"ฉัน…ฉันก็เดินผ่านไปเห็นเข้าพอดียังไงล่ะ" ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สายตาก็เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนคนกำลังหาทางรอด
"เดินผ่านไปพอดี หรือหล่อนเองนั่นแหละที่เอาของมาขาย สหายค้นตะกร้าของหล่อนดูเถอะ ว่ามีอะไรอยู่บ้าง" นางหวังซื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็ไม่ปล่อยเอาไว้ เอ่ยบอกทหารแดงให้ค้นตะกร้า นางคิดว่าอีกฝ่ายต้องเอาของมาขายด้วยอย่างแน่นอน นางเชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้เข้าอำเภอมาเพราะแค่จะมาหาเื่ตนเองเท่านั้น
"ไม่ๆ ในตะกร้าไม่มีอะไรเลย มีแต่ของที่ฉันซื้อมาอย่างถูกต้องเท่านั้น" ผู้หญิงคนนั้นรีบตะครุบตะกร้าของตนเองเอาไว้ และเอ่ยตอบกลับมาเสียงสั่น แต่พวกทหารแดงก็ไม่ฟัง ดึงตะกร้ามาเปิดดูและด้านในก็มีเนื้อหมูอยู่ 5-6 ก้อน และยังมีของอื่นๆ อีก ซึ่งดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงเตรียมเอามาขาย
"ซื้อมาถูกต้องอย่างนั้นเหรอ เนื้อหมูเกือบหกชั่งนี่น่ะ หล่อนคงมีคูปองเยอะมากสินะ ถึงซื้อเนื้อหมูได้มากขนาดนี้" นางหวังซื่อเอ่ยถามออกไป นางบอกแล้วถ้ามาหาเื่นางอย่างมากก็ไม่ต้องขายของมันทั้งคู่ แต่ครั้งนี้นางเป็ฝ่ายชนะอย่างแน่นอน เพราะอีกฝ่ายมีหลักฐานมัดแน่นขนาดนี้
"ใช่ๆ เอ๊ย! ไม่ใช่ พอดีที่บ้านจะมีงานเลยต้องซื้อเนื้อหมูมาเยอะ ส่วนคูปองใช้ไปหมดแล้ว" ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยตอบด้วยท่าทางเลิ่กลั่กที่ใครดูก็รู้ว่ามีพิรุธ
"งั้นหล่อนไปซื้อเนื้อหมูที่แผงไหนมาล่ะ พาสหายพวกนี้ไปสอบถามดูก็รู้แล้ว" นางหวังซื่อไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดรอดไปได้ จึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
"เอ่อ..ซื้อ…ที่…" ผู้หญิงคนนั้นไม่สามารถตอบกลับมาได้ จึงได้แต่มีท่าทางลุกลี้ลุกลนอยู่เช่นนั้น
"ที่นี่สหายคงเห็นแล้วนะว่าใครกันแน่ที่โกหก" นางหวังซื่อเอ่ยขึ้นเพื่อตอกย้ำอีกครั้งว่าใครกันแน่ที่เป็ฝ่ายผิด
"เกิดอะไรขึ้นหรือสหาย" ระหว่างที่พวกเธอกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น ก็มีเสียงทุ้มของผู้ชายดังขึ้นที่ด้านหลังของพวกทหารแดง
"ลูกสาม!!" นางหวังซื่อพอได้ยินเสียงของใครแทรกขึ้นมาก็หันไปมอง และพอเห็นว่าเป็ใครที่เอ่ยขึ้นก็ร้องเรียกออกมาด้วยความดีใจ
"ผมเองครับแม่ ว่าแต่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือสหาย นี่เป็คุณแม่กับหลานสาวของผมเอง" ฟางไช่ที่เพิ่งกลับมาถึงอำเภอและกำลังจะหารถเพื่อกลับหมู่บ้าน ระหว่างทางเดินมาเห็นคนกำลังมุงดูอะไรกันอยู่ก็เลยเดินเข้ามาดูด้วย พอเห็นว่าทหารแดงกำลังล้อมคนสองคนอยู่ก็มองด้วยความสนใจ แต่พอเห็นว่าเป็ใครก็รีบเดินเข้ามาในทันที
"ผู้หญิงคนนี้มาแจ้งว่าสหายสองคนนี้ลักลอบเอาสิ่งของเข้ามาขายเก็งกำไร แต่พวกผมได้ทำการตรวจสอบดูแล้วว่าในตะกร้าไม่มีสิ่งของอะไร จึงกำลังจะนำคนที่แจ้งความเท็จไปลงโทษ" ทหารแดงที่เป็หัวหน้าเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ทหารแดงทั้งหมดทำความเคารพอาเล็กซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้วทหารแดงพวกนี้ไม่ได้มียศเทียบเท่าทหารด้วยซ้ำไป
"ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนสหายด้วย แม่กับหลานสาวของผมน่าจะแค่เข้ามาหาซื้อของไปเตรียมฉลองปีใหม่ ไม่คิดว่าจะมีคนมาใส่ร้ายแบบนี้กับครอบครัวทหารที่ต้องเสียสละเพื่อชาติเลย" ฟางไช่เองถึงแม้ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่เขาก็ไม่ยอมให้คนอื่นมารังแกคนในครอบครัวตนเองเช่นกัน ยิ่งอีกฝ่ายเป็มารดาของเขายิ่งยอมไม่ได้
"สหายไม่ต้องกังวลไป พวกเราจะจัดการคนที่ใส่ร้ายครอบครัวของทหารอย่างแน่นอน จับตัวผู้หญิงคนนี้กลับไปลงโทษข้อหาหลอกลวง ใส่ร้ายผู้อื่น และยังทำการค้าเก็งกำไรอีกด้วย ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อน" ทหารแดงที่เป็หัวหน้าเอ่ยตอบกลับมาด้วยท่าทางจริงจังขึงขัง ก่อนที่จะประกาศโทษและสั่งลูกน้องของตนเองให้พาตัวผู้หญิงคนนั้นกลับไปที่หน่วยงานของตนเอง
"กรี๊ดดดด!! ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน" เสียงของผู้หญิงคนนั้นกรีดร้องไปตลอดทางที่ถูกพวกทหารแดงลากตัวไป ต้องใช้คำว่าลากตัวจริงๆ เพราะอีกฝ่ายถูกจับแขนไว้ทั้งสองข้าง แล้วทหารแดงพวกนั้นก็ลากไปกับพื้นยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งเพิ่มความเ็ปให้ตนเองมากขึ้น
"ทำไมถึงมีคนมาใส่ร้ายแม่ได้ล่ะครับ" ฟางไช่เอ่ยถามมารดา เมื่อถูกพาเดินออกมาจนมาถึงหน้าสหกรณ์แล้วให้เขายืนอยู่ข้างจักรยานที่ดูใหม่มากคันหนึ่ง
"ไว้เราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน เดี๋ยวลูกนั่งรออยู่ที่นี่ก่อน แม่กับหลานขอเข้าไปซื้อของในสหกรณ์ครู่หนึ่ง" นางหวังซื่อหลังจากหายใกับเื่ที่เกิดขึ้นก็ตั้งสติได้ถึงสิ่งที่ตนเอง้าเข้ามาทำ และโชคดีที่วันนี้พวกนางไม่ได้เข้ามาขายของ และถึงจะมาขายของจริงคนพวกนั้นก็ไม่เจออะไรอยู่ดี นอกจากจะตามเข้าไปในตลาดมืด ซึ่งนางคิดว่าทหารแดงพวกนั้นคงทำไม่ได้ ไม่อย่างงั้นจะต้องมาดักรอพวกนางที่ด้านนอกตลาดทำไม
"แม่ครับนี่คูปองกับเงินครับ" ฟางไช่ได้ฟังที่มารดาพูดก็ไม่ซักถามอะไรอีก แต่หยิบเอาถุงผ้าที่เขาใส่เงินกับคูปองต่างๆ ที่เอากลับมายื่นให้มารดาแทน
"ทำไมมันถึงเยอะแบบนี้ล่ะ แต่แม่ขอแค่คูปองก็พอเงินแม่มีอยู่ ลูกนั่งรอก่อนนะ" นางหวังซื่อเห็นคูปองมากมายในถุงผ้า ยังมีเงินหยวนอีกน่าจะเป็ร้อยหยวน ซึ่งมากกว่าเงินเดือนของลูกชาย แต่นางก็เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน ที่นี่ยังไม่เหมาะที่จะพูดคุยกัน ตอนนี้นางควรรีบเข้าไปหาซื้อของเสียก่อน
"อาเล็ก นี่น้ำผลไม้กับขนมปังกินรองท้องไปก่อนนะคะ" หงอ้ายเห็นท่าทางของอาเล็กดูเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางจึงส่งสายตาถามย่าพร้อมกับเอื้อมมือลงไปในตะกร้า พอเห็นย่าฟางพยักหน้าก็หยิบขนมปังกับน้ำผลไม้ออกมาแล้วส่งให้อาเล็ก
"เอ่อ…" ฟางไช่เห็นขวดเครื่องดื่มกับขนมที่ห่ออยู่ในกระดาษส่งกลิ่นหอมออกมาจากมือของหลานสาวก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง จนมารดาหยิบของทั้งสองอย่างยัดใส่มือเขาถึงได้รู้สึกตัว ที่เขาแปลกใจไม่ใช่เพราะของพวกนี้ แต่เขาเห็นว่าตะกร้าของหลานสาวกับมารดามันว่างเปล่า แล้วหลานสาวเอาของพวกนี้มาจากไหนกัน
"รับไปกินเถอะ มีอะไรเราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน ไปหงอ้ายเดี๋ยวของดีๆ จะหมดเสียก่อน" นางหวังซื่อรู้ว่าบุตรชายคงกำลังสงสัยถึงสิ่งของที่หลานสาวหยิบออกมาให้ แต่นางไม่คิดมาก ถึงแม้ตลอดมาจะปิดบังคนอื่นๆ ในบ้านได้ แต่นางรู้ว่าไม่มีทางปิดบังบุตรชายคนเล็กนี้ได้อย่างแน่นอน
สองย่าหลานเดินเข้าไปในสหกรณ์ของอำเภอ ที่ตอนนี้มีข้าวของวางอยู่เต็ม คงเพราะวันนี้เป็วันทำงานจึงยังมีคนมาซื้อของไม่มาก พอเห็นแบบนี้สองย่าหลานก็เดินหยิบของที่อยากได้กันจนพอใจ ยิ่งไม่ต้องกังวลว่าจะมีคูปองไม่พออีกด้วย เพราะมีที่บุตรชายคนเล็กเพิ่งมอบมาให้อีกมาก ของส่วนใหญ่ที่ซื้อก็เป็พวกกุ้งแห้ง พุทราแห้ง เก๋ากี้ แล้วก็เครื่องเทศที่สำหรับไว้ใช้ทำพะโล้หรือตุ๋นน้ำแกง หรือก็คือของที่ในระบบของหลานสาวไม่มีนั่นเอง พอได้ของครบก็จ่ายเงินแล้วก็เดินออกมา
"เดี๋ยวแม่ขอไปซื้อกระดูกหมูไว้ไปต้มน้ำแกงก่อน แกนั่งรออยู่นี่แหละ" นางหวังซื่อเมื่อหายจากอาการใแล้ว ก็กลับมาทำตัวเป็ปกติได้เหมือนเดิม นางเตรียมใจเอาไว้ั้แ่ที่คิดว่าจะออกมาขายของแล้ว และตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายแล้วไม่ต้องกังวลอะไรอีก เอาไว้ตอนเข้ามาขายของอีกครั้งนางค่อยกังวลใหม่
"แม่ซื้อพวกเนื้อหมูด้วยก็ได้ครับ เอาเงินผมไปก็ได้" ฟางไช่ได้ยินว่ามารดาจะไปหาซื้อกระดูกหมู ก็รีบหยิบเงินของตัวเองส่งไปให้ และบอกให้ซื้อเนื้อหมูกลับมาด้วย เพราะคิดว่ามารดาคงมีเงินอยู่ไม่มาก
"ไม่ต้องๆ แค่คูปองก็พอแล้ว แกอยู่เฉยๆ เถอะ เก็บแรงไว้ เดี๋ยวแกต้องปั่นจักรยานพาฉันกับหลานกลับบ้านอีก" นางหวังซื่อใจหนึ่งก็ภูมิใจที่มีบุตรชายกตัญญู แต่ใจหนึ่งก็เหนื่อยที่ต้องคอยปกปิดความพิเศษของหลานสาวไปด้วย
"จักรยาน?" ฟางไช่ได้ยินที่มารดาพูดก็รู้สึกแปลกใจมาก เพราะที่บ้านถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้ยากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยแล้วจะมีจักรยานได้ยังไง
"เอ้า! ก็จักรยานที่แกนั่งเฝ้ามาตั้งนานนี่ยังไงล่ะ หรือแกขี่จักรยานไม่เป็ ถ้าแบบนั้นแกก็เดินกลับบ้านไปก่อนเลย" นางหวังซื่อเห็นท่าทางของบุตรชายก็คิดว่าอีกฝ่ายขี่จักรยานไม่เป็ จึงรีบเอ่ยปากไล่ให้อีกฝ่ายเดินกลับบ้านไปก่อน
"เป็ครับๆ ผมขี่จักรยานเป็" ฟางไช่ได้ยินที่มารดาพูดก็เข้าใจแล้วว่าบ้านเขามีจักรยานจริงๆ และเป็คันที่เขายืนเฝ้าอยู่นี่ด้วย ก็รีบเอ่ยตอบมารดากลับไป อย่าว่าแต่จักรยานเลย แม้แต่รถบรรทุกเขาก็ขับเป็และยังมีใบขับขี่อีกด้วย
"ถ้าอย่างนั้นก็นั่งรอก่อน หงอ้ายไปกับย่า" นางหวังซื่อได้ยินว่าบุตรชายขี่จักรยานเป็ก็เอ่ยบอกให้นั่งรอต่อไป พร้อมกับจูงมือหลานสาวเตรียมจะเดินไปตลาดอีกครั้ง เพียงแต่หลานสาวยังขืนตัวเอาไว้
"อาเล็กอิ่มไหมคะ อยากได้ขนมเพิ่มอีกหรือเปล่า" หงอ้ายดึงมือย่าฟางเอาไว้ แล้วหันไปเอ่ยถามอาเล็ก เพราะเธอกลัวว่าของที่ให้ไปอาเล็กที่เป็ผู้ชายตัวโตอาจจะไม่อิ่ม ซึ่งตัวโตขนาดไหนก็ขนาดพ่อของเธอกับลุงใหญ่ที่ว่าเป็ผู้ชายตัวใหญ่แล้ว อาเล็กยังตัวใหญ่กว่าทั้งสองคนอีก
"ขอบใจมากนะ แต่อาเล็กพอแล้วล่ะ" ฟางไช่เอ่ยตอบพร้อมกับรู้สึกแปลกใจในท่าทางของหลานสาว ปกติหลานสาวคนนี้ไม่ค่อยมองสบตาคนอื่น และก็ไม่ค่อยพูด แต่ที่เขาเห็นตอนนี้เด็กหญิงดูร่าเริง สดใส กล้าสบตา กล้าพูด อย่างเมื่อตอนที่เจอพวกทหารแดง อีกฝ่ายก็ยืนอยู่ในอ้อมกอดของมารดาเขาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ไม่มีความตื่นกลัวให้เห็นเลย
หงอ้ายไม่รู้ว่าอาเล็กของตนเองกำลังคิดอะไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปของหลานสาวอย่างเธอ เพราะย่าฟางกำลังพาเธอเดินไปยังตลาดขายเนื้ออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่มีใครโผล่มาหาเื่อีก และดูเหมือนทุกคนก็กลับไปทำงานหรือทำหน้าที่ของตนเองกันหมดแล้ว
"นี่! ได้ยินเื่ของนางหวางไหม ที่ว่าไปฟ้องทหารแดงว่ามีคนแอบเอาของมาขายนะ" ระหว่างที่พวกเธอกำลังเดินมาที่เขียงหมูก็ได้ยินเสียงของคนกำลังคุยกัน ซึ่งน่าจะเป็เื่ของคนที่เข้ามาหาเื่เธอกับย่า ซึ่งย่าฟางก็น่าจะคิดเหมือนกันจึงหยุดเดินและพาเธอมายืนหลบมุมเพื่อฟังที่พวกเขาคุยกัน
"ได้ยินสิ ฉันก็ยืนดูอยู่ด้วย แล้วเป็ยังไงบ้างล่ะ" หญิงอีกคนเอ่ยตอบกลับไป
"ก็เพราะนางหวางบอกไม่ได้ว่าไปซื้อเนื้อหมูมาจากที่ไหนตั้งหกชั่ง ก็เลยถูกตัดสินว่านางนะแหละที่เอาสินค้ามาขายเก็งกำไรเอง เลยถูกจับกร่อนผมและส่งไปนอนคุก เห็นว่าจะพาแห่ประจานด้วยนะ" หญิงคนแรกเอ่ยตอบกลับมา น้ำเสียงดูเหมือนจะมีความสะใจอยู่ด้วยเล็กน้อย
"สมน้ำหน้า อยู่ดีไม่ว่าดี ตัวเองก็แอบเอาของมาขายยังกล้าไปแจ้งให้จับคนอื่นอีก" หญิงคนที่สองพอได้ฟังก็เอ่ยตอบกลับไป ซึ่งน้ำเสียงก็เหมือนกับคนแรกคือสะใจที่อีกฝ่ายถูกลงโทษ
"นั่นสิ ต่างคนต่างทำมาหากินของตัวเองไปก็ดีอยู่แล้ว ที่นี่เป็ยังไงล่ะ ต่อไป ที่นั่น ก็คงไม่ให้นางเข้าไปอีกแล้วล่ะ" หญิงคนแรกยังคงเอ่ยต่อไป ซึ่ง ที่นั่น ที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงคงเป็ตลาดมืดอย่างแน่นอน
"สงสารก็แต่คนที่บ้านหวางแล้วล่ะ" หญิงคนที่สองเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"สงสารทำไม คนพวกนั้นก็เห็นแก่ตัวไม่ต่างจากนางหวางหรอก เจอแบบนี้ไปจะได้อยู่กันอย่างสงบๆ หน่อย" หญิงคนแรกที่ดูจะรู้จักครอบครัวหวางเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูพอใจกับผลที่นางหวางกับครอบครัวจะได้รับ จากนั้นคนทั้งสองก็พากันเดินจากไป
**********
ไรต์ : สะใจคนอ่านไหมไม่รู้ แต่เราสะใจแล้ว และย่าฟางก็ยังคงเป็ย่าที่รักแต่หลานสาวเท่านั้น มีการไล่ลูกชายให้เดินกลับบ้านด้วย ฮ่าๆ