ก่อนที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อจะเดินทางกลับฮั่นจงท่านนักพรตได้เคยพูดคุยกับจินลี่หยางและจางฝูลู่เกี่ยวกับเฉินอี้
ท่านนักพรตกล่าวว่าการที่เฉินอี้สามารถมองเห็นวิญญาณและต้องให้การช่วยเหลือนั้นก็เป็นกรรมส่วนหนึ่งที่เขาต้องชดใช้
ทั้งสองคนสามารถช่วยเหลือเฉินอี้ได้โดยช่วยแยกดวงจิตของเฉินอี้จากดวงวิญญาณที่หมายตาเขาอยู่ด้วยวิธีการง่ายๆนั่นคือชักชวนเฉินอี้พูดคุยและทำให้เขาผ่อนคลายให้มากที่สุดเพื่อมิให้ดวงจิตของเขากับดวงจิตของวิญญาณเชื่อมต่อกัน
เฉินอี้นั้นสามารถดึงจิตของตนเองให้ออกห่างจากดวงวิญญาณได้แต่นับวันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะธาตุหยินหยางในร่างกายของเฉินอี้ไม่สมดุลตลอดหลายปีที่เฉินอี้ต้องเสียพลัง หยางให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นทำให้เขามีอาการหยางหัวใจพร่อง
แม้จินลี่หยางและจางฝูลู่จะรู้สึกเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่งแต่ก็รับปากว่าจะปฏิบัติตามที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
เมื่อจินลี่หยางจัดการเรื่องที่พักได้แล้วก็เดินทางไปที่กองทหารรักษาเมืองฉางผิงกับซุนเฉิงเพื่อทำเรื่องส่งตัวนักโทษและส่งรายงาน
จางฝูลู่กับเฉินอี้พักอยู่ห้องเดียวกันเมื่อได้ก้าวเข้ามาในห้อง จางฝูลู่ก็ทิ้งตัวนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียง “เฮ้อนั่งเมื่อยมาตั้งนาน ค่อยสบายตัวหน่อย”
เฉินอี้มองหลิวซูเจี๋ยที่กำลังสำรวจไปรอบๆห้องและหันมาบอกเฉินอี้ว่ามีสิ่งใดอยู่ตรงไหนบ้าง เฉินอี้มองเขายิ้มๆ
สงสัยว่าจะถูกอาหลิ่งอบรมอย่างเข้มข้นก่อนเดินทางมาฉางผิงเป็นแน่
เพราะเวลาที่เดินทางไปที่ใดอาหลิ่งก็มักจะอธิบายรายละเอียดของสิ่งต่างๆให้เฉินอี้ฟังทุกครั้งกระทั่งเขาสามารถจินตนาการจนเห็นเป็นภาพได้
ถึงแม้ว่าหลิวซูเจี๋ยจะไม่ละเอียดลออเท่าอาหลิ่งแต่ก็จัดว่าอยู่ในขั้นพอใช้
“อาอี้ หิวแล้วใช่หรือไม่ ไปหาอะไรกินกันเถิด”
“รอพี่ลี่หยางก่อน”
จางฝูลู่เบ้ปาก“จะรอไปไย เขาจะกลับมาเมื่อใดก็มิรู้ เจ้ามิต้องหิ้วท้องรอเขาหรอก มาเถิดข้าเห็นมีกานเหลียง(ของกินจำพวกของแห้ง) กับหูปิ่ง(ขนมแป้งอบโรยงา) วางขายอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมถ้าอย่างไรไปซื้อมากินรองท้องก่อนดีกว่า”
ว่าแล้วจางฝูลู่ก็จูงมือเฉินอี้เดินออกจากห้องและพากันออกไปด้านนอก
โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักอยู่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักมีแค่พวกเขาที่เข้าพักและอยู่ด้านในซอยจึงไม่อึกทึกมากเดินออกจากซอยมาเพียงไม่กี่ก้าวก็ออกมาถนนใหญ่แล้ว
พอหลุดออกจากซอยเสียงผู้คนก็จอแจกระทบหูกลิ่นอาหารก็ลอยมาเตะจมูก เฉินอี้รู้สึกว่าก็ไม่เลวนักอีกทั้งแถวนี้ก็ไม่มีวิญญาณเพ่นพ่าน เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
จางฝูลู่เดินจูงมือเฉินอี้แวะร้านโน้นร้านนี้อย่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
ตลาดเหยียนตั้นนั้นมีสินค้าจากต่างแดนหลากหลายชนิดตั้งแต่ผ้าไหมโหรวหรานไปจนถึงสัตว์เลี้ยงจากดินแดนทุ่งหญ้า
ของกินก็มีให้เลือกไม่น้อยเช่นกันมีทั้งฉิ่วเป้ย(แป้งสาลีนึ่งสุก) ขนมส่านจือ (ก้านบัว) ผลไม้ หมั่นโถวซาลาเปาไส้เนื้อต่างๆทั้งสองคนเลือกซื้อไปอย่างละนิดอย่างละหน่อยเพื่อเก็บไว้กินเล่นบนห้องพัก
อาจเป็นเพราะจางฝูลู่กับเฉินอี้นั้นเป็นคนต่างถิ่นคนในตลาดอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา อีกทั้งพวกเขามีรูปร่างสูงกว่าคนทั่วไป แต่งกายดีหน้าตาสะอาดสะอ้านจึงดึงดูดสายตาทั้งชายและหญิงในเมืองฉางผิงให้มาตกอยู่ที่คนทั้งสองได้โดยมิยาก
จางฝูลู่ที่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกตาก็มิได้สังเกตถึงสายตาของคนเหล่านี้มิเช่นนั้นก็คงเงอะงะทำอันใดไม่ถูกเหมือนคราวที่เข้าไปในหอนางโลมครั้งก่อน
หลิวซูเจี๋ยกล่าวความคิดเห็นของตนให้เฉินอี้ฟังเขาจึงยิ้มน้อยๆอย่างนึกขันที่หลิวซูเจี๋ยอธิบายถึงจางฝูลู่ได้ค่อนข้างละเอียดจนเขาเห็นภาพ
จางฝูลู่แวะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อและเอ่ยถามป้าคนขาย“ท่านป้า แถวนี้มีหญิงชื่อฟางเหนียงที่เปิดโรงน้ำชาหรือไม่”
ป้าคนขายขมวดคิ้ว“เอ ไม่แน่ใจเหมือนกัน โรงน้ำชาในตลาดมีอยู่สามโรง สองโรงเจ้าของเป็นผู้ชายอีกหนึ่งโรงเป็นของผู้หญิง แต่รู้สึกว่านางจะชื่อจิงอี๋เหนียงมิใช่ฟางเหนียง”
จางฝูลู่พยักหน้า“แล้วมิทราบว่าโรงน้ำชาของหญิงที่ชื่อจิงอี๋เหนียงอยู่ทางไหนหรือ”
ป้าคนขายซาลาเปาจึงอธิบายทางให้จางฝูลู่ฟังเขาพยายามจดจำเส้นทางให้ได้เพราะค่อนข้างมีถนนหลายสายต้องผ่าน
เมื่อจางฝูลู่ทบทวนเส้นทางอีกครั้งเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวขอบคุณและจะเดินทางกลับโรงเตี๊ยม
“นี่ พ่อหนุ่ม เจ้าสองคนมาจากที่ใดกันรึ ข้ามิเคยเห็นหน้า” ป้าคนขายเอ่ยถาม
“ข้าสองคนเดินทางมาจากซุนฉือขอรับ”
“เช่นนั้นเองรึ” ป้าคนขายมองไปที่เฉินอี้“แล้วเพื่อนของเจ้าเหตุใดจึงมีสีตาแปลกประหลาดเช่นนั้นล่ะ”
จางฝูลู่ชะงักเฉินอี้รู้ทันเตรียมดึงจางฝูลู่ไว้เพราะจางฝูลู่มักจะไม่ชอบให้ใครมากล่าวอันใดเกี่ยวกับตาของเฉินอี้
สมัยก่อนที่เขาถูกเด็กคนอื่นรังแกและล้อเลียนว่าเป็นนกฮูกผีเมื่อจางฝูลู่รู้เรื่องก็ไปมีเรื่องกับเด็กพวกนั้นจนได้แผลกลับมาอีกทั้งยังโกรธเฉินอี้ว่ามิยอมเล่าให้เขาฟัง
แต่ครั้งนี้เฉินอี้ที่จับแขนจางฝูลู่อยู่รู้สึกว่าเขาเงียบไป และมิได้โต้ตอบอันใดกลับจึงนึกสงสัย
“ป้าจิ่ว เอาซาลาเปาไส้เนื้อแกะสองลูกจ้ะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ
“อ้าว เจียวซิน วันนี้เหตุใดจึงออกมาซื้อของเองมิให้บ่าวออกมาเล่า”ป้าคนขายทักทายนางพลางยิ้ม
“วันนี้พี่ชายข้าเพิ่งเดินทางกลับมาจึงอยากจะซื้อของกินไปให้เขารองท้องเสียหน่อย เพราะเขาอาจจะกลับเข้าบ้านช้า”เจียวซินเอ่ยเสียงหวานพลางยิ้ม
“เช่นนั้นเอง ได้แล้วซาลาเปาของเจ้า”ป้าคนขายส่งซาลาเปาให้เจียวซินและรับเงินมาจากนาง
“เหล่าจาง” เฉินอี้เขย่าแขนจางฝูลู่และเรียกเขาเบาๆ
หญิงสาวที่ชื่อเจียวซินหันมามองจางฝูลู่ที่จ้องนางอยู่ไม่วางตาพลางขมวดคิ้ว“คุณชาย ท่านจ้องข้าทำไมหรือ”
จางฝูลู่เพิ่งรู้สึกตัวและกะพริบตาปริบๆ“เอ่อ…ข้า…เอ่อ…ขออภัย….เอ่อ….ข้า….” จางฝูลู่พูดสลับกันอยู่เพียงสองคำ
“ขออภัยด้วยขอรับแม่นาง” เฉินอี้ก้าวขึ้นมากล่าวแทนจางฝูลู่และดึงเขาออกเดิน“ไปเถิด เหล่าจาง”
“ฮะ…..ไปไหน” จางฝูลู่หันมามองหน้าเฉินอี้เหมือนคนเพิ่งตื่น
“ก็กลับโรงเตี๊ยมอย่างไรเล่า” เฉินอี้กล่าวกับจางฝูลู่ด้วยความงุนงง
“อ้อ ใช่” จางฝูลู่หันซ้ายหันขวาแล้วก็หันกลับมาหาเฉินอี้ “เอ่อข้าลืมทางแล้ว”
เฉินอี้อยากจะตบหน้าผากตนเองดังๆสักฉาด
หลิวซูเจี๋ยหัวเราะจนตัวงอ
“พวกท่านมาจากที่อื่นหรือ” เจียวซินเอ่ยถาม
จางฝูลู่พยักหน้าแต่ไม่พูดเฉินอี้จึงเป็นคนพูดแทน “ขอรับ พวกข้าเดินทางมาจากซุนฉือ”
“เช่นนั้นเอง พี่ชายของข้าก็เพิ่งเดินทางกลับมาจากซุนฉือเช่นเดียวกันแล้วท่านสองคนพักอยู่ที่ใดหรือ”
“โรงเตี๊ยมเหวยเซี่ยวขอรับ” เฉินอี้ตอบ
“อ้อ อยู่มิไกลเท่าใดนัก” เจียวซินเอ่ยและมองเฉินอี้
นางมองดวงตาของเขาและมองไม้เท้าที่เขาถืออยู่“ถ้าอย่างไร ข้าจะนำทางพวกท่านให้เอง”
“ขอบคุณแม่นางมากขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม
เจียวซินเดินนำชายหนุ่มทั้งสองคนไปจนถึงโรงเตี๊ยมเหวยเซี่ยวเฉินอี้นั้นเดินเหยียบเท้าจางฝูลู่อยู่หลายครั้งเพราะจางฝูลู่เดินไม่ตรงทาง
“ถึงโรงเตี๊ยมแล้ว พวกท่านเดินระวังด้วย ข้าขอตัวก่อน”
จางฝูลู่กับเฉินอี้กล่าวขอบคุณเจียวซินอีกครั้งและพากันเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
เจียวซินเดินออกมาได้ระยะหนึ่งก็หันกลับไปมอง