ก็เป็บุตรของฮูหยินใหญ่ในจวนตระกูลฉินแห่งนี้ ในจวนตระกูลฉิน ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นได้กินอาหารเลิศรสทุกอย่าง แต่อาหารจำพวก ไก่ เป็ด ปลา เนื้อ เหล่านี้ไม่น่าจะขาดแคลน
แต่พวกเขากลับได้กินเนื้อน้อยมาก มักจะเป็ผักเสียส่วนใหญ่ จนกระทั่งฉินหยวนอายุสิบกว่าปีแล้ว ร่างกายก็ยังผอมบางกว่าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน
ส่วนน้องชายของนาง เพียงแค่ได้ยินว่ามีน่องไก่ให้กินก็ดีใจถึงขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าในยามปกติแล้วเขาโดนกดขี่มากขนาดไหน
“ข้าทราบแล้วท่านพี่” ฉินซูพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง เขาเก็บคำพูดของพี่สาวเอาไว้ในใจ ถึงแม้เขาจะอายุน้อย แต่การใช้ชีวิตในครอบครัวที่ซับซ้อนเช่นนี้ ต่อให้เขาอยากจะทำเป็เด็กธรรมดาที่ไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลยก็เป็เื่ยากอยู่ดี
บางอย่างถึงแม้เขาจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ไม่มีทางเลือกที่จะไม่ยอมรับได้ เพราะนั่นคือความจริง
ฉินซูยิ้มพลางลูบศีรษะของตัวเอง ทั้งสองเพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ หงอวี้ก็นำสาวใช้ที่ถือจานอาหารหลากหลายชนิดเดินเข้ามา
“เคารพคุณหนูใหญ่และคุณชายเ้าค่ะ” สาวใช้เพิ่งเดินเข้ามา พอเห็นฉินหยวนและฉินซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ก็รีบก้มศีรษะลง พวกนางมีดูเหมือนจะหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย
โดยปกติแล้ว เนื่องจากฮูหยินใหญ่ไม่เป็ที่โปรดปรานของนายท่านมากนัก ถึงแม้ภายนอกทุกคนจะเรียกพวกเขาว่าฮูหยิน คุณหนู คุณชาย ทว่าในใจลึก ๆ ของทุกคนในจวนแห่งนี้ต่างรู้ดีว่านั่นเป็แค่ภาพลวงตาเท่านั้น
ใน่แรกพวกนางไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ความกล้าก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มกล้าที่จะกดขี่ข่มเหงกันอย่างไร้ยางอาย
ทว่าบัดนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีข่าวลือว่าคุณหนูใหญ่สนิทสนมกับองค์ชายหนิง ซึ่งเป็ผู้ที่มีอำนาจมาก เพราะเื่นี้แม้แต่นายท่าน ผู้ซึ่งปกติไม่เคยสนใจคนในเรือนนี้เลย ก็ยังอดที่จะผ่อนปรนให้คุณหนูใหญ่บ้าง ไม่ต้องพูดถึงพวกสาวใช้ที่ปกติไม่เคยใส่ใจพวกนางเลย
ตอนนี้ทุกครั้งที่ส่งของมาที่เรือนบัวหยก พวกนางจะรู้สึกไม่สบายใจ ถึงแม้คุณหนูผู้นี้จะมีอายุเพียงสิบกว่าปี และยังเป็เด็กอยู่ ทว่านับั้แ่ที่นางตกน้ำไป การกระทำทุกอย่างของนางดูไม่เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป
“พวกเ้าชักช้าอะไรเช่นนี้ ตั้งใจจะปล่อยให้ข้ากับเขาอดตายหรือ?” เผชิญหน้ากับท่าทีประจบประแจงของสาวใช้ ฉินหยวนไม่เคยได้ยินมาก่อน สาเหตุที่นางเกลียดจวนตระกูลฉินแห่งนี้ ไม่ใช่แค่เพราะบิดาผู้วิปริตของนางหรืออนุหลี่กับบุตรสาวผู้ใจร้ายเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้คนในจวนนี้ชอบเอาหน้า
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกนางไม่เป็ที่โปรดปราน ฉินหยวนจำได้ว่าท่าทีของสาวใช้เหล่านี้ไม่เป็เช่นนี้ ถึงแม้ในยามปกติจะเรียกพวกนางว่าคุณหนู และคุณชายก็ตาม แต่บางครั้งสาวใช้เหล่านี้ก็มักจะกลั่นแกล้งนางอย่างจงใจ แล้วไม่ยอมรับ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!
วันนี้ฉินหยวนมีอำนาจมากขึ้นแล้ว ฉะนั้นนางจะไม่ปล่อยให้คนพวกนี้ลอยนวลไปง่าย ๆ
จะว่าอย่างไรดี? ยิ่งพวกนางแสดงท่าทางหวาดกลัวมากเท่าใด ฉินหยวนก็ยิ่งอยากจะทรมานพวกนางมากขึ้นเท่านั้น ฉินหยวนไม่รู้ว่านี่คือความรู้สึกอะไร บางทีอาจเป็เพราะนางถูกกดขี่ข่มเหงมาเป็เวลานาน นางทนมามากเกินพอแล้ว!
“คุณหนู! ข้าไม่มิกล้าเ้าค่ะ! ข้ามิกล้าจริง ๆ!” สาวใช้ร้องไห้พลางเอ่ยออกมาอย่างหวาดกลัว ทันใดนั้นบรรดาสาวใช้ทั้งแถวก็คุกเข่าลงทันที มือยังคงถือจานอาหารร้อน ๆ อยู่ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าวางลง พวกนางได้แต่ก้มหน้าลงพร้อมกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว
“ไม่กล้างั้นหรือ? เ้าบอกมาสิ พวกเ้ายังมีอะไรที่ไม่กล้าทำอีก? สิ่งที่พวกเ้าเคยทำไว้ ต้องให้ข้านับทีละอย่างให้พวกเ้าฟังด้วยหรือไม่!” ฉินหยวนยิ้มอย่างเ็า สายตาเย็นเยียบพร้อมกับเยาะเย้ยคำพูดที่ว่า ไม่กล้าของพวกนาง
หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ฉินหยวน มีองค์ชายหนิงเป็ผู้หนุนหลังแล้ว พวกนางทุกคนจะมีอะไรที่ไม่กล้าทำอีกเล่า?
“ขอคุณหนูอภัยให้ข้าเถิดเ้าค่ะ! ตอนนั้นข้าตาบอด ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ข้าไม่รู้จักบุญคุณ ข้าไม่กล้าแล้ว! ขอคุณหนูอภัยให้ข้าด้วยเ้าค่ะ!” หัวหน้าสาวใช้อ้อนวอนขอความเมตตาไม่หยุด เหล่าสาวใช้ด้านหลังรีบส่งเสียงตามทันที
ฉินหยวนไม่ได้พูดอะไร นางเพียงแค่ส่งสายตาให้หงอวี้และชิงเหอที่ยืนอยู่ด้านข้าง เป็สัญญาณให้พวกนางนำอาหารมาวางบนโต๊ะได้แล้ว แม้ฉินหยวนจะทนมองพฤติกรรมของพวกนางไม่ได้ และอยากจะใช้อำนาจลงโทษพวกนาง
ถึงกระนั้น เื่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือให้ฉินซูได้ทานอาหาร ดังนั้น จึงต้องให้คนนำอาหารมาให้ก่อน ส่วนเื่อื่น ๆ ที่จะตามมา ค่อยจัดการทีหลัง
เมื่อได้รับสายตาจากฉินหยวน ชิงเหอและหงอวี้ต่างพยักหน้ารับคำสั่ง และก้าวไปข้างหน้า พวกนางคว้าจานอาหารจากมือสาวใช้เ่าั้มาทันที ระหว่างนั้นยังจ้องมองพวกนางอย่างดุดัน คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์เช่นนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องชดใช้เสียบ้าง
หากไม่แสดงอำนาจเลย พวกนางคงจะมองฉินหยวนและสาวใช้ของนางเป็เพียงผู้ที่อ่อนแอไปตลอด และคอยรังแกไม่หยุด
“อาซู หิวแล้วใช่หรือไม่? นี่คือน่องไก่ที่เ้าชอบกิน กินสักชิ้นเถิด” หลังจากอาหารทุกอย่างถูกนำมาวางบนโต๊ะ ฉินหยวนเป็คนแรกที่ยื่นมือหยิบน่องไก่ชิ้นใหญ่ใส่ลงในชามของฉินซู ในเวลาเช่นนี้ การทานอาหารของฉินซูยังคงเป็เื่สำคัญที่สุด
ฉินซูมองน่องไก่ตรงหน้าด้วยสายตาอันว่างเปล่า และไม่มีท่าทีจะหยิบมันขึ้นมากินเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทางของฉินซู ฉินหยวนเข้าใจผิดคิดว่าเขาไม่ชอบกินน่องไก่ที่ปรุงเช่นนี้ นางกำลังจะดุด่า แต่ฉินซูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับเอ่ยขึ้นมาอย่างอ่อนแอ
“ท่านพี่ พวกนางทำอะไรผิดหรือ?” ฉินซูหันไปมองสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ถามด้วยความสงสัย
เขาไม่ค่อยได้เห็นพี่สาวโมโหใส่สาวใช้มากถึงเพียงนี้ เพราะปกติแล้ว นางมักจะใจดีอ่อนโยนอยู่เสมอ
นับั้แ่เหตุการณ์ครั้งก่อน ฉินซูรู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ตัวเองไม่รู้ หลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหมด
“ซูเอ๋อร์ เหตุใดเ้าจึงถามเช่นนี้เล่า?” ฉินหยวนมีท่าทีแตกต่างออกไปเมื่อพูดกับฉินซู
“แล้วเหตุใดท่านพี่ถึงให้พวกนางคุกเข่าตอบคำถามตลอด? ไม่ใช่เพราะพวกนางทำผิดหรอกหรือ!” สุดท้ายแล้ว เขาก็เป็เพียงเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ เมื่อเผชิญกับเื่ที่ซับซ้อนเช่นนี้ จิตใจของเขายังคงบริสุทธิ์อยู่