เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    47 จ้องข้าทำไม

            ก่อนที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อจะเดินทางกลับฮั่นจงท่านนักพรตได้เคยพูดคุยกับจินลี่หยางและจางฝูลู่เกี่ยวกับเฉินอี้

            ท่านนักพรตกล่าวว่าการที่เฉินอี้สามารถมองเห็นวิญญาณและต้องให้การช่วยเหลือนั้นก็เป็นกรรมส่วนหนึ่งที่เขาต้องชดใช้

            ทั้งสองคนสามารถช่วยเหลือเฉินอี้ได้โดยช่วยแยกดวงจิตของเฉินอี้จากดวงวิญญาณที่หมายตาเขาอยู่ด้วยวิธีการง่ายๆนั่นคือชักชวนเฉินอี้พูดคุยและทำให้เขาผ่อนคลายให้มากที่สุดเพื่อมิให้ดวงจิตของเขากับดวงจิตของวิญญาณเชื่อมต่อกัน

            เฉินอี้นั้นสามารถดึงจิตของตนเองให้ออกห่างจากดวงวิญญาณได้แต่นับวันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะธาตุหยินหยางในร่างกายของเฉินอี้ไม่สมดุลตลอดหลายปีที่เฉินอี้ต้องเสียพลัง หยางให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นทำให้เขามีอาการหยางหัวใจพร่อง

            แม้จินลี่หยางและจางฝูลู่จะรู้สึกเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่งแต่ก็รับปากว่าจะปฏิบัติตามที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว

     

            เมื่อจินลี่หยางจัดการเรื่องที่พักได้แล้วก็เดินทางไปที่กองทหารรักษาเมืองฉางผิงกับซุนเฉิงเพื่อทำเรื่องส่งตัวนักโทษและส่งรายงาน

            จางฝูลู่กับเฉินอี้พักอยู่ห้องเดียวกันเมื่อได้ก้าวเข้ามาในห้อง จางฝูลู่ก็ทิ้งตัวนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียง “เฮ้อนั่งเมื่อยมาตั้งนาน ค่อยสบายตัวหน่อย”

            เฉินอี้มองหลิวซูเจี๋ยที่กำลังสำรวจไปรอบๆห้องและหันมาบอกเฉินอี้ว่ามีสิ่งใดอยู่ตรงไหนบ้าง เฉินอี้มองเขายิ้มๆ

            สงสัยว่าจะถูกอาหลิ่งอบรมอย่างเข้มข้นก่อนเดินทางมาฉางผิงเป็นแน่

            เพราะเวลาที่เดินทางไปที่ใดอาหลิ่งก็มักจะอธิบายรายละเอียดของสิ่งต่างๆให้เฉินอี้ฟังทุกครั้งกระทั่งเขาสามารถจินตนาการจนเห็นเป็นภาพได้

            ถึงแม้ว่าหลิวซูเจี๋ยจะไม่ละเอียดลออเท่าอาหลิ่งแต่ก็จัดว่าอยู่ในขั้นพอใช้

            “อาอี้ หิวแล้วใช่หรือไม่ ไปหาอะไรกินกันเถิด”

            “รอพี่ลี่หยางก่อน”

            จางฝูลู่เบ้ปาก“จะรอไปไย เขาจะกลับมาเมื่อใดก็มิรู้ เจ้ามิต้องหิ้วท้องรอเขาหรอก มาเถิดข้าเห็นมีกานเหลียง(ของกินจำพวกของแห้ง) กับหูปิ่ง(ขนมแป้งอบโรยงา) วางขายอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมถ้าอย่างไรไปซื้อมากินรองท้องก่อนดีกว่า”

            ว่าแล้วจางฝูลู่ก็จูงมือเฉินอี้เดินออกจากห้องและพากันออกไปด้านนอก

     

            โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักอยู่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักมีแค่พวกเขาที่เข้าพักและอยู่ด้านในซอยจึงไม่อึกทึกมากเดินออกจากซอยมาเพียงไม่กี่ก้าวก็ออกมาถนนใหญ่แล้ว

            พอหลุดออกจากซอยเสียงผู้คนก็จอแจกระทบหูกลิ่นอาหารก็ลอยมาเตะจมูก เฉินอี้รู้สึกว่าก็ไม่เลวนักอีกทั้งแถวนี้ก็ไม่มีวิญญาณเพ่นพ่าน เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก

            จางฝูลู่เดินจูงมือเฉินอี้แวะร้านโน้นร้านนี้อย่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

            ตลาดเหยียนตั้นนั้นมีสินค้าจากต่างแดนหลากหลายชนิดตั้งแต่ผ้าไหมโหรวหรานไปจนถึงสัตว์เลี้ยงจากดินแดนทุ่งหญ้า

            ของกินก็มีให้เลือกไม่น้อยเช่นกันมีทั้งฉิ่วเป้ย(แป้งสาลีนึ่งสุก) ขนมส่านจือ (ก้านบัว) ผลไม้ หมั่นโถวซาลาเปาไส้เนื้อต่างๆทั้งสองคนเลือกซื้อไปอย่างละนิดอย่างละหน่อยเพื่อเก็บไว้กินเล่นบนห้องพัก

            อาจเป็นเพราะจางฝูลู่กับเฉินอี้นั้นเป็นคนต่างถิ่นคนในตลาดอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา อีกทั้งพวกเขามีรูปร่างสูงกว่าคนทั่วไป แต่งกายดีหน้าตาสะอาดสะอ้านจึงดึงดูดสายตาทั้งชายและหญิงในเมืองฉางผิงให้มาตกอยู่ที่คนทั้งสองได้โดยมิยาก

            จางฝูลู่ที่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกตาก็มิได้สังเกตถึงสายตาของคนเหล่านี้มิเช่นนั้นก็คงเงอะงะทำอันใดไม่ถูกเหมือนคราวที่เข้าไปในหอนางโลมครั้งก่อน

            หลิวซูเจี๋ยกล่าวความคิดเห็นของตนให้เฉินอี้ฟังเขาจึงยิ้มน้อยๆอย่างนึกขันที่หลิวซูเจี๋ยอธิบายถึงจางฝูลู่ได้ค่อนข้างละเอียดจนเขาเห็นภาพ

            จางฝูลู่แวะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อและเอ่ยถามป้าคนขาย“ท่านป้า แถวนี้มีหญิงชื่อฟางเหนียงที่เปิดโรงน้ำชาหรือไม่”

            ป้าคนขายขมวดคิ้ว“เอ ไม่แน่ใจเหมือนกัน โรงน้ำชาในตลาดมีอยู่สามโรง สองโรงเจ้าของเป็นผู้ชายอีกหนึ่งโรงเป็นของผู้หญิง แต่รู้สึกว่านางจะชื่อจิงอี๋เหนียงมิใช่ฟางเหนียง”

            จางฝูลู่พยักหน้า“แล้วมิทราบว่าโรงน้ำชาของหญิงที่ชื่อจิงอี๋เหนียงอยู่ทางไหนหรือ”

            ป้าคนขายซาลาเปาจึงอธิบายทางให้จางฝูลู่ฟังเขาพยายามจดจำเส้นทางให้ได้เพราะค่อนข้างมีถนนหลายสายต้องผ่าน

            เมื่อจางฝูลู่ทบทวนเส้นทางอีกครั้งเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวขอบคุณและจะเดินทางกลับโรงเตี๊ยม

            “นี่ พ่อหนุ่ม เจ้าสองคนมาจากที่ใดกันรึ ข้ามิเคยเห็นหน้า” ป้าคนขายเอ่ยถาม

            “ข้าสองคนเดินทางมาจากซุนฉือขอรับ”

            “เช่นนั้นเองรึ” ป้าคนขายมองไปที่เฉินอี้“แล้วเพื่อนของเจ้าเหตุใดจึงมีสีตาแปลกประหลาดเช่นนั้นล่ะ”

            จางฝูลู่ชะงักเฉินอี้รู้ทันเตรียมดึงจางฝูลู่ไว้เพราะจางฝูลู่มักจะไม่ชอบให้ใครมากล่าวอันใดเกี่ยวกับตาของเฉินอี้

            สมัยก่อนที่เขาถูกเด็กคนอื่นรังแกและล้อเลียนว่าเป็นนกฮูกผีเมื่อจางฝูลู่รู้เรื่องก็ไปมีเรื่องกับเด็กพวกนั้นจนได้แผลกลับมาอีกทั้งยังโกรธเฉินอี้ว่ามิยอมเล่าให้เขาฟัง

            แต่ครั้งนี้เฉินอี้ที่จับแขนจางฝูลู่อยู่รู้สึกว่าเขาเงียบไป และมิได้โต้ตอบอันใดกลับจึงนึกสงสัย

            “ป้าจิ่ว เอาซาลาเปาไส้เนื้อแกะสองลูกจ้ะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ

            “อ้าว เจียวซิน วันนี้เหตุใดจึงออกมาซื้อของเองมิให้บ่าวออกมาเล่า”ป้าคนขายทักทายนางพลางยิ้ม

            “วันนี้พี่ชายข้าเพิ่งเดินทางกลับมาจึงอยากจะซื้อของกินไปให้เขารองท้องเสียหน่อย เพราะเขาอาจจะกลับเข้าบ้านช้า”เจียวซินเอ่ยเสียงหวานพลางยิ้ม

            “เช่นนั้นเอง ได้แล้วซาลาเปาของเจ้า”ป้าคนขายส่งซาลาเปาให้เจียวซินและรับเงินมาจากนาง

            “เหล่าจาง” เฉินอี้เขย่าแขนจางฝูลู่และเรียกเขาเบาๆ

            หญิงสาวที่ชื่อเจียวซินหันมามองจางฝูลู่ที่จ้องนางอยู่ไม่วางตาพลางขมวดคิ้ว“คุณชาย ท่านจ้องข้าทำไมหรือ”

            จางฝูลู่เพิ่งรู้สึกตัวและกะพริบตาปริบๆ“เอ่อ…ข้า…เอ่อ…ขออภัย….เอ่อ….ข้า….” จางฝูลู่พูดสลับกันอยู่เพียงสองคำ

            “ขออภัยด้วยขอรับแม่นาง” เฉินอี้ก้าวขึ้นมากล่าวแทนจางฝูลู่และดึงเขาออกเดิน“ไปเถิด เหล่าจาง”

            “ฮะ…..ไปไหน” จางฝูลู่หันมามองหน้าเฉินอี้เหมือนคนเพิ่งตื่น

            “ก็กลับโรงเตี๊ยมอย่างไรเล่า” เฉินอี้กล่าวกับจางฝูลู่ด้วยความงุนงง

            “อ้อ ใช่” จางฝูลู่หันซ้ายหันขวาแล้วก็หันกลับมาหาเฉินอี้ “เอ่อข้าลืมทางแล้ว”

            เฉินอี้อยากจะตบหน้าผากตนเองดังๆสักฉาด

            หลิวซูเจี๋ยหัวเราะจนตัวงอ

            “พวกท่านมาจากที่อื่นหรือ” เจียวซินเอ่ยถาม

            จางฝูลู่พยักหน้าแต่ไม่พูดเฉินอี้จึงเป็นคนพูดแทน “ขอรับ พวกข้าเดินทางมาจากซุนฉือ”

            “เช่นนั้นเอง พี่ชายของข้าก็เพิ่งเดินทางกลับมาจากซุนฉือเช่นเดียวกันแล้วท่านสองคนพักอยู่ที่ใดหรือ”

            “โรงเตี๊ยมเหวยเซี่ยวขอรับ” เฉินอี้ตอบ

            “อ้อ อยู่มิไกลเท่าใดนัก” เจียวซินเอ่ยและมองเฉินอี้

            นางมองดวงตาของเขาและมองไม้เท้าที่เขาถืออยู่“ถ้าอย่างไร ข้าจะนำทางพวกท่านให้เอง”

            “ขอบคุณแม่นางมากขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม

            เจียวซินเดินนำชายหนุ่มทั้งสองคนไปจนถึงโรงเตี๊ยมเหวยเซี่ยวเฉินอี้นั้นเดินเหยียบเท้าจางฝูลู่อยู่หลายครั้งเพราะจางฝูลู่เดินไม่ตรงทาง

            “ถึงโรงเตี๊ยมแล้ว พวกท่านเดินระวังด้วย ข้าขอตัวก่อน”

            จางฝูลู่กับเฉินอี้กล่าวขอบคุณเจียวซินอีกครั้งและพากันเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม

            เจียวซินเดินออกมาได้ระยะหนึ่งก็หันกลับไปมอง

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน