เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 58 ช่างกล้า

            “อะไรนะ?!”

            ความตกตะลึงปรากฏขึ้นในแววตาของเยี่ยนเจาเจา

            แต่อย่างไรนางก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ความเกรงว่าตอนตนหลับไปท่านแม่คงสืบเรียบร้อยแล้วว่าเบื้องหลังของเสี่ยวจ้าวซื่อคือใคร

            เรื่องนี้นับว่าเกิดขึ้นล่วงหน้าทั้งสิ้น

            เยี่ยนเจาเจานึกถึงช่วงเวลานี้ในชีวิตที่แล้วของตนเองตอนนั้นเมืองเซียงเฉิงยังปลอดภัยไร้กังวล ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น

            เป็นไปได้ไหมว่าเสี่ยวจ้าวซื่อคือเหลือบไรที่แฝงตัวอยู่ในจวนเยี่ยนเมื่อถูกดึงออกมาจึงกลายเป็นตัวแปรเร่งเรื่องราวของยุคหลังเช่นนี้?

            เยี่ยนเจาเจาย้อนคิดอย่างระมัดระวังถึงเรื่องราวในชาติก่อนที่นางเคยละเลยไปพลันนึกได้ว่าในชาติที่แล้วนางก็ไม่เคยสนใจความสัมพันธ์ของซ่งฝูจินมาก่อนเช่นกัน

            ทั้งที่ท่านแม่กับท่านป้าทะเลาะกันเพราะเรื่องตราพยัคฆ์จนเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาไม่สิ้นสุดตอนคิดก่อนหน้านางยังไม่รู้สึกเอะใจ ยามนี้มาคิดอีกทีก็เริ่มได้กลิ่นไม่ค่อยปกติบ้างแล้ว

            เวลานั้นเยี่ยนเจาเจาก็ถูกส่งไปพักฟื้นที่อื่นเพราะสุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนกัน แต่นางยังเล็กมากจึงไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้จนพลาดรายละเอียดปลีกย่อยมากมายไป

            เมื่อใคร่ครวญต่อก็พบว่าหลังจากเหตุการณ์นี้เมืองเซียงเฉิงก็สูญเสียตระกูลขุนนางไปไม่น้อยจริงๆ ราวกับเสื่อมถอยเอาดื้อๆยามนั้นนางคิดเพียงว่าสรรพสิ่งบนโลกล้วนไม่เที่ยง ทว่าตอนนี้มาคิดดูใหม่ไฉนบนโลกจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เล่า?

            เกรงว่าการเสื่อมโทรมของตระกูลขุนนางบางส่วนคงมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำของท่านป้าอาจเพราะผีเสื้อเกิดใหม่อย่างเยี่ยนเจาเจากระพือปีกบิน จึงล่วงหน้าไปก่อนหลายเรื่อง

            ความสัมพันธ์ของท่านแม่กับท่านป้าดีกว่าพี่น้องหญิงทั่วไปจากครอบครัวธรรมดาไม่มีทางทะเลาะกันรุนแรงเพราะสารปลอมพวกนี้เด็ดขาด ทั้งคู่ลงมือทำเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์อื่นแน่

            เยี่ยนเจาเจาเองก็รู้ว่านี่เป็นการล่อเสือออกจากถ้ำและกลวิธีที่ใช้กันประจำคือหลอกล่อคู่ต่อสู้โดยจงใจสร้างช่องโหว่สองสามจุดทางฝั่งตนเองจากนั้นค่อยตัดมือศัตรูที่พร้อมรุกคืบเข้ามาทีเดียว

            หลักการเดียวกับที่ตนใช้ตบตาในเรือนหิมะมรกตนั่นเอง

            ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงถามใหม่“สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

            หนานหมิงเหอรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาฉลาดเฉลียวและคาดเดาจุดบอดออกแล้วมุมปากเขาจึงยกยิ้ม ก่อนจะเล่าเรื่องให้นางฟังด้วยท่าทางอบอุ่นอ่อนโยนว่าเมืองเซียงเฉิงตกอยู่ในความโกลาหลเพราะสวนมวลบุปผาหอมเกิดเพลิงไหม้จนองค์หญิงกับเยี่ยนเจาเจาสิ้นชีพกลางทะเลเพลิง

            เจาเจาคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานของท่านป้าและท่านแม่ดีนางรู้ว่าพวกเขาเน้นกลยุทธ์ปลอดภัยไว้ก่อน แต่คราวนี้กล้าได้กล้าเสียเช่นนี้เกรงว่าโอกาสคงหายาก

            และน่าจะมีอีกจุดประสงค์หนึ่งคือสร้างความสับสนให้ฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่เยี่ยนเจาเจาคาดไว้

            ชาติก่อนเรื่องนี้จบลงอย่างราบรื่นเยี่ยนเจาเจาตระหนักถึงความสามารถของท่านป้ากับท่านแม่ ใจเลยเบาลงครึ่งหนึ่ง

            “ถ้าอย่างนั้นท่านพ่อเล่าเจ้าคะ?”

            เยี่ยนเจาเจาถูกส่งผ่านหลายมือออกมาระหว่างหลับใหลนอกจากเป็นห่วงท่านแม่ที่ไม่ได้พบหน้ากันก่อนจาก นางยังห่วงท่านพ่อที่ซื่อตรงจริงใจของตนด้วย

            หนานหมิงเหอวางเยี่ยนเจาเจาลงบนเบาะนุ่มด้านข้างแล้วหยิบน้ำต้มสุกให้นางดื่มพลางกล่าวว่า “นายน้อยอยู่วัดม้าขาว ปลอดภัยไร้กังวลอย่างยิ่ง”

            วัดม้าขาวต้องปลอดภัยอยู่แล้ววัดโบราณที่สามารถตั้งตระหง่านมั่นคงมาสามราชวงศ์ ย่อมมีความลับในนั้นแน่

            เยี่ยนเจาเจาวางใจโดยสมบูรณ์

            นางกับหนานหมิงเหออายุยังน้อยความสามารถไม่เพียงพอ หากรั้งอยู่เมืองเซียงเฉิงยามนี้คงจะถ่วงแข้งถ่วงขาท่านพ่อท่านแม่มิสู้ไปที่อื่นอย่างน้อยยังปกป้องตนเองได้

            แต่นางสังเกตว่าหนานหมิงเหอเปลี่ยนคำพูดใหม่ไม่เรียกเยี่ยนเหิงว่าท่านลุงแล้ว

            เวลานี้นางเพิ่งฉุกคิดได้ว่าหนานหมิงเหอเหมือนไม่เคยเรียกขานองค์หญิงว่าท่านป้าเลยแม้อยู่ต่อหน้า เขาก็เรียกเยี่ยนเหิงว่าท่านลุงเท่านั้น ทั้งยังไม่มีท่าทีสนิทสนมมากนัก

            หนานหมิงเหอเห็นความแปลกใจของนางสายตาเขาก็จนใจเล็กน้อยแต่ยังเอ่ยว่า “ยามนี้อยู่ข้างนอกพวกเราไม่ได้มีสถานะเดิมอีกต่อไป องค์หญิงเสียแรงมากในการส่งพวกเราออกมาอย่าให้ความลับหลุดจากพวกเราจะดีกว่า”

            เยี่ยนเจาเจาก็คิดว่าสมเหตุสมผลจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง“เช่นนั้นตอนนี้พวกเรามีฐานะอะไรกันเจ้าคะ? แล้วพาใครมาบ้าง?”

            หนานหมิงเหอเห็นแม่นางน้อยกะพริบตาใจพลันอ่อนยวบลง อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปม้วนเส้นผมที่เด้งออกมาบนศีรษะนาง

            สะเก็ดตุ่มน้ำพุพองบนใบหน้าและตามร่างกายของนางหลุดลอกออกตั้งแต่ตอนย้ายเข้าไปอยู่เรือนเหมยแดงแล้วตอนนี้ถึงขั้นเลือนหายไปทั้งหมดจนมองไม่เห็นรอยแผลว่าเคยเป็นไข้ทรพิษเลยสักนิด

            แง่หนึ่งเป็นเพราะยาขี้ผึ้งของหนานหมิงเหอออกฤทธิ์ไวประการที่สองคือร่างกายเยี่ยนเจาเจาไม่ทิ้งรอยแผลเป็น วันนี้จึงกลับมาขาวผ่องราวกับหยกอีกครั้ง

            “ยามนี้พวกเราคือบุตรชายบุตรสาวฮูหยินเอกของบ้านใหญ่สกุลหยวนจากซูโจวข้ากับเจ้าเสียบุพการีทั้งสองไป ทั้งยังถูกฝากเลี้ยงไว้ข้างนอกหลายปี แต่ตอนนี้ได้รับการตอบรับกลับสกุลหยวนแล้ว”

            นี่คือตัวตนใหม่ที่องค์หญิงจัดหาให้หนานหมิงเหอกับเยี่ยนเจาเจาสกุลหยวนสูงส่งสงวนท่าทีและไม่ข้องเกี่ยวทางโลก การซ่อนตัวอยู่ในสกุลหยวนจึงไม่ลำบากพวกเขาช่างเหมาะสมอย่างยิ่งยวด

            เยี่ยนเจาเจากลอกดวงตาไปมา“เมื่อครู่ข้าได้ยินพี่ชายบอกว่าท่านแม่หาอาจารย์คนใหม่ให้พวกเรา ใช่ท่านผู้อาวุโสหยวนมู่ที่มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองผู้นั้นหรือเปล่าเจ้าคะ?”

            หนานหมิงเหอพยักหน้า ก่อนใช้มือเช็ดคราบน้ำเล็กๆที่เปื้อนตรงมุมปากนาง ตามด้วยหยิบผลไม้เชื่อมมาป้อนแม่นางน้อยอย่างคล่องมือ

            เยี่ยนเจาเจาคิดใคร่ครวญเต็มหัวจึงงับลูกท้อที่อยู่ในมือของหนานหมิงเหอเข้าไปโดยไม่รู้ตัวริมฝีปากสีชมพูและลิ้นอ่อนนุ่มสัมผัสโดนนิ้วมือขาวของเขาแผ่วเบาทว่ากลับทำให้จิตใจสั่นไหวเล็กน้อย

            “ใช่ แต่ต่อไปเมื่อพบหน้าท่านผู้อาวุโสเจ้าต้องเรียกว่าท่านปู่แล้ว ในสกุลหยวนมีเพียงผู้อาวุโสหยวนมู่ที่ทราบตัวตนของพวกเราส่วนคนอื่นล้วนไม่ทราบ ก่อนสถานการณ์เมืองเซียงเฉิงจะกระจ่าง ห้ามเปิดเผยฐานะแท้จริงของข้ากับเจ้าเด็ดขาด”

            หนานหมิงเหอเก็บสีหน้าตนเองพลางแจกแจงข้อมูลของทั้งสองทีละอย่าง ก่อนจะมอบของพิสูจน์ตัวตนของพวกเขาให้เยี่ยนเจาเจาอันหนึ่ง

            ตัวตนของหนานหมิงเหอในตอนนี้คือหยวนชิงชิวนามรองสิงจื่อ

            ส่วนเยี่ยนเจาเจาเป็นน้องสาวร่วมอุทรของหยวนชิงชิวนามเดิมอาเจา

            แรกเริ่มเยี่ยนเจาเจาก็ฟังคำพูดของหนานหมิงเหออย่างตั้งใจแต่ไม่รู้เหตุใดความรู้สึกนึกคิดถึงได้ค่อยๆ ลอยไปที่ใบหน้าของหนานหมิงเหอในใจพลันรำพันเพียงว่าพี่ชายรองของข้าช่างรูปงามเหนือใครจริงๆ

            “ทำไม อึ้งไปเลยหรือ?”

            หนานหมิงเหอหยอกเย้าอย่างหาได้ยากทำเอาใบหน้าเยี่ยนเจาเจาขึ้นสีแดงก่ำ

            เยี่ยนเจาเจาจึงทั้งประหม่าและไม่สบอารมณ์คิดเพียงว่าแต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นตนที่แกล้งหยอกพี่ชายรองเสมอไยวันนี้โดยหยอกกลับแล้ว นางคิดทันทีว่าตนเองต้องกู้หน้ากลับมาจึงจงใจหรี่ดวงตาทำสีหน้าเหมือนคนเจ้าชู้

            “ใช่พี่ชายรองของข้าดูดีหาตัวจับยากเช่นนี้ ในฐานะน้องสาว ข้าขอมองมากหน่อยจะเป็นอะไรไป? ถือเป็นโชคที่ไม่ใช่ว่าจะวอนขอกันได้ง่ายๆนะเจ้าคะ”

            นางไม่เพียงเอาเปรียบทางคำพูดเท่านั้นยังหยัดกายขึ้นแล้วขยับมือไปลูบใบหน้าของหนานหมิงเหออีกด้วย

            สัมผัสบนมือดีสุดๆเยี่ยนเจาเจาคร่ำครวญในใจอย่างไร้ยางอาย

            หากแข่งกันเรื่องหน้าหนา เยี่ยนเจาเจาคิดว่านางไม่เคยแพ้ใครยกเว้นเยี่ยนฟางหวา

            หนานหมิงเหอไม่เคยหน้าแดงในดวงตาเขาเพียงทอประกายวาบขึ้นมาเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเบี่ยงหน้าเล็กน้อย จนริมฝีปากแดงเฉียดผ่านฝ่ามือนุ่มนิ่มของเยี่ยนเจาเจาไป

            “ท่าน!” คำพูดตำหนิปนอับอายของเยี่ยนเจาเจายังไม่ทันเอ่ยรถม้าก็โคลงเคลงรุนแรง นางไม่มีแรงพยุงร่างกายเลยพุ่งทะยานเข้าสู่อ้อมกอดของหนานหมิงเหอทันที

            หนานหมิงเหอเอื้อมมือมาโอบนางพลางยกแขนขึ้นกันหน้าผากของเจาเจาเพื่อไม่ให้มีส่วนไหนโดนกระแทก ก่อนจะพ่นลมหายใจอย่างจนใจ“จะรีบอิงแอบแนบซบกันไปไย?”

            เยี่ยนเจาเจาพลันสำลักจนไอค่อกแค่กอย่างหนักทันทีหนานหมิงเหอตบหลังให้นางพลางทอดถอนใจ “หากเจ้าอยากลูบข้าจะอยู่ตรงนี้ให้เจ้าลูบตลอดแล้วกัน”

            เยี่ยนเจาเจาสำลักจนแทบขาดอากาศหายใจในดวงตาเมล็ดซิ่งวาวน้ำตาเล็กน้อย และใบหน้ายังเต็มไปด้วยข้อกล่าวหา

            ฟังเข้าสิพูดอะไรก็ไม่รู้ มันสมควรพูดหรือ!

            เหตุใดเมื่อห่างจากองค์หญิงแล้วพี่ชายรองของนางก็กลายเป็นคนละคนเช่นนี้เล่า

            เยี่ยนเจาเจาตกตะลึงกับหนานหมิงเหอที่ไร้ยางอายความคับข้องใจและความตระหนกบนหน้านางจึงแสดงออกมาเด่นชัดจนหนานหมิงเหอเก็บร่องรอยหยอกล้อแล้วลูบมวยผมของเยี่ยนเจาเจาเบาๆ

            เยี่ยนเจาเจามีคำพูดจริงจังที่ถูกที่ควรอัดแน่นอยู่เต็มหัว แต่มือของนางกลับยกขึ้นอย่างคล่องแคล่วแล้วหยิกแก้มของหนานหมิงเหอเต็มแรง

            “พี่ชายรอง ท่านรังแกน้อง!”

            ในอดีตเยี่ยนเจาเจาเคยมีความสัมพันธ์ที่นับว่าใกล้ชิดกับเหลียงอินเช่นกันเหลียงอินเย็นชาโดยธรรมชาติ นอกจากตอนแสดงละครกับนางที่อบอุ่นขึ้นมาหน่อย ส่วนช่วงอื่นก็มักจะเยือกเย็นและห่างเหินเสมอแต่หนานหมิงเหอกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

            นางอดเคลือบแคลงใจไม่ได้เด็กหนุ่มบนโลกล้วนเลื้อยไปเรื่อยเช่นนี้หรือ?

            “เจ้าต้องเรียกพี่ชายเฉยๆก่อนพวกเรากลับไป เจ้ามีพี่ชายคนเดียวเท่านั้น”

            หนานหมิงเหอเอ่ยเชื่องช้าขณะที่ปล่อยให้มือเยี่ยนเจาเจาประทุษร้ายบนใบหน้าเขาโดยไม่ว่าอะไร

            เยี่ยนเจาเจาเบะปาก ทำท่าทางรังเกียจสุดๆแล้วเอ่ยคำว่า “พี่ชาย” ออกมาอย่างไม่เต็มใจ ก่อนไปนั่งเบียดเสียดอยู่คนเดียวตรงมุมรถม้านางหมุนตัวหันหลังให้หนานหมิงเหอเห็นเพียงท้ายทอยของนาง

            “ไม่ว่าจะพี่ชายรองหรือพี่ชายเฉยๆก็เป็นพี่ชายข้าอยู่ดี”

            เยี่ยนเจาเจาบุ้ยปากอย่างไม่พอใจ

            แม้จะเป็นญาติผู้พี่ แต่ก็ยังเป็นพี่ชายแท้ๆเยี่ยนเจาเจาคิดเช่นนี้

            นางหันหลังให้หนานหมิงเหอเลยไม่เห็นว่าตอนที่เขาได้ยินคำพูดของนาง รอยยิ้มเขาก็ผุดขึ้นมาในดวงตาอย่างควบคุมไม่ได้

            พี่ชายแท้ๆ...

            เยี่ยนเจาเจาคิดเพียงว่าตนทำให้หนานหมิงเหอดีใจจนสำลักพูดไม่ออกแล้วจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าคำพูดสองสามคำเมื่อครู่ของตนนั้นไม่ชัดเจน

            คำว่า “พี่ชายรอง” ที่นางเอ่ยเมื่อก่อนคล้ายคำว่า “พี่ชายที่รัก”

            คราวนี้คำเรียกว่า “พี่ชายแท้ๆ”ของนาง เมื่อเอ่ยออกมาก็ได้ยินไม่ต่างจากคำว่า “พี่ชายรู้ใจ[1]” มากนัก

            “อื้อเจาเจากล่าวถูกแล้ว”

            หนานหมิงเหอมองแผ่นหลังของเยี่ยนเจาเจาก่อนจะเก็บรอยยิ้มบนดวงหน้าของตนเองลงไปแล้วเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน“ก่อนหน้านี้เจ้าถามใช่ไหมว่าข้าพาใครมาบ้าง?”

            เรื่องนี้คือสิ่งที่เยี่ยนเจาเจากังวลนางจึงรีบหันกลับมาถามทันทีโดยไม่สนใจจะถกเถียงกับหนานหมิงเหอ “ใครบ้างเจ้าคะ? พาเสี่ยวชุ่ยมาด้วยหรือไม่?”

            เยี่ยนเจาเจายังไม่รู้ว่าเสี่ยวชุ่ยป่วยตายเพราะไข้ทรพิษแล้ว

            หนานหมิงเหอก็ไม่คิดปิดบังนางเขารู้ว่าแม้เยี่ยนเจาเจาจะดูเหมือนอ่อนปวกเปียก แต่ความจริงนางเข้มแข็งอย่างยิ่งเขาจึงเอ่ยตามตรง “ตอนเจ้ายังไม่ฟื้น เสี่ยวชุ่ยก็ไปแล้ว”

            “ไปไหนหรือ?”

            เยี่ยนเจาเจาถามตามสัญชาตญาณนางยังไม่รู้สึกตัว คิดเพียงว่าเสี่ยวชุ่ยโดนองค์หญิงกักตัวชั่วคราวเพราะติดไข้ทรพิษเท่านั้น

            เยี่ยนเจาเจาให้ความสำคัญกับมิตรภาพมากหนานหมิงเหอรู้ว่าตนเองทนเห็นน้ำตาของนางไม่ได้จึงเอื้อมมือดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แล้วเอ่ยออกมาช้าๆ “ไข้ทรพิษของเจ้ามาจากนางเจ้าผ่านมันไปได้ แต่นาง...ไม่ได้”

            เยี่ยนเจาเจาชะงักค้างทั้งร่างราวกับโดนน้ำเย็นจัดราดลงบนหัวจนแม้แต่สมองของนางก็ยังถูกแช่แข็งไปด้วย

            “เสี่ยวชุ่ย...ตายเพราะป่วย?”

            เยี่ยนเจาเจากำอาภรณ์ด้านหน้าของหนานหมิงเหอแน่นโดยไม่รู้ตัวทั่วสรรพางค์กายสั่นระริกราวกับหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ แล้วหยาดน้ำตาก็เริ่มก่อตัวขึ้น

     

            เชิงอรรถ

            [1] พี่ชายรู้ใจ หมายถึง 情哥哥 (ฉิงเกอเกอ) เมื่ออ่านเป็นภาษาจีนจึงคล้ายคลึงกับคำว่าพี่ชายแท้ๆ 亲哥哥 (ชินเกอเกอ)

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน