มรรคาสยบฟ้า ท้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 14: คมดาบที่ซ่อนเร้น

    แสงตะวันสาดส่องลงบน ‘ลานประลองศิลาขาว’ ใจกลางเขาสายนอกของนิกายมหาบรรพต เสียงกลองศึกดังสนั่นกึกก้องปานฟ้าถล่ม ปลุกเร้าโลหิตของผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์นับหมื่นคนที่มาเข้าร่วมงานประลองประจำปี

    นี่คืองานประลองที่จะคัดเลือกเอาผู้ชนะสิบอันดับแรกก้าวขึ้นสู่การเป็นศิษย์สายใน และเป็นโอกาสเดียวที่เศษขยะสายนอกจะได้รับการเหลียวแลจากเหล่าผู้อาวุโสระดับสูง

    ท่ามกลางฝูงชนที่สวมอาภรณ์หรูหรา หลินซานก้าวเดินเข้ามาในลานประลองอย่างเงียบเชียบ ชุดผ้าป่านสีเทาซอมซ่อและหมวกฟางเก่าๆ ของเขาทำให้เขาดูแตกต่างจากผู้อื่นราวกับขอทานที่หลงเข้ามาในงานเลี้ยง บนหลังสะพายดาบเหล็กโบราณสีดำสนิทที่ดูไร้คม ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อหยาบนั้น เขาได้สวม ‘เกราะกลืนปราณทมิฬ’ ระดับมนุษย์ขั้นสูงสุดเอาไว้อย่างแนบเนียน

    “ดูนั่นสิ! ไอ้ขยะจากยอดเขาศาสตราวุธดับสูญมันก็กล้ามาลงแข่งด้วยรึ?”
    “ฮ่าๆๆ! พลังยุทธ์แค่รวบรวมลมปราณขั้นที่สองอย่างมัน ขึ้นไปก็มีแต่จะโดนหักกระดูกคาสังเวียน!” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและสายตาดูแคลนดังขึ้นรอบทิศทาง ทว่าหลินซานกลับไม่ได้ปรายตามองพวกมันแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีดำขลับภายใต้ปีกหมวกฟางยังคงนิ่งสงบดุจน้ำในบ่อโบราณ

    บนแท่นชมการประลองระดับสูง ‘หลี่เหวิน’ ศิษย์พี่ใหญ่สายนอกนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้แกะสลักอย่างสง่างาม ข้างกายของมันคือ ‘ผู้ดูแลสุน’ ชายวัยกลางคนที่เพิ่งพ่ายแพ้ต่อแผนลวงของหลินซานเมื่อสัปดาห์ก่อน

    “ศิษย์พี่ใหญ่... ไอ้เด็กนั่นคือหลินซานขอรับ” ผู้ดูแลสุนกระซิบเสียงต่ำ แววตาแฝงความอำมหิต “เฉินฟู่และซ่งเหอหายตัวไปบนยอดเขาของมันอย่างลึกลับ แม้ข้าจะตรวจไม่พบหลักฐาน แต่ต้องเป็นฝีมือของมันหรือยอดฝีมือที่หนุนหลังมันแน่ขอรับ”

    หลี่เหวินแค่นยิ้มเย็นชา จ้องมองเงาร่างซอมซ่อของหลินซานด้วยสายตาดุจพญาอินทรีมองมดปลวก “ไม่ว่ามันจะมีใครหนุนหลัง วันนี้บนสังเวียนประลองที่มีกฎนิกายคุ้มครอง... ข้าจะให้มันได้ลิ้มรสความตายอย่างไร้ร่องรอย เจ้าจัดฉากคู่ประลองรอบแรกของมันเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”

    “เรียบร้อยขอรับศิษย์พี่ใหญ่ รอบแรกของมันคือ... ‘หวังเกา’” ผู้ดูแลสุนแสยะยิ้มเหี้ยม

    บนลานประลอง เสียงผู้คุมสอบประกาศคู่ประลองดังลั่น “รอบที่สิบเจ็ด... หลินซาน แห่งยอดเขาศาสตราวุธดับสูญ ปะทะ หวังเกา แห่งยอดเขาเพลิงเมฆา!”

    หลินซานสืบเท้าก้าวขึ้นสู่ลานประลองหินศิลาขาวอย่างช้าๆ ทันทีที่เขาก้าวขึ้นไป ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าดุร้ายในชุดศิษย์สายนอกสีน้ำเงินก็กระโดดขึ้นมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วง มันคือหวังเกา ยอดฝีมือระดับ รวบรวมลมปราณขั้นที่หก สมุนอีกคนของหลี่เหวิน!

    หวังเกาชักกระบี่เหล็กกล้าแวววาวออกมากวัดแกว่ง ส่งกลิ่นอายปราณอัคคีร้อนแรงแผ่ซ่านออกมา มันจ้องมองหลินซานพลางเลียริมฝีปากอย่างกระหายเลือด “ไอ้สวะหลินซาน! ศิษย์พี่ซ่งเหออาจจะใจดีทุบตีแกแล้วปล่อยไป แต่สำหรับข้า... วันนี้แกต้องคลานลงจากสังเวียนในสภาพคนพิการ!”

    หลินซานยืนนิ่ง มือซ้ายประคองด้ามดาบสีดำโบราณที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างสงบ เขาไม่ได้ตอบโต้คำพูดจองหองนั้น แต่ออกแรงกระตุ้น ‘โอสถซ่อนชีพจร’ ในร่างเบาๆ ปรับพรางปราณยุทธ์ให้อยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สาม เพื่อให้ศัตรูประมาทขีดสุด

    “เริ่มการประลองได้!” ผู้คุมสอบสลัดธงสัญญาณลง

    “ตายซะ! ‘วิชากระบี่เพลิงโลกันตร์’!”

    หวังเกาแผดเสียงคำรามลั่น ทะยานร่างพุ่งเข้าใส่หลินซานดุจสุนัขบ้าหลุดโซ่ ปราณกระบี่ในมือระเบิดเปลวไฟสีส้มร้อนแรง ทะลวงฝ่าอากาศเป็นแนวเส้นโค้ง พุ่งตรงเข้าหาตันเถียนของหลินซานหมายจะทำลายล้างวรยุทธ์ทั้งหมดของเขาในการโจมตีเดียว!

    ผู้สมัครรอบสนามต่างกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น พวกมันคิดว่าจะได้เห็นภาพหลินซานกระอักเลือดและถูกแผดเผาจนเกรียม

    ทว่า... ในสายตาของหลินซาน การเคลื่อนไหวของหวังเกากลับช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่หยาบๆ ราวกับเด็กสามขวบหัดเดิน

    หลินซานไม่ถอยหลบแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงเอียงตัวหลบปลายกระบี่เพลิงที่พุ่งเข้ามาอย่างฉับพลันในเสี้ยวลมหายใจ ปลายกระบี่ของหวังเกาเฉียดหน้าอกของเขาไปเพียงหนึ่งองคุลี ทว่าทันทีที่ปราณเพลิงปะทะเข้ากับตัวเสื้อผ้าป่าน ‘เกราะกลืนปราณทมิฬ’ ใต้เสื้อของเขาพลันทำงานเงียบๆ ดูดซับพลังทำลายล้างของเปลวไฟไปจนหมดสิ้นอย่างไร้ร่องรอย!

    “อะไรกัน!?” หวังเกาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อการโจมตีที่มั่นใจกลับวืดเป้าอย่างง่ายดาย

    “เจ้าขยับตัวช้าเกินไป”

    เสียงกระซิบอันเย็นเยียบดังขึ้นข้างใบหูของหวังเกา ดุจเสียงกระซิบของยมทูตที่ลอยมากับสายลมหนาว หวังเกาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ขยับตัวถอยหนี...

    กริ๊ก!

    หลินซานไม่ได้ชักดาบสีดำออกจากฝักด้วยซ้ำ เขาเพียงใช้ ‘ฝักดาบไม้ดำโบราณ’ กระแทกสวนกลับเข้าใส่กลางยอดอกของหวังเกาอย่างรวดเร็วดุจประกายไฟสายฟ้า!

    ฝักดาบนั้นแฝงไปด้วย พลังลมปราณรวบรวมขั้นที่ห้าที่แท้จริง ผนวกกับ แรงดีดสะท้อนของปราณเพลิง ที่เกราะของเขาเพิ่งดูดกลืนเข้ามา บีบอัดและระเบิดออกในจุดเดียว!

    ปังงงงง!!!

    เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดังกึกก้องลานประลอง ร่างสูงใหญ่ของหวังเกาปลิวลิ่วกระเด็นตกจากสังเวียนศิลาขาวลอยไปไกลกว่าสิบเมตร กระแทกเข้ากับเสาหินข้างลานประลองอย่างแรงจนเสาร้าว ร่างกายของมันกระตุกงอเป็นกุ้งต้ม กระอักเลือดสดปนเศษอวัยวะภายในออกมาคำโต ก่อนจะตาเบิกค้างและสลบไสลไปในสภาพปางตายทันที!

    ทั่วทั้งลานประลองหยกสวรรค์... พลันตกอยู่ในความเงียบงันดุจสุสานโบราณ!

    ผู้ชมทุกคน ศิษย์สายนอกทุกคน แม้กระทั่งผู้คุมสอบต่างยืนแข็งค้างอ้าปากค้างด้วยความโง่งม

    ขยะขั้นที่สอง... ชนะยอดฝีมือขั้นที่หกสูงสุดได้ในกระบวนท่าเดียว โดยที่ไม่ได้แม้แต่จะชักดาบออกจากฝักด้วยซ้ำ!

    หลินซานดึงปีกหมวกฟางลงต่ำ บดบังแววตาเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก เขาสอดฝักดาบเข้าที่ข้างเอวช้าๆ ก่อนจะหันหลังเดินลงจากเวทีไปอย่างสง่างามและเยือกเย็นทิ้งท้ายไว้เพียงคำพูดราบเรียบที่สลักลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคน

    “คู่ต่อสู้คนต่อไป... หวังว่าจะมีน้ำยามากกว่าสุนัขบ้าตัวนี้นะ”

    บนแท่นสูง หลี่เหวินบดขยี้ถ้วยชาในมือจนแหลกละเอียดเป็นผงสีขาว แววตาของมันทอประกายจิตสังหารที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดเลือด จ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของหลินซานอย่างไม่วางตา!