ณคฤหาสน์จุฬาลักษณ์
แสงไฟสีเหลืองนวลจากเสาไฟสนามริมทางเดิน สาดส่องลงกระทบพุ่มไม้สีเขียวชอุ่มที่ตัดแต่งอย่างประณีตรอบตัวคฤหาสน์ทำให้บรรยากาศยามหัวค่ำภายในเขตรั้วหรูหราดูเงียบสงบและอบอุ่นทว่าสภาพแวดล้อมที่งดงามนั้นกลับสวนทางกับบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นอย่างสิ้นเชิง
ร่างของธันวาในชุดนักเรียนที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเขานั่งขมวดคิ้วมุ่นอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววหงุดหงิดตึงเครียดออกมาอย่างชัดเจน ทว่า... นัยน์สีน้ำตาลอ่อนทอดมองไปยังกองเอกสารนิทรรศการที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ยด้านหน้าก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาใครบางคนเพื่อเช็กความเรียบร้อยรอบสุดท้ายก่อนจะกดวางสายไปในที่สุด
“เสร็จซะที เฮ้อ...”
ธันวาพึมพำกับตัวเองพลางพ่นลมหายใจยาวขับไล่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน เขาเหยียดแขนขึ้นสูงยืดเส้นยืดสายแล้วเอนหลังพิงลงกับเบาะโซฟาหนานุ่ม
ไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศปะทะแผ่นหลังที่มีซึมเหงื่อออกมาบางๆช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงและคลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง
ทว่าความสงบใจนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่กึก... กึก... เสียงฝีเท้าหนักๆเหยียบลงบนพื้นกระเบื้องหรูที่ถูกปูทับด้วยพรมสีแดงผืนหนาดังแว่วมาจากโถงทางเดินหน้าห้อง
ธันวาเหลือบสายตาไปมองตามเสียงทว่ายังไม่ทันที่ร่างของเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นจะก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาน้ำเสียงห้วนๆที่คุ้นหูก็ดังนำร่องขึ้นมาก่อน
“งานที่สั่งให้เตรียม...เสร็จเรียบร้อยหรือยัง”
ธันวาปรายสายตามอง เห็นว่าเป็นปู่ของเขาที่กำลังเดินเข้ามาในห้องแววตาของเขาเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงอย่างที่หลานควรจะมีให้กับปู่ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาประชดประชัน
“เสร็จแล้วครับ... เสร็จตั้งแต่ชาติที่แล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เป็นปู่ก็เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะรับแขก จ้องมองกองเอกสารตรงหน้านิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอื้อมมือเหี่ยวย่นหยิบแฟ้มงบประมาณขึ้นมาเปิดพลิกดูความเรียบร้อยด้วยสายตาจับผิด
ทันทีที่เห็นว่าเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วเขาจึงถามหาเอกสารประชาสัมพันธ์ที่จะใช้ส่งเชิญให้เหล่าผู้ปกครองของนักเรียนมาเข้าร่วมงานในครั้งนี้
“แล้วเอกสารประชาสัมพันธ์สำหรับแจกผู้ปกครองล่ะอยู่ไหน”
“อันนั้นมันยังไม่เสร็จครับ”ธันวาตอบพลางกอดอก เอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายใจ “แต่ก็เหลือแค่อันนั้นอันเดียวนั่นแหละเดี๋ยวเพื่อนแก้ไฟล์เสร็จเมื่อไหร่ ผมจะส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์แล้วสั่งแจกเลย”
“แก้อะไรอีก แค่ให้ทำไฟล์เอกสารนี่มันยากจนต้องมานั่งแก้อะไรขนาดนั้นฮะ!”
“ก็ผมให้เพื่อนทำ”
“แล้วแกทำไมไม่เช็กดูก่อน”
“ผมเช็กอยู่…”
“แล้วทำไมถึงได้แก้อีก!” ปู่เริ่มขึ้นเสียง
“ก็ผมไม่ได้เช็กละเอียด มองผ่านๆมันก็ใช้ได้”
“ถ้าแกมองว่ามันใช้ได้แล้ว ทำไมถึงได้แก้ล่ะ”
ธันวาสวนกลับอย่างเริ่มหมดความอดทน “ก็เพิ่งเห็นว่าเพื่อนเคาะสเปซบาร์มากลางหน้ากระดาษไง!ผมเลยสั่งให้ไปแก้”
“เหอะ! ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆเลยนะแกนี่ ทำมากี่ปีแล้วยังต้องมาแก้อีก”
ธันวาปรายตามองคนที่อยู่ตรงหน้า “ชิปู่ก็หัดมาเดินเอกสารเองซะบ้างสิ จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ผู้เป็นปู่ก็ตวาดลั่นพลางโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดังปึ้ง!
“นี่คิดว่างานนิทรรศการครั้งนี้มันเป็นเรื่องเล่นๆหรือไงไอ้หลานเวร!”
“ฉันอุตส่าห์ดึงงบจากสมาคมและมาจัดแบบโอเพนเฮ้าส์ใหญ่โตเพื่อบังหน้าบังตาพวกตำรวจกับกระทรวง”
“แต่แก… คนที่ฉันยัดตำแหน่งประธานสภานักเรียนให้กลับทำงานได้แบบนี้อีกเหรอ!”
ธันวาพูดแทรกขึ้นทันที “ไอ้ตำแหน่งโง่ๆนั่นปู่คิดว่าผมอยากได้มันหรอ…”
“แกหุบปากแล้วฟังฉันให้ดี อย่าให้แผนของฉันพังเพราะความเฉื่อยชาไม่ได้เรื่องของแก!…และช่วยอย่าโง่เหมือนพ่อของแกให้มาก”
คำต่อว่ายาวเหยียดที่ลามปามไปถึงผู้เป็นพ่อเปรียบเสมือนสะเก็ดไฟที่ตกใส่ถังน้ำมัน ขีดความอดทนของเด็กหนุ่มเหลือน้อยลง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนตวัดขึ้นจ้องหน้าผู้เป็นปู่กลับอย่างก้าวร้าวธันวาขบกรามแน่นพลางคิดในใจว่า
พ่ออาจจะโง่ในสายตาปู่แต่เขาฉลาดที่จะหนีไปอยู่กับแม่ก็แล้วกัน!
แต่สำหรับธันวาแล้ว... คำว่า โง่จากปากคนเห็นแก่เงินและทำเรื่องสกปรกซ้ำซากแบบปู่ มันไม่ได้มีความหมายอะไรให้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิดเขาสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตอบกลับ
“หึ ถ้ามันช้าปู่ก็ไปจ้างคนมาทำดิผมก็ทำงานในส่วนของผมจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนอยู่แล้ว ปู่เคยเห็นหัวกันบ้างไหม…”
“วันๆมีแต่จะด่าๆๆ แล้วก็ชี้หน้าสั่งผมอย่างเดียว”
“นี่แกกล้าด่าฉันเหรอ ธันวาไอ้หลานเวร!”เขาชี้หน้าหลานชายตัวดีด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่นพะเยิบทั้งคู่จ้องหน้ากันราวกับเสือสองตัวที่พร้อมจะขย้ำกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
ธันวาลุกขึ้นยืนประจันหน้า “ที่บ้านมีไว้พักผ่อนไม่ใช่ที่ที่ปู่จะมาทำนิสัยสันดานเหมือนกับตอนอยู่ที่นั่น!”
“แกมัน...”
บรรยากาศรุนแรงถึงขีดสุดจนไม่มีใครยอมใครทว่า ในขณะที่สงครามโทสะกำลังจะปะทุขึ้น เสียงแผ่วเบาของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
“เอ่อ...ขอประทานโทษค่ะคุณท่าน คุณธันวา...” หญิงสาวเดินก้มหน้าเข้ามาในห้องท่าทางของเธอดูหวาดกลัวเล็กน้อย “พอดีว่าดิฉันทำมื้อเย็นเสร็จแล้วและคุณธันวายังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เลิกเรียนเลย... เชิญทานข้าวก่อนนะคะ”
“แล้วถ้างานในส่วนนั้นยังไม่เสร็จให้ดิฉันช่วยเอาไปจัดพิมพ์หรือช่วยประสานงานให้ได้นะคะ”
คำสอดแทรกของคนนอกทำให้ความเงียบงันอันอึดอัดโรยตัวลงมาบดบังอารมณ์เกรี้ยวกราดชั่วคราวธันวาพ่นลมหายใจออกอย่างหงุดหงิด เขากลืนคำด่าลงคอ ก่อนจะหันไปพูดกับสาวใช้
“ไม่เป็นไร... เดี๋ยวผมทำเองคุณออกไปก่อนเถอะครับ”
“ค่ะ... คุณชาย” สาวใช้ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลพรางโค้งตัวลงแล้วเดินกรู่ออกไปจากห้องนั่งเล่นทันที
เมื่อคนใช้พ้นสายตาไปธันวาก็จับกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพายบ่า แล้วเดินเลี่ยงออกจากจุดนั้นเพื่อตัดรำคาญทว่าในจังหวะที่ท่อนขายาวกำลังจะก้าวพ้นประตูห้องนั่งเล่นไปสองเท้าของเขาก็พลันหยุดลง แล้วเขาก็เอียงใบหน้าเหลียวมองข้ามหัวไหล่กลับมายังผู้เป็นปู่ช้าๆมุมปากยกยิ้มสมเพชและหยิ่งผยอง ก่อนจะพูดประโยคทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทว่าเชือดเฉือนถึงทรวง
“อ้อ... แล้วจำใส่หัวปู่ไว้ด้วยนะครับ”
“นี่ผมนะ ไม่ใช่ย่า… ที่ปู่คิดจะเรียกมาใช้จิกหัวใช้งานหรือจะด่าทอทุบตียังไงก็ได้โดยไม่คิดจะโต้ตอบกลับ”
สิ้นประโยคอันก้าวร้าวระคนท้าทายธันวาก็สะบัดหน้าแล้วสาวเท้าเดินดุ่มๆออกจากห้องนั่งเล่นไปทันทีทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนของฝีเท้าที่ห่างออกไป...
ทางฝั่งของผู้เป็นปู่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมนัยน์ตาฝ้าฟางทว่าแฝงความเหี้ยมเกรียมปรายตามองตามแผ่นหลังของหลานชายสายเลือดเดียวกันที่กำลังเดินจากไปอย่างเงียบงัน
ณ หอพัก
เวลา21:14 น.
อาคารปูนสองชั้นสีขาวสภาพเก่าดูหม่นลงเล็กน้อยเมื่อถูกความมืดของยามค่ำเข้าปกคลุม ทว่ายังพอมีแสงไฟจากหลอดไฟที่ติดอยู่รอบๆช่วยส่องสว่างพอให้มองเห็นทาง
บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบทว่าภายในห้องพักห้องหนึ่งกลับมีเสียงตะหลิวเคาะกับกระทะดังแว่วออกมาเบาๆพร้อมกับกลิ่นหอมฉุยของมื้อดึก
ภายในห้องพักหมายเลข 08แสงสีขาวจากหลอดไฟเพดานส่องสว่างไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เผยให้เห็นร่างบางๆของริวในชุดนอนสีฟ้าอ่อนที่ถูกสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนลายเรียบๆกำลังเดินวนเวียนอยู่ในมุมครัวเล็กๆ
นิ้วเรียวยาวหยิบจับขวดเครื่องปรุงต่างๆมาเหยาะใส่ลงในกระทะอย่างชำนาญตามความเคยชินซึ่งเมนูที่เขาเลือกทำในคืนนี้ก็คือผัดกะเพราไข่ดาว เมนูโปรดและทำง่ายที่สุด ในไม่นานนักทุกอย่างก็เสร็จ…
ริวเดินไปหยิบจานแล้วตักข้าวสวยร้อนๆที่เพิ่งหุงสุกจากหม้อใส่ลงไปราดตามด้วยผัดกะเพราสีเข้มส่งกลิ่นฉุนโชยเตะจมูกก่อนจะโปะปิดท้ายด้วยไข่ดาวขอบกรอบๆไข่แดงเยิ้มๆ แล้วถือจานข้าวตรงมานั่งลงบนเตียงนอนเล็กๆ
จากนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตทิ้งไว้ตรงหัวเตียงขึ้นมาเปิดไล่สไลด์อ่านข่าวเก่าๆเพื่อฆ่าเวลาไปพร้อมกับการตักข้าวเข้าปากทว่า... ตอนที่นิ้วของเขากำลังเลื่อนหน้าจอระบบสัมผัสก็ต้องชะงักกึกเมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับโพสต์ข่าวอาชญากรรมเก่าโพสต์หนึ่งที่ถูกเผยแพร่เอาไว้ โดยมีเนื้อหาด้านในระบุว่า
เจ้าหน้าที่ตำรวจวางแผนบุกเข้าจับกุมขบวนการลักลอบขนย้ายและจำหน่ายสารเคมีภายในงานเทศกาลรื่นเริงที่ผ่านมาเบื้องต้นสารเคมีเหล่านั้นยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและยังไม่สามารถระบุประเภทที่แน่ชัดได้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุได้ทั้งหมด 3 คน
ผู้ต้องหาคนที่หนึ่งให้การรับสารภาพว่าตนมีหน้าที่เพียงแค่นำสารเคมีเหล่านี้ไปส่งต่อให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าปลายทางจะนำไปใช้ทำสิ่งใดในขณะที่ผู้ต้องหาอีกสองคนยังคงให้การไม่ชัดเจน และขัดแย้งกับผู้ต้องหาคนแรก
ทั้งนี้จากบันทึกสถิติพบว่าเคยเกิดเหตุลักษณะคล้ายกันนี้มาแล้วในช่วงเทศกาลปีก่อนๆซึ่งผู้ต้องหาที่ถูกจับได้มักจะให้การตรงกันเพียงว่าเป็นแค่คนรับจ้างส่งของและไม่มีใครรู้เลยว่าสารเคมีส่วนกลางถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดกันแน่ส่วนในแง่ของคดีความจะมีความคืบหน้าอย่างไรต่อไป โปรดติดตามต่อไป...
นั่นเป็นเพียงเนื้อหาข่าวเก่าที่คนทั่วไปอาจจะอ่านผ่านๆแต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจของริวคือ ปี พ.ศ. ที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ลง นั่นเป็นปีเดียวกันกับที่พ่อแม่ของเขาต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงละคร
ทำไมเหตุการณ์ลักลอบส่งสารเคมีแบบนี้...ถึงต้องเจาะจงเกิดขึ้นในงานเทศกาลด้วยล่ะครับ
แถมยัง...เป็นปีเดียวกับที่ท่านพ่อและคุณแม่เสียชีวิตอีก
หรือว่า... จะมีใครบางคนตั้งใจใช้งานเทศกาลรื่นเริงเหล่านั้น เป็นฉากบังตาเหรอครับ
ริวขมวดคิ้วคิดในใจพลางตักข้าวผัดกะเพราเข้าปากและเคี้ยวอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกหนักก่อนจะหยุดเคี้ยวข้าวไปชั่วขณะ...นิ้วเรียวยาวค่อยๆเลื่อนหน้าจอลงไปเรื่อยๆเพื่อไล่ตามอ่านข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ลักลอบขนสารเคมีในครั้งนั้น
ซึ่งเขาต้องแปลกใจเมื่อพบว่าในปีถัดๆมาหลังจากที่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตก็ยังคงมีรายงานการจับกุมคดีลักษณะนี้อยู่เรื่อยๆ และทุกครั้ง...มันจะเจาะจงเกิดขึ้นในวันงานเทศกาลรื่นเริงประจำปีอีกเช่นเคย
แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถสืบสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ได้เลยสักครั้ง
ริวละสายตาและเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์นัยน์ตาคู่นั้นมองไปยังซองกระดาษสีขาวที่ถูกสอดเก็บไว้ใต้โต๊ะข้างหัวเตียงมันคือสิ่งที่ถูกส่งมาให้เขาในทุกๆสิ้นเดือนนับตั้งแต่วันแรกที่เขาถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์
เงินพวกนี้... คดีพวกนี้...มันเกี่ยวข้องกันแน่
ริวคิดในใจด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งแผ่นหลังสองมือเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อข้อสันนิษฐานในหัวเริ่มแจ่มชัด
แล้วก็...คนที่ส่งซองนี้มาให้ผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา... คือคุณใช่ไหมครับ
และเป็นคุณ…. ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด
เมื่อความคิดบิดเบี้ยวเริ่มปะติดปะต่อเข้าหากันมื้อค่ำเมนูโปรดรสจัดจ้านที่เคยอร่อยก็พลันกลับกลายเป็นจืดชืดและไร้รสชาติขึ้นมาทันทีแม้จะเพิ่งตักกินไปได้เพียงไม่กี่คำจนเหลือข้าวอยู่เกือบเต็มจานแต่ริวก็รู้สึกตื้อในอกจนกลืนไม่ลงอีกต่อไป
“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจแผ่วเบาเคลื่อนกายลุกจากเตียงนำเอาจานข้าวไปเก็บไว้ในซิงก์ล้างจานอย่างเงียบเชียบ
จากนั้น เดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนฟูก มือเรียวเอื้อมไปกดปิดสวิตช์ไฟหัวเตียงจนทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิดแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พยายามข่มตาลงนอนท่ามกลางความเงียบสงัด
ทว่าความเคลือบแคลงสงสัยและความแค้นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอกและไม่ได้จางหายไปพร้อมกับแสงไฟในค่ำคืนนี้เลยแม้แต่น้อย... และยังคงเป็นแบบนั้นตลอดแม้จะผ่านมานับสิบปีแล้วถ้านับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น