เมื่อเธอหันกลับมาลาร์รี่ซึ่งกําลังเปิดซองบุหรี่อยู่ก็ยื่นมาให้มวนหนึ่ง เธอรับมาโน้มตัวลงจ่อกับไล้ท์เตอร์ที่เขาขีดขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พ่นควันเป็ทางยาวยกพวงผมที่ถูกไว้เป็เปียเดี่ยวอันใหญ่ขึ้นจากต้นคอ
“ฉันว่าภาพโคลส-อัพ นั่นคุณถ่ายได้ดีทีเดียวโรรี่” น้ำเสียงที่แสดงความชื่นชมในฝีมือบอกความจริงใจ ทําให้โรรี่ยิ้มออกมาได้แต่แล้วก็ส่ายหน้า
“ถึงตอนนี้ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ่ายมาได้ยังไงผมยังจําได้ว่าตอนที่เมลเชอร์ก้าวออกมาจากรถ ยิ้มแย้มโบกมือทักทายผู้คนอยู่นั่นน่ะผมแพนกล้องไปทางด้านขวาของคนที่ยืนอยู่ เพื่อจะจับภาพปฏิกิริยาที่พวกเขาแสดงออกแล้วผู้หญิงคนนั้นก็... ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาโผล่ออกมาจากไหน...”คิ้วขมวดมุ่นเมื่อกล่าวต่อว่า “ผมสงสัยว่าฝ่าด่านตำรวจเข้ามาได้ยังไงคุณเห็นกันมั่งหรือเปล่าล่ะ”
“ฉันน่ะไม่เห็นหรอก”เคลลี่บอกด้วยน้ำเสียงบอกความเสียดายไม่น้อย “น่าเสียดายที่สุดเลยตอนนั้นฉันเองก็มัวมองไปทางอื่นเสียนี่”
“ผมว่าตอนนั้นตํารวจน่าจะกําลังจับตามองผู้ชายคนหนึ่งที่ท่าทางเหมือนนักมวยปล้ำอยู่มากกว่า” ลาร์รี่ว่า หันไปมองหน้าเพื่อนช่างกล้อง“ผมเห็นเทปตอนที่เขาตัดต่อกันอยู่แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าคุณจับภาพปืนในมือตอนที่ยายนั่นยิงออกไปไว้ได้ด้วย”
“ตอนนั้นผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเขาถืออะไรบางอย่างไว้ แต่เดาเอาว่ามันน่าจะเป็มะเขือเทศเน่า ๆหรือไม่ก็ไข่สดอะไรทํานองนั้น” โรรี่ยิ้มกว้าง“แล้วผมก็มัวแต่ไปตื่นเต้นกับความคิดที่ว่า เผลอ ๆกําลังถ่ายอยู่อาจจะโดนลูกหลงเป็มะเขือเทศเน่าเข้าบ้างก็ได้ แต่นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็ปืน...” เขาส่ายหน้าพร้อมกับถอนใจออกมาเมื่อหันมามองหน้าเคลลี่ในครั้งนี้ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลง“คุณรู้หรือเปล่าว่าเราเกือบไม่ได้ข่าวนั้น ถ้าไม่เป็เพราะคุณ...”
“คุณต่างหากที่เป็คนบอกฉันเื่คนที่มาชุมนุม”เคลลี่ตัดบทก่อนที่เขาจะทันพูดจบลง
“ถ้าหากเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่เล่าเื่ให้คุณฟังว่ามีคนมาชุมนุมเราก็ไม่รู้อยู่ดี” ลาร์รี่เสริมขึ้นบ้าง
“ฉันว่ามันเป็ความโชคดีของเรามากกว่า”เคลลี่สรุป
โรรี่อ่านความรู้สึกในสีหน้าของเธออยู่นานในที่สุดก็ยิ้มออกมา
“ไม่รู้นะ ผมว่าเื่นี้มันแฝงลางสังหรณ์อยู่...ก็ลางสังหรณ์ของคุณนั่นแหละ”
นั่นต้องถือว่าเป็คําชมอย่างสูงสุดที่เธอจะได้รับจากเขาแล้วเคลลี่ยิ้มตอบ รู้สึกตื้นตันใจไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันก็อดที่จะรู้สึกอึดอัดใจมิได้
“จะยอกันมากเกินไปแล้วละโรรี่ เอาเป็ว่ามันเป็ลางสังหรณ์ที่บอกความโชคดีก็แล้วกัน”
“คุณพูดถูกนะทับบ์” ลาร์รี่ว่า“เพราะดูเหมือนเคลลี่จะจมูกไวในเื่ข่าวไม่น้อยเลยเอาเป็ว่าตอนนี้เราเปลี่ยนมาเรียกว่าคนขาไวอย่างแต่ก่อนจะดีกว่า”
“นี่...ถามจริง ๆเถอะว่าคุณสองคนเกิดเป็อะไรขึ้นมา ทําไมเวลาที่ตั้งชื่อเล่นให้ใครสักคนถึงต้องเอาสัดส่วนของร่างกายมาใช้ด้วยล่ะอย่างที่เรียกฉันว่าแม่ขาไว แต่ตอนที่อยู่ในเซนท์หลุยส์ที่นั่นเขามองหัวฉันแล้วก็เรียกว่าแม่หัวแดง เหมือนกันไม่มีผิด”
“เป็พวกที่ขาดความสามารถในการสร้างมโนภาพโดยสิ้นเชิง”ลาร์รี่หันไปพูดกับโรรี่ “แต่ที่จริงที่เซนท์หลุยส์เขาก็เรียกคุณถูกแล้วละ”
“แต่สําหรับคุณมีความเห็นว่า ถ้าเรียกด้วยขาแล้วมันจะสร้างภาพให้เห็นได้ชัดเจนกว่าว่างั้นเถอะ” เธอพูดปนหัวเราะสนุกสนานอยู่กับการต่อล้อต่อเถียงกับเพื่อนร่วมงานทั้งสองเพราะมันช่วยให้ลับฝีปากได้ดีขึ้นแถมยังเป็การพักผ่อนไปในตัวอีกด้วย
“มันเซ็กซี่กว่าต่างหากล่ะ” โรรี่ยิ้มกว้าง
“ฉันจะฟ้องดอนน่าว่าคุณพูดฉันแบบนี้”เคลลี่ขู่โดยแสร้งทำหน้าบึ้ง จะมีก็แต่แววในดวงตาที่เป็ประกายยั่วเย้า
“อย่าเชียวนา”โรรี่ร้องแล้วก็ล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง “เออ...ตอนนี้ยังพอมีเวลาโทรไปหาเสียหน่อยจะดีกว่าตอนนี้กำลังต่อสู้กับโรรี่ จูเนียร์ อย่างเอาเป็เอาตาย นายนั่นฟันขึ้นแล้วด้วย”
เขาเดินเข้าไปในโรงพยาบาลเคลลี่จับตามองเมื่อเขาหลบรถพยาบาลคันหนึ่งที่แล่นสวนเข้ามาคิดไปถึงคําชมของเขาเกี่ยวกับเื่ลางสังหรณ์ของเธอ ซึ่งเธอไม่ใคร่แน่ใจนักว่ามันจะเป็เพราะเหตุนั้นจริงหรือไม่เพราะการที่เก็บภาพผู้คนที่ยืนมุงกันอยู่ตรงเครื่องกีดขวางมันก็เป็แค่เื่ธรรมดาเื่หนึ่งเท่านั้น
ขณะนั้นทุกคนต่างเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ เซ็นทรัลปาร์ค เพื่อทำรายการ “ชีวิตตอนห้าโมงเย็น” มันเป็รายการหนึ่งที่ทางสถานีจัดขึ้นเพื่อให้บรรยากาศในหน้าร้อนของนิวยอร์คดูมีชีวิตจิตใจขึ้นส่วนใหญ่รายการนี้จะถ่ายทําทั้งภายในและภายนอกสถานที่ซึ่งสําหรับประการหลังนี้จะเป็ตรงจุดใดจุดหนึ่งของนครนิวยอร์คก็ย่อมได้ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้ ได้มีการบันทึกเทปจากสวนสัตว์ที่มีชื่อว่า“บรองซ์ ซู” และ “เชีย สเตเดี้ยม” ในควีนส’ กันไว้แล้วแต่สําหรับวันนี้จุดที่จะถ่ายทําคือบรรยากาศของเซ็นทรัล ปาร์คโดยที่เคลลี่จะมีเ้าหน้าที่จากกรมอุตุนิยมวิทยามาเป็ผู้ร่วมรายการแต่เหตุการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปโดยไม่คาดคิด
ขณะที่การถ่ายทําเสร็จเรียบร้อยและกําลังเก็บข้าวของเพื่อจะกลับกันอยู่นั้นโรรี่ได้เดินเข้าไปคุยกับเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสวนสาธารณะคนหนึ่งและตอนที่คุยกันอยู่เ้าหน้าที่ก็เล่าให้เขาฟังว่าตอนนี้ผู้คนกําลังไปชุมนุมกันอยู่ที่ “ทาเวิร์น”แห่งหนึ่งภายในสวนสาธารณะ
เมื่อเคลลี่ขึ้นมานั่งบนรถเพื่อเดินทางกลับสถานีโรรี่ก็เล่าเื่นั้นให้เธอฟังด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความสนใจเท่าไรนัก
“อ้าว...ในเมื่อเราอยู่ใกล้แค่นี้ทําไมไม่ลองเลี้ยวรถไปดูกันหน่อยล่ะ” เคลลี่เป็คนเสนอความคิดนั้นขึ้น“เรายังไม่จําเป็ต้องกลับไปสถานีตอนนี้นี่”
ถ้าเคลลี่จะมีเวลามากพอที่จะวิเคราะห์เหตุผลที่ทําให้เธอเสนอความคิดดังกล่าวออกไปก็จะเห็นว่ามันเป็ข้อเสนอที่มีน้ำหนักอย่างมากทั้งนี้เพราะเมลเชอร์เป็นักการเมืองที่ค่อนข้างจะมีศัตรูมากกว่าใครและขณะนี้ก็มีข่าวลืออยู่ตลอดเวลา ว่าเขาหวังตําแหน่งผู้ว่าการรัฐอยู่สําหรับความเห็นของเขาที่แสดงต่อสาธารณะนั้นดูจะไปขัดแย้งกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างมาก
ซึ่งถ้าจะพิจารณาถึงบทบาทของเขาในแวดวงการเมืองแล้วแดน เมลเชอร์ มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นไปเป็บุคคลสําคัญคนหนึ่งในอนาคตอันใกล้และเทปที่บันทึกภาพต่าง ๆ ไว้น่าจะกลายเป็สิ่งที่มีความสําคัญขึ้นมาได้ในวันข้างหน้าเพราะมันเป็ข่าวที่เจาะลึกเกี่ยวกับวุฒิสมาชิกผู้นี้แม้ว่าโดยตัวของมันเองแล้วจะไม่มีความสําคัญมากนักก็ตาม
ในฐานะที่เป็ผู้ผลิตรายการ แบรด ซอมเมอร์สามารถจะยับยั้งความคิดดังกล่าวนี้ได้ แต่ก็เพียงแต่ยักไหล่อย่างปราศจากความยินดียินร้ายพูดเรียบ ๆ อย่างไม่สนใจว่า
“ก็...เชิญตามสบาย”
โรรี่กับลาร์รี่จึงช่วยกันแบกทั้งเครื่องเสียงและกล้องใส่เข้าในรถของทางสถานีหลังจากนั้นทั้งสามคนก็ออกเดินทางไปยังทาเวิร์นดังกล่าว
ตอนที่พวกเขาเดินทางไปถึงก็ได้เห็นพวกที่มาชุมนุมต่างถือป้ายหลั่งไหลกันเข้ามายังหน้าภัตตาคารแห่งนั้นแต่ไม่อาจเข้าไปถึงข้างในได้เนื่องจากมีเ้าหน้าที่ตํารวจสายตรวจกับรถอีกสองคันขวางอยู่ขณะเดียวกันรถตํารวจอีกคันหนึ่งซึ่งมีเ้าหน้าที่สายตรวจอีกสองคนก็กำลังวิ่งเข้ามาสมทบ
ถ้าเ้าหน้าที่ตำรวจเ่าั้ตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้บรรดาผู้ประท้วงเลิกการชุมนุมลงได้ความหวังนั้นก็ดูจะหมดสิ้นลงในทันทีที่ทุกคนหันมาเห็นเ้าหน้าที่จากสถานีโทรทัศน์เดินทางมาถึงพร้อมด้วยกล้องและเครื่องมือต่างๆ
เคลลี่นั้นล้วงเอาสมุดบันทึก ปากกาบัตรประจําตัวผู้สื่อข่าวออกมาจากกระเป๋าใบเล็กที่สะพายไหล่อยู่เธอเหลือบไปเห็นตํารวจสายตรวจนายหนึ่งกําลังเจรจาอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวในชุดสากลอยู่ตรงประตูเข้าเธอจึงเดินตรงเข้าไปหา ดูเหมือนทั้งสองจะไม่สบายใจเลยเมื่อเห็นเธอเข้า
“ไฮ...ฉันชื่อเคลลี่ ดักลาส ค่ะ จาก...”
แต่ตำรวจนายนั้นยกมือขึ้นห้ามเธอไว้เสียก่อน
“ผมทราบครับว่าคุณเป็ใคร มิสดักลาส”สีหน้าของเขาค่อนข้างจะเคร่งขรึม แต่กระนั้นแววยิ้มกริ่มก็ยังฉาบอยู่ในดวงตาเมื่อกวาดไปทั่วใบหน้าเธอ
“แล้วตอนนี้ที่นี้เกิดอะไรขึ้นล่ะคะ” เธอถามออกไปก่อนจะหันไปมองทางผู้คนที่ชุมนุมประท้วงอีกครั้ง
ขณะนั้น ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งสูงหกฟุตสองนิ้วร่างกายหนั่นแน่นด้วยมัดกล้าม โกนหัวโล้น ไว้หนวดแบบฟูแมนจูกําลังเป็ปากเสียงอยู่ตำรวจคนหนึ่ง โรรี่กําลังเอากล้องจับภาพนั้นไว้ทางข้างหลัง
“มิสดักลาสครับ ได้โปรดเถอะ...”ผู้ชายที่อยู่ในสูททักซิโด้เอ่ยขึ้น จากแผ่นบัตรที่กลัดติดอยู่ตรงหน้าอกบอกให้รู้ว่าเขาเป็ผู้ช่วยผู้จัดการของภัตตาคารที่มีชื่อเสียงแห่งนี้สีหน้าของเขาบอกความขุ่นเคืองและดูจะกระวนกระวายใจอย่างมาก“คือผมไม่อยากให้ภาพร้านอาหารของเราออกไปเพราะขณะนี้เรากําลังจัดงานเลี้ยงรับรองท่านวุฒิสมาชิกอยู่”
“แล้วตอนนี้ท่านวุฒิสมาชิกอยู่ข้างในหรือคะ”เคลลี่มิได้ปฏิบัติตามคําขอร้องของเขา“ฉันเองก็กําลังคิดอยากจะสัมภาษณ์ท่านอยู่เหมือนกัน”
“ยังเดินทางมาไม่ถึงเลยครับ”ตํารวจผู้นั้นเป็ผู้ตอบแทน สังเกตเห็นอยู่เหมือนกันว่าผู้ช่วยผู้จัดการไม่พอใจนัก
เคลลี่มองเห็นโอกาสที่จะได้ข่าวอย่างดีมันหมายถึงว่าเธอจะได้ภาพตอนที่วุฒิสมาชิกเผชิญหน้ากับผู้ที่มารอประท้วงเขาอยู่ด้วย
“แล้วท่านจะมาถึงเมื่อไหร่ล่ะคะ” เธอถามออกไปและเ้าหน้าที่ตํารวจก็ยักไหล่
“จวนแล้วละครับ”
ซึ่งก็ตอนนั้นเองที่ลินคอล์นสีดํามันปลาบวิ่งเข้ามาตามทางวิ่งของภัตตาคารผู้ช่วยผู้จัดการดูจะเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เขาจ้องมองรถคันนั้นซึ่งติดฟิล์มกรองแสงสีดําด้วยแววตาคมปลาบราวจะมองให้ทะลุเข้าไปเห็นผู้ที่นั่งอยู่ภายใน
เคลลี่ไม่รอให้เสียโอกาสเธอรีบวิ่งเข้าไปหาโรงเพื่อจะบอกให้เขารู้ว่าวุฒิสมาชิกมาถึงแล้ว ซึ่งก็พอดีกับที่รถคันดังกล่าวจอดลงโรรี่รีบเปลี่ยนมุมกล้องหันไปจับภาพประตูหลังที่กําลังเปิดออก