ตอนที่ 113 หน้าบาน
หานชีเยวี่ยหวั่นไหว ทว่าก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นเธอก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วคนเราไม่ควรโลภมากมากเกินไป ควรพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ก็พอแล้ว
เธอตระเตรียมของที่เจียงอวี้หมิงเตรียมไว้เพื่อเป็นของขวัญสวัสดิการในเทศกาลไหว้พระจันทร์สำหรับเจ้าหน้าที่กลับไปยังสหคาม แต่ทันทีที่เห็นของกองโต เธอก็ถึงกับตะลึงจนยืนบื้อไปเลย เจียงอวี้หมิงเตรียมทุกอย่างให้เธอตามที่เธอขอจริงๆ
ถึงแม้ปากจะบ่นว่าเงินไม่พอ แต่เขาก็ยังให้ส่วนลดพิเศษอยู่ดี ผ้าปูที่นอนหนึ่งผืนพร้อมปลอกหมอนสองใบ ทั้งหมดรวมเป็นเงินห้าหยวน เตรียมไว้ทั้งหมดสามสิบชุด เจียงอวี้หมิงรอให้ของเตรียมพร้อมเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นเขาถึงเพิ่งค้นพบว่าของขวัญมากมายขนาดนี้ คงไม่สะดวกที่จะแบกกลับไปจริงๆ
โดยเฉพาะกับหญิงสาวตัวเล็กบอบบางอย่างหานชีเยวี่ย
สุดท้าย ผู้จัดการโรงงานผู้ชื่นชมคนมีความสามารถดุจชีวิตก็จัดเตรียมคนขับรถให้ไปส่งหานชีเยวี่ยด้วยตัวเองโรงงานทอฝ้ายมีรถจี๊ปเก่าคันหนึ่ง สภาพไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เป็นรถเก่าใช้งานมาหลายปีแล้ว แต่รถจี๊ปมีความทนทานสูง แม้จะเก่าไปหน่อยแต่ก็ยังใช้ขับได้ไม่มีปัญหา
ในเวลาปกติแล้ว รถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งของผู้จัดการโรงงาน แต่วันนี้ผู้อำนวยการกลับเรียกรถมาเพื่อให้ไปส่งหานชีเยวี่ยที่สหคาม แม้แต่รองผู้จัดการโรงงานยังไม่ได้รับเกียรติเช่นนี้ ข่าวนี้จึงนำไปสู่หัวข้อสนทนาและวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นๆ
คนที่ทราบเหตุการณ์ต่างก็เริ่มพูดคุยกันว่า สหายหานคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้จัดการโรงงาน? บางคนที่รู้มากกว่าก็บอกว่า หญิงสาวคนนี้เป็นญาติของหัวหน้าเจียง
แต่เหตุผลเช่นนี้ คนส่วนมากต่างก็ไม่เชื่อถือ คิดว่ากำลังหลอกใครอยู่กัน? แม้แต่หัวหน้าเจียงเองยังไม่มีสิทธิ์ที่จะได้นั่งรถยนต์ แล้วญาติของเขาจะมีสิทธิ์ได้อย่างไร? สหายหานคนนี้ต้องเป็นญาติของผู้จัดการโรงงานแน่ๆ แถมยังต้องเป็นญาติสนิทอีกด้วย
ทว่า ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หานชีเยวี่ยก็ยังนั่งรถยนต์กลับไปที่สหคามอยู่ดี หลังจากผ่านมาสองชาติภพ นี่เป็นครั้งแรกที่หานชีเยวี่ยได้นั่งรถยนต์ แถมยังเป็นรถยนต์ส่วนตัวอีกด้วย
ในชาติที่แล้ว ครอบครัวสกุลจวงฐานะค่อนข้างไม่เลว เธอเคยได้โอกาสนั่งรถยนต์บ้างเป็นครั้งคราว แต่เธอก็มีฐานะเป็นเพียงแค่แม่บ้านที่ทำงานให้ฟรีๆ คนหนึ่งเท่านั้น จริงๆ แล้ว พวกเขาไม่ค่อยพาเธอออกไปไหนต่อไหนมาหลายปีแล้ว
สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือการดูแลคนป่วยติดเตียงที่บ้าน ซักผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน ต่างๆ เป็นต้น
แต่การเป็นวิญญาณเร่ร่อนมานานหลายสิบปี ทำให้เธอได้เห็นโลกกว้าง แม้จะได้ขึ้นรถยนต์เป็นครั้งแรก แต่ท่าทางของหานชีเยวี่ยก็ดูสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
คนขับรถเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกสดใสร่าเริง เพียงแค่มองก็รู้สึกมีชีวิตชีวาตอนแรกคนขับคิดว่าหานชีเยวี่ยคงจะตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น พอขึ้นรถแล้วก็คงจะจับโน่นนี่ เพราะอย่างไรเสีย การได้นั่งรถยนต์เป็นครั้งแรกนับว่าไม่แปลกที่จะแสดงออกเช่นนั้น
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่า หานชีเยวี่ยจะไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองหานชีเยวี่ยด้วยความชื่นชม ระหว่างทาง หานชีเยวี่ยสนทนากับคนขับรถบ้างเล็กน้อย เธอไม่ได้สืบถามข่าวคราวอะไรเป็นพิเศษ แค่คุยเรื่องทั่วๆ ไปที่ไม่สำคัญอะไร
ถึงแม้คำถามของหานชีเยวี่ยจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่จากการคุยนั้นก็ทำให้เธอได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาไม่น้อย ในเมื่ออีกไม่นานก็จะต้องร่วมงานกันแล้ว หานชีเยวี่ยไม่อยากจะทำธุรกิจกับโรงงานทอฝ้ายโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ตลอดทาง หานชีเยวี่ยแสดงออกอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกรำคาญจนเกินไป
เมื่อได้ฟังคำพูดของหานชีเยวี่ย คนขับรถก็อดทอดถอนใจไม่ได้ มิน่าล่ะ ผู้จัดการโรงงานถึงได้ให้เขามาส่งหญิงสาวคนนี้ ที่แท้แล้วสหายคนนี้ก็ไม่ธรรมดาจริงๆ
คนขับรถหนุ่มน้อยรู้สึกยินดีจนแทบทนไม่ไหว อารมณ์ดีจนอยากจะให้เส้นทางนี้ยาวขึ้นอีกหน่อย
แต่ความจริงคือ ใช้เวลาเพียงไม่นาน รถก็ขับมาถึงหน้าประตูสหคามแล้ว คนขับรถรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ยังคงขับรถเข้าไปในลานสหคามอยู่ดี
สหคามในยุคสมัยนี้ยังไม่มีรถยนต์ แม้แต่ผู้นำของสหคามเองก็ยังใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง และแม้จะเป็นจักรยาน ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ขี่ บางคนต้องอาศัยการเดินเท้ามาทำงาน
จู่ๆ ก็มีรถยนต์ค่อยๆ แล่นเข้ามาในลานสหคาม เจ้าหน้าที่ในลานต่างก็พากันอกสั่นขวัญแขวน หรือว่าจะมีผู้นำระดับสูงมากันนะ? แต่ก็ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าอะไรมาเลยนี่ หรือว่าจะมาตรวจสอบแบบไม่ให้ทันตั้งตัว?
และเพราะความคิดนี้นั่นเอง เจ้าหน้าที่ที่เห็นรถคนแรกจึงตกใจตาลีตาเหลือก รีบวิ่งไปที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการไช่เพื่อรายงาน เสียงตะโกนของเขาดังมาก ไม่ใช่แค่ผู้อำนวยการไช่เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่คนอื่นๆ ก็พลอยตื่นตกใจไปด้วย
หลายคนยืนมองออกมาจากหน้าห้องทำงานและหน้าต่างของตัวเอง บางคนที่กล้าๆ หน่อยก็เดินออกมาจากห้องทำงานมายืนมุงดูในลานด้วยเลย
เจ้าหน้าที่คนแรกที่เห็นรถ โวยวายจนผู้อำนวยการไช่ออกมาจากห้องทำงานจนได้
ผู้อำนวยการไช่มีสีหน้ามึนงง เขาไม่ได้รับข่าวว่าจะมีผู้นำระดับสูงมาเยี่ยม แต่คนที่นั่งรถยนต์มาได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
ตอนที่เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วยืนรออยู่ในลานสหคาม รถยนต์ก็ค่อยๆ จอดสนิท หลังจากนั้น ท่ามกลางทุกคนที่ตีสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขาพลันเห็นหานชีเยวี่ยลงมาจากรถจี๊ปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานราวดอกไม้ผลิแย้ม
ผู้อำนวยการไช่ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักหานชีเยวี่ย เธอเป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามของพวกเขา
ไม่ใช่ว่าเธอเป็นสาวชาวนาจากชุมชนถวนเจี๋ยหรอกหรือ ทำไมถึงมีรถยนต์มารับมาส่งได้?
มีคนอื่นๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งเคยได้ยินว่ามีเจ้าหน้าที่สาวคนใหม่เข้ามาทำงานในสหคาม แต่ยังไม่รู้จักเธอ พวกเขายังคงสงสัยว่าผู้นำที่มาวันนี้ ตกลงแล้วเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงได้อายุน้อยขนาดนี้? ผู้นำที่อายุน้อยขนาดนี้ แต่ได้เป็นถึงผู้นำ คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
แน่นอนว่าไม่ใช่
จริงๆ แล้วเธอคนนี้เป็นใครกันแน่?
ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดากันอยู่นั้น ผู้อำนวยการไช่ก็เดินเข้าไปหาหานชีเยวี่ยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแล้ว พอเห็นสีหน้าแบบนั้นของผู้อำนวยการไช่ ทุกคนก็ยิ่งอดไม่ได้ที่คาดเดาไปต่างๆ นานา ตกลงแล้วเธอเป็นใครกันแน่ ที่ทำให้ผู้อำนวยการไช่ต้อนรับอย่างเป็นกันเองแบบนี้?
“สหายหาน ทำไมถึงมาเวลานี้ได้ล่ะ? แถมยังมีรถยนต์มาส่งเธออีก”
เมื่อผู้อำนวยการไช่พูดจบ ทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็ยิ่งตกใจจนยืนแทบไม่อยู่
“แกรู้ไหมว่าสหายสาวคนนี้เป็นใคร?”
“ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้าเธอมาก่อนนะ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
“สหายหานชีเยวี่ย เจ้าหน้าที่คนใหม่ของสหคามเราไง”
ประโยคสุดท้ายเป็นเสียงของเสี่ยวหลี่ว์
จริงๆ แล้ว ตอนที่เสี่ยวหลี่ว์เห็นหานชีเยวี่ยลงมาจากรถยนต์ เขาตกใจยิ่งกว่าคนอื่นเสียอีก
เป็นไปได้อย่างไร?
น้าของเขาไม่ได้บอกว่าหานชีเยวี่ยเป็นสาวชาวนา ครอบครัวสกุลหลี่ว์ของพวกเขาไม่มีทางยอมให้เขาคบกับสหายหานชีเยวี่ยหรอกหรือ? แต่สหายหานชีเยวี่ยกลับมีรถยนต์มารับส่งแบบนี้ เธอเป็นสาวชาวนาจริงๆ หรือ?
คงไม่ใช่ว่าน้าของเขาเข้าใจผิดไปหรอกกระมัง?
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ ถ้าสหายหานชีเยวี่ยมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา เขากับสหายหานชีเยวี่ยก็ยังมีโอกาสในอนาคตได้หรือเปล่า?
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ สมองของเสี่ยวหลี่ว์ก็คิดอะไรไปไกลหลายตลบแล้ว ถึงขนาดเริ่มจินตนาการถึงอนาคตของเขากับหานชีเยวี่ยด้วยซ้ำ
จริงๆ แล้ว มีหลายคนที่คิดเหมือนกับเสี่ยวหลี่ว์ พวกเขาคิดว่าหานชีเยวี่ยต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแน่ พวกเขาคาดเดาว่าหานชีเยวี่ยอาจจะเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของข้าราชการระดับสูง แต่ก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ หากเธอเป็นลูกสาวของคนมีอำนาจจริงๆ ทำไมถึงได้มาทำงานอยู่สหคามที่ไกลปืนเที่ยงแบบนี้?
ถึงจะไม่ได้ไปทำงานในหน่วยงานราชการในเมือง แต่ก็น่าจะไปทำงานที่สหคามใกล้ๆ เมืองก็ได้นี่?
การทำงานที่สหคามก็มีการแบ่งชนชั้นเช่นกัน การทำงานที่สหคามใกล้ๆ เมืองถือว่าชนชั้นจะสูงกว่าการทำงานที่ในอื่นๆ เวลาที่มีการประชุมที่เมือง เจ้าหน้าที่จากสหคามใกล้ๆ เมืองจะดูถูกเจ้าหน้าที่จากสหคามในชนบทอันแสนห่างไกล
ท่ามกลางการคาดเดาของทุกคน หานชีเยวี่ยก็พูดคุยกับผู้อำนวยการไช่พร้อมรอยยิ้มบางๆ