ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 12:49 น.
หลังจากที่ริวและแนนโน๊ะกินข้าวเสร็จแล้วทั้งสองคนก็กลับขึ้นมาที่ห้องเรียนตามเดิม บรรยากาศการเรียนการสอนในชั่วโมงแรกของคาบบ่ายเริ่มต้นขึ้นเสียงครูอธิบายบทเรียนดังเบาๆลอดออกไปนอกห้อง
ริวก้มหน้าจดตามกระดานแต่สายตากลับเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเป็พักๆ แสงแดดอ่อนส่องผ่านกระจกเข้ามา ทว่าในหัวของเขาภาพยังคงวนเวียนอยู่ ทั้งกลุ่มนักเรียนที่แบกถุงดำออกไปหลังโรงเรียนทั้งเด็กผู้หญิงในห้องเก็บของ และคำพูดของแนนโน๊ะที่บอกว่า
สิ่งที่อยู่ในถุงนั้นอาจจะไม่มีค่าไม่ต่างจากขยะ…
เมื่อนึกได้แบบนั้นแล้ว ปลายปากกาของเขาที่กำลังเขียนถึงกับหยุดชะงัก เขารู้ดี แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่คำตอบนั้น ก็มีความหมายชัดเจนพอที่จะตีความเองได้
การเรียนการสอนดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงชั่วโมงเรียนสุดท้ายของวันซึ่งก็เป็ชั่วโมงเรียนวิชาฟิสิกส์ของคุณครูชาญยุทธ ครูใช้เวลา่หนึ่งอธิบายโจทย์บนกระดานตัวเลขและสัญลักษณ์เรียงแน่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำสั่งสั้นๆ
“ทำแบบทดสอบในหนังสือให้เสร็จ ภายในชั่วโมงนี้นะครับ”
“ครับ/ค่ะ”นักเรียนในห้องตอบ
สิ้นสุดคำตอบนั้น เสียงพลิกหน้ากระดาษดังแว่วขึ้นทั้งห้องริวไล่สายตาอ่านโจทย์อย่างตั้งใจ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเลขเ่าั้ไม่ยอมเรียงตัวให้เป็คำตอบง่ายๆอย่างที่ควรจะเป็
ตรงกันข้ามกับแนนโน๊ะ สีหน้าและท่าทางของเธอยังคงดูสบายๆขณะที่มือจับปากาเขียนคำตอบ และไม่นานเธอก็ปิดหนังสือลง ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปที่โต๊ะครูพร้อมกับหนังสือในมือ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆทั้งห้อง รวมถึงริวที่ยังคงนั่งขมวดคิ้วแก้กับสมการข้อที่สามอยู่
ครูชาญยุทธตรวจงานอย่างรวดเร็วปากกาสีแดงขีดลงบนกระดาษทีละหน้า ทีละหน้า เมื่อตรวจเสร็จแล้วครูก็ยื่นหนังสือให้แนนโน๊ะรับคืนจากนั้นเธอก็เดินกลับไปโต๊ะประจำอย่างเงียบงัน ขาทั้งสองไขว้กัน มือหนึ่งท้าวคางทอดสายตาชมวิวนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ
ไม่นานนักเพื่อนๆก็ทยอยเดินเข้ามาหาเธอทีละคน บ้างขอลอกงาน แนนโน๊ะยิ้มให้ทุกคนแล้วเริ่มชี้ให้เห็นจุดสำคัญอย่างใจเย็น เธอตกเป็เป้าสายตาของห้องในอีกแบบหนึ่ง
ริวแอบมองภาพนั้นครู่หนึ่ง แล้วก้มกลับมาที่หนังสือของตัวเองแม้ว่าไม่แน่ใจว่าเขาถูกหรือผิด แต่ก็พยายามทำให้เสร็จแล้วเดินเอางานไปส่งที่โต๊ะครู
“ส่งงานครับ” ริวพูดพลางยื่นหนังสือให้
ครูชาญยุทธรับหนังสือไปตรวจปากกาลูกลื่นสีแดงขีดลงบนกระดาษเป็จังหวะเบาๆไปบนหน้ากระดาษ ริวยังคงยืนรออยู่ตรงนั้นท่ามกลางความเงียบขณะที่ครูกำลังตรวจงาน ทันใดนั้น เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ แล้วตัดสินใจเื่นั้นแล้วถามครู
“ครูครับ…”
ครูชาญยุทธเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “มีอะไรเหรอ…”
ริวลังเลอยู่ในใจเพียงครู่เดียวก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ครูเคยได้ยินเื่… ข่าวลือที่นักเรียนหายไหมครับ”
ปลายปากกาของครูชาญยุทธหยุดชะงักไปทันทีริวสังเกตเห็น ครูชาญยุทธถอนหายใจเบาๆ ราวกับกำลังกลุ้มใจกับอะไรบางอย่าง ก่อนจะตอบ
“ได้ยินสิ ได้ยินทุกปีนั่นแหละ”
“ครูก็… ได้ยินข่าวนี่ทุกปีเหรอครับ”
ครูสรชัยพยักหน้า “อืม… แต่ก็เอาเถอะ โรงเรียนใหญ่ข่าวลือก็เยอะเป็ธรรมดา บางทีก็มีเด็กย้ายบางทีก็ลาออก แต่คนชอบเอาไปพูดต่อจนกลายเป็เื่น่ากลัวไปเลย”
ริวขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ความรู้สึกแปลกใจผุดขึ้นมาก่อนจะถามต่ออย่างระมัดระวัง
“แล้ว… ครูฝ่ายปกครอง หรือผอ. รู้เื่นี้ไหมครับ”
ประโยคนั้น ทำให้ครูชาญยุทธหัวเราะเบาๆในลำคอคล้ายขำ แต่แววตากลับไม่ได้ขำตามเลยแม้แต่น้อย ครูวางปากกาลง แล้วมองริวตรงๆ
“รู้สิ เื่แบบนี้ ครูได้ยินผอ.ก็ต้องได้ยินอยู่แล้วล่ะนะ”
ริวเม้มริมฝีปาก “แล้วพวกเขา… คิดยังไงกับเื่นี้เหรอครับ”
ครูชาญยุทธเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ประโยคนั้นไม่ได้พูดดัง แต่กลับหนักแน่น
“บางเื่ ถ้าไม่ยุ่งได้ ก็อย่าไปยุ่งเลยปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง เรามีหน้าที่อะไร ก็ทำไป”
“แต่… ครูที่ดีมักมีปัญหากับผู้บริหารน่ะ ฮ่าๆ”
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนล้อเล่นแต่ริวรู้ว่ามันไม่ใช่ จากนั้นครูก็ยื่นหนังสือคืนให้
“ไปนั่งได้เถอะ ใกล้หมดเวลาเรียนแล้ว”
“ครับ…”
ริวรับหนังสือกลับมาแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะประจำของตัวเอง แต่ความรู้สึกหนักอึ้งยังกดทับอยู่ในอก แม้จะไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนแต่เขาก็ได้รู้บางอย่างมากขึ้น
ทันทีที่เขานั่งลงสายตาของริวก็เผลอเหลือบไปมองหน้าห้องโดยไม่ตั้งใจ ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขาประสานเข้ากับสายตาของแนนโน๊ะที่หันมองเขาอยู่ก่อนแล้วแววตาคู่นั้นดูนิ่งๆ รอยยิ้มจางๆที่มุมปากถูกปิดบังไว้ครึ่งหนึ่งด้วยฝ่ามือ ท่าทีนั้นทำให้เขารู้สึกแปลกๆในตัวเธอ…ก่อนที่ริวจะรีบเบนสายตาหนีไปทางอื่น ทำทีว่าไม่เห็นอะไร
ไม่นานนัก เสียงออดก็ดังขึ้น บ่งบอกเวลา 15:30 น. เป็สัญญาณหมดคาบเรียนสุดท้ายของวัน ครูชาญยุทธปิดหนังสือเบาๆก่อนจะพูดทิ้งท้าย
“การบ้านนะครับทำหัวข้อถัดไปในหนังสือไปก่อนเลย ชั่วโมงหน้าจะเฉลย”
เสียงถอนหายใจเบาๆดังขึ้นประปรายทั่วห้อง ครูหยิบเอาหนังสือแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ทันทีที่ประตูปิดลงเสียงเก้าอี้เลื่อนครูดพื้นก็ดังระงม บทสนทนาเริ่มดังขึ้นแทบจะพร้อมกันทั้งห้อง
“แกๆ ทำข้อสี่ได้ยัง”
“ยากดิ เรายังค้างอยู่ข้อนั้นอยู่เลยเนี่ย”
“ไปทำด้วยกันไหม”
ข้าวหอม อิ๋งค์ และเดลลุกขึ้นแทบจะพร้อมกัน แล้วตรงไปยังโต๊ะของแนนโน๊ะอย่างรวดเร็ว แล้วข้าวหอมก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
“แนนโน๊ะ ไปทำการบ้านด้วยกันไหม”
“ใช่ๆ ไปนั่งร้านน้ำปั่นกัน เดี๋ยวเราเลี้ยงเองส่วนแนนโน๊ะช่วยสอนพวกเราหน่อย” อิ๋งค์พูดเสริม
เดลยิ้มบางๆ “แนนโน๊ะเก่งอยู่แล้วล่ะ!ช่วยพวกเราหน่อยนะ”
แนนโน๊ะมองทั้งสามคนสลับกัน ก่อนจะยิ้มให้“อืม… ก็ได้ค่ะ”
เมื่อจบการสนทนา เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นแล้วทั้งสี่คนก็รีบเก็บกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยกัน ระหว่างที่เดินผ่านประตูแนนโน๊ะไม่ได้หันกลับมา ไม่ได้มองใครเป็พิเศษ
ริวนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะมองตามแผ่นหลังของเธอจนลับสายตา ความหนักในอกค่อยๆขยับตัวขึ้น เขานึกถึงคำพูดของยูริที่พูดว่า
แต่จงจำไว้ ถ้าวันไหนยูริเจอนายในโรงเรียน… ที่ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย ยูริจะฆ่านาย โดยไม่ถามอะไรอีก
แต่เขาก็ทำได้เพียงนั่งมองประตูที่ปิดลงตรงหน้าอย่างเงียบเชียบไม่กล้าแม้แต่จะเรียกเธอไว้ เพื่อนๆในห้องทยอยกลับบ้านจนแทบไม่เหลือใคร ริวก้มมองหนังสือฟิสิกส์บนโต๊ะอีกครั้งโจทย์ยังเหมือนเดิม แต่ความกังวลไม่ได้จางตามไปด้วย
คงไม่เป็ไรหรอกมั้งครับ เขาคิดปลอบใจตัวเองก่อนจะหยิบกระเป๋า ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากห้องไป
ตามทางเดินยังมีนักเรียนทยอยออกจากอาคารเป็แถวยาวเสียงฝีเท้าดังระงมพร้อมเสียงพูดคุย ริวเดินตามกระแสผู้คนไปอย่างเงียบๆ ในใจอยากกลับไปดูห้องเก็บเอกสารอีกครั้งแต่ตอนนี้ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย
“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจเบาๆแล้วตัดสินใจเดินตรงไปยังประตูทางออก
แต่ก่อนจะถึง สายตาก็สะดุดกับภาพหนึ่ง หญิงชราคนหนึ่งในชุดภารโรงกำลังอุ้มไม้กวาดด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือถือถังน้ำพร้อมถุงขยะใบใหญ่ร่างเล็กของเธอเอนไปข้างซ้ายเล็กน้อยใต้น้ำหนัก แต่นักเรียนจำนวนมากเดินสวนผ่าน โดยไม่มีใครเหลียวมองแม้แต่คนเดียวริวหยุดฝีเท้า มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหา
“ให้ผมช่วยไหมครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
หญิงชราหันมามองด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “ถ้างั้น หลานช่วยเอาไม้กวาดนี่ไปเก็บที่ห้องเก็บของใต้อาคารให้หน่อยนะยายจะเอาขยะไปทิ้ง”
“ครับ” ริวรับไม้กวาดมาแล้วเดินย้อนกลับเข้าไปใต้อาคาร
เขาเดินลึกเข้าไป เสียงนักเรียนที่อยู่ด้านหลังก็ค่อยๆจางหายเหลือเพียงเสียงรองเท้าของเขากระทบพื้นปูนที่ดังสะท้อนในทางใต้อาคารโล่งๆ แสงแดดลอดผ่านช่องตึกเข้ามาเป็ลำเห็นฝุ่นลอยวนช้าๆในอากาศ ทำให้บรรยากาศดูวังเวง
เขาเดินไปจนถึงห้องเก่าๆห้องหนึ่ง ประตูแง้มไว้เล็กน้อยริวมองเข้าไปพบว่าภายในเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำความสะอาดวางกองอยู่
คงเป็ห้องนี้สิแหละ… ริวคิดในใจก่อนจะเดินเข้าไปวางไม้กวาดไว้พิงกำแพงเอาไว้ แล้วหมุนตัวจะเดินออก
ทันใดนั้น จู่ๆก็มีคนเอาถุงดำมาหัวของเขาจากด้านหลัง
“อึก!”
เขาพยายามดึงถุงออก แรงกระชากทำให้ร่างเขาเสียหลักแต่มีมือหลายมือจับแขนและลากเขาไปใต้อาคาร
เสียงประตูปิดดัง ปัง! และถุงถูกดึงออก แสงไฟสลัวจากหลอดดวงเดียวที่ติดอยู่บนเพดาน ทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัวริวนั่งอยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบ รอบตัวมีเงาร่างนักเรียนชายหลายคนยืนล้อมไว้ใบหน้าของพวกเขาถูกเงาบดบัง มองไม่เห็นชัด หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ
“มึงเห็นอะไรใต้อาคารเมื่อเช้า”
ริวกลืนน้ำลาย “คุณ… พูดเื่อะไร!”
“มึงอย่ามาทำเป็ไม่รู้เื่!มีคนมากบอกกูว่ามึงไปคุยกับครูชาญยุทธ เื่ผอ.กับครูฝ่ายปกครองด้าบด้วย”
ริวหายใจถี่ หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ “นั่น… ผมแค่ถามเื่ข่าวลือนักเรียนหายก็เท่านั้น”
“โกหก!”
ริวส่ายหน้า “ผมไม่ได้…”
ยังไม่ทันพูดจบ ไม้หน้าสามเก่าๆอันหนึ่งถูกยกขึ้นสูงริวยกแขนป้องโดยสัญชาตญาณ ปึง! แรงกระแทกทำให้ไม้เก่าๆหักครึ่งเสี้ยนกระเด็นลงพื้น ความเ็ปแล่นขึ้นจากแขนจนแทบชา แต่ริวเม้มริมฝีปากแน่นข่มความรู้สึกเอาไว้
“พูดมา! มึงไปบอกอะไรกับครู”
สิ้นสุดเสียงนั้น แรงถีบก็กระแทกเข้าที่ลำตัวของเขาจนร่างของเขากระเด็นไปชนกับโต๊ะเก้าอี้ที่กองอยู่ด้านหลังอย่างแรง โครม! เสียงโต๊ะเก้าอี้ที่กองกันอยู่ด้านหลังพังลงมาใส่ตัวเขา พร้อมกับฝุ่นตลบอบอวล
นักเรียนชายคนนั้นค่อยๆเดินเข้ามาหาริวในมือยกไม้หน้าสามท่อนใหม่ขึ้นสูง ริวหลับตาลง ยกแขนขึ้นป้องกันหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก
ทันใดนั้น ประตูถูกเปิดออกจากอีกฝั่งของห้องเสียงประตูเปิดดัง เอี๊ยด…เบาๆ แสงจากด้านนอกส่องเข้ามา ตัดเงามืดในห้องออกเป็เส้นตรง เผยให้เห็นร่างสูงของนักเรียนชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะพูดขึ้น
“ทำอะไรกัน”
เสียงนั้นไม่ได้ดังแต่หนักพอจะกดทั้งห้องให้เงียบ นักเรียนชายพวกนั้นชะงัก และนักเรียนชายที่ถือไม้ลดมือลงทันที
“พะ...พี่…”
เขาเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อ“ออกไป”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย เพียงประโยคสั้นๆไม่มีแม้คำอธิบายใดๆ แต่กลับไม่มีใครโต้แย้งกลุ่มนักเรียนชายรีบเดินผ่านออกไปทีละคน เสียงฝีเท้าจางหายไปในทางเดิน
เมื่อประตูปิดลง ห้องกลับมาเงียบอีกครั้งริวค่อยๆลืมตาขึ้น ลดแขนลงช้าๆ แสงไฟสลัวทำให้มองเห็นเพียงร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าห่างออกไปไม่ไกล ทว่าริวกลับรู้สึกคุ้นๆหน้ารุ่นพี่คนนี้ เหมือนเคยเห็นมาก่อน ริวใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนจะจำได้ว่าเขาคือประธานสภานักเรียนที่เพิ่งลงสมัครเลือกตั้งเมื่อเช้าก่อนที่เสียงของรุนพี่คนนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง เรียกสติเขาให้กลับคืนมา
“เป็อะไรมากไหมล่ะนั่น”
ริวค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น แล้วตอบ “ผมไม่... ไม่เป็ไรครับ”
พูดจบริวก็สาวเท้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไปตามทางเดิน แล้วเดินออกจากโรงเรียนโดยไม่หันกลับไปมองอีกแสงเย็นของวันกำลังจางลง แขนข้างที่รับแรงไม้ยังคงปวดหนึบเป็จังหวะทุกครั้งที่ขยับ
ระหว่างทางกลับห้องพักเขาไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนตอนอยู่ใต้อาคาร แต่กลับเป็คำถามมากมาย ที่เกิดจากคำพูดของนักเรียนในห้องนั้นพวกเขารู้ได้ยังไงว่าเขาคุยกับครู ใครเป็คนบอก และที่สำคัญ พวกเขาคิดว่าริวเห็นอะไรแต่การที่พวกนั้นรีบปิดปากเขาแบบนี้ มันต้องเป็บางอย่างที่ต้องปิดบังจริงๆ
ณ ห้องพัก
เมื่อกลับถึงห้องพักเล็กๆของตัวเองริวปิดประตูเบาๆแล้วเข้าไปในห้องที่มืดสนิท ก่อนจะเอื่อมมือไปกดสวิตซ์ไฟ แป๊ะ! เสียงกดสวิตซ์ดังขึ้นเบาๆ ริวจ้องมันเงียบๆ ความเจ็บทางกายยังชัด แต่ความสับสนในหัวกลับชัดกว่าภาพเหตุการณ์ย้อนกลับมาอีกครั้ง เสียงของนักเรียนเ่าั้ในห้อง ที่ถามคำถามซ้ำๆ ริวหลับตาลงแล้วคิดในใจกับตัวเอง
ผมจะไปเห็นอะไร ที่ใต้อาคาร… ไม่ข้าใจเลยจริงๆ แล้วทำไม… ถึงต้องกลัวผมเอาไปบอกครูชาญยุทธด้วยล่ะ
ริวลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงไฟในห้องยังเปิดทิ้งไว้เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้ว
“เื่นั้น ช่างมันเถอะ แต่ปวดแขนชะมัด…” เขาพึมรำกับตัวเองพรางก้มมองที่แขนข้างที่เจ็บ เห็นว่ามีรอยช้ำเล็กๆแต่ทำให้รู้จึกปวดเอาเื่
จากนั้น ริวลุกขึ้นจากเตียงกำลังจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว แต่สายตาของของเขาหันไปเห็นกองไพ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างหัวเตียงซึ่งเขาวางทิ้งไว้ั้แ่ย้ายเข้ามาในห้องพักวันแรก ไพ่บางใบหงายหน้า บางใบคว่ำซ้อนทับกันอย่างไม่เป็ระเบียบ ริวยืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้แล้วหยิบขึ้นมาดูหนึ่งใบ
ผิวกระดาษเย็นและเรียบลื่นใต้ปลายนิ้ว ริวพลิกมันไปมาอย่างเคยชินภาพความทรงจำก็ผุดขึ้นมา มือที่ใหญ่กว่าของพ่อจับไพ่ไว้ระหว่างนิ้วเสียงหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี คลอไปกับคำสอนง่ายๆ
ดูดีๆนะริว ไพ่มันไม่ได้หายไปไหนแค่เปลี่ยนที่อยู่ เสียงของผู้เป็พ่อ ดังขึ้นในหัว
ตอนนั้นมันเป็แค่มายากลง่ายๆ แค่การซ่อนการสลับ การทำให้คนดูไขว้เขว แต่ในสายตาเด็กชายตัวเล็กๆ มันมหัศจรรย์มาก
มัน… ไปตรงนั้นได้ยังไงครับ!
ฮ่าๆ มาใกล้ๆสิ เดี๋ยวพ่อจะสอนให้
ครับ
เขายังจำความรู้สึกวันนั้นได้ ความตื่นเต้นความประทับใจ และความเชื่อสนิทใจว่าพ่อทำสิ่งที่โลกอธิบายไม่ได้ ริวเผลอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ั้แ่นั้นมา ไพ่จึงไม่ใช่แค่ของเล่น แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าโลกยังมีบางอย่างให้ควบคุมได้ ความปวดที่แขนหายไปชั่วขณะก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะค่อยๆเก็บไพ่ที่กระจัดกระจายทีละใบ จัดเรียงให้ตรงขอบไล่มุมให้เสมอกันอย่างละเอียด เสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆ
เมื่อไพ่ทั้งหมดถูกรวบรวมเป็กองเดียวเรียบร้อยเขาเคาะขอบไพ่ลงที่โต๊ะเบาๆให้มันแนบสนิท แล้วกองไพ่ที่กระจัดกระจายอยู่กลางโต๊ะเมื่อครู่ก็ถูกจัดให้เป็ระเบียบ ริวมองมันอีกครั้ง ด้วยแววตานิ่งลง ก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม
จากนั้นเขาก็หยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ ไม่นานนักเสียงฝักบัวก็ดังขึ้น ในห้องที่เงียบลงอีกครั้ง กองไพ่ยังคงวางอยู่ที่เดิมราวกับรอมือใครสักคนมาหยิบมันขึ้นไปอีกครั้ง