ตอนที่ 10 : เสียงเรียกของคนเก่า
แดดบ่ายคล้อยเอื่อยลงเหนือแม่น้ำโขง ชัยยศค่อย ๆลุกจากม้านั่งเหล็กที่ลานกันเกรา ยืดหลังทีหนึ่งจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบา ๆ
“เอ้า…แก่จริง ๆ แล้วเนอะ ฉัน”
เขาบ่นกับตัวเองพลางหัวเราะหึ ๆ
สายน้ำกว้างยังไหลเรื่อยไปตามทางของมัน
แต่ชีวิตของคน…ดันวกกลับไปที่จุดเดิมได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันนี้เขานั่งนึกถึงปีใหม่มาครึ่งค่อนวันแล้ว
คนที่ตอนนี้…ไม่รู้จะอยู่มุมไหนของโลกแล้วด้วยซ้ำ
แต่ก่อนที่ฟ้าจะมืดลง เขาก็ต้องกลับบ้าน
บ้านชั้นเดียวไม่ไกลจากริมแม่น้ำโขง
บ้านที่มี “นิ่ม” ยืนรออยู่
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
ประตูเหล็กหน้าบ้านดังเอี๊ยดเบา ๆ ตอนเขาเปิดเข้าไป
“ยศ ไปนั่งผึ่งแดดผึ่งลมมาอีกแล้วใช่ไหม”
เสียงนิ่มดังจากในครัว กลิ่นต้มยำปลาน้ำโขงลอยมาตามลมทั้งสมุนไพร ทั้งเครื่องหอมตีขึ้นจมูกจนท้องร้องโครก
“ไปนั่งดูน้ำเฉย ๆ” เขาตอบพลางถอดรองเท้า “หมอเขาบอกให้เดินบ้างนั่งบ้าง จะได้ไม่ติดเก้าอี้”
“หมอเขาก็บอกให้พักผ่อนเยอะ ๆ เหมือนกันล่ะค่ะ แต่ยศไม่เคยจำ”
นิ่มเดินออกมาจากครัว มือหนึ่งถือทัพพีอีกมือถือผ้ากันเปื้อนที่ผูกหลวม ๆ
ผมหงอกแซมขาวของเธอถูกรวบไว้ลวก ๆแต่ดวงตายังมีประกายคุ้นเคยของเด็กสาวในวิทยาลัยพยาบาลวันนั้นติดอยู่
“ไปล้างมือค่ะ เดี๋ยวมากินข้าว”
“ครับ ๆ คุณแม่พยาบาล”
เขาตอบรับติดตลก แต่ในหัวใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
บนโต๊ะกินข้าวไม้เก่า ๆ มีจานกับชามวางไว้สำหรับสองคน
ไม่หรูหราเหมือนโต๊ะยาวในบ้านสองชั้นของปีใหม่เมื่อก่อน
แต่เป็โต๊ะที่เขาได้นั่งทุกเช้า–เย็น ในบั้นปลายชีวิต
ระหว่างตักข้าว นิ่มก็ถามอย่างเคย
“วันนี้…ไปคิดอะไรอยู่ริมโขงอีกล่ะคะ สีหน้าดูครุ่น ๆ”
เขายิ้มจาง ๆ
“ก็นึกถึงเื่เก่า…สมัยยังไม่รู้จักคำว่าปวดข้อเข่า”
“พูดเหมือนตัวเองเคยไม่ดื้อ” นิ่มบ่นเบา ๆแต่ตักกับข้าวให้เขาเพิ่ม “เอาเนื้อปลาตรงนี้ เดี๋ยวติดก้าง”
เขามองปลายทัพพีที่คอยแยกก้างออกให้อย่างใจเย็น
พลันภาพอีกภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
พี่ปีใหม่ที่เคยแยกข้อสอบให้
วงเล็คเชอร์ว่า “ออกแน่” ให้รอดจากวิชาหิน ๆ
มือของผู้หญิงสองคน
สองชีวิต
สอง่เวลา
คนหนึ่งจับมือเขาพาไปคอนโด
อีกคนตักข้าวเข้าจานในวัยใกล้ฝั่ง
เขาเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนวางช้อนลงช้า ๆ
“นิ่ม…”
“คะ?”
“จำได้ไหม…ตอนที่เรายังเรียนอยู่ แล้วอยู่ดี ๆก็มีคนหายไปจากชีวิตพักใหญ่ ๆ”
นิ่มหัวเราะเบา ๆ
“คุณยศจะบอกว่า ตัวเองนี่แหละที่ชอบหายไปจากชีวิตคนอื่น”
“ไม่ใช่…” เขาส่ายหน้าเบา ๆ “คราวนี้…หมายถึงคนที่หายจากชีวิตเราต่างหาก”
นิ่มมองเขานิดหนึ่งดวงตาอ่อนลงอย่างเข้าใจบางอย่างที่เขาไม่ได้พูด
“ปีใหม่เหรอคะ”
ชื่อที่เขาไม่ได้พูดออกมานานหลายปี ถูกคนตรงหน้าพูดเสียเอง
เขาพยักหน้าเบา ๆ
นิ่มไม่ได้ถามต่อ
แค่ตักต้มยำให้เขาเพิ่ม แล้วพูดเรียบ ๆ
“ถ้าอยากเล่า…ก็กินข้าวให้อิ่มก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยเล่าเดี๋ยวหายอยากเล่าซะก่อน”
เขาหัวเราะ
“เดี๋ยวเล่าให้ฟังก็ได้…ตอนที่เขากลับมา แล้วฉันกลับไปยืนที่จุดเดิมอีกครั้ง”
เสียงหัวเราะของนิ่มดังแ่ ๆ ในลำคอ
“งั้น…เล่าเหมือนเดิมค่ะ เริ่มจาก ‘ตอนนั้น’…”
เขาพยักหน้า
ในหัว เริ่มไหลย้อนกลับไปอีกครั้ง
จากโต๊ะกินข้าวไม้เก่า ๆ ในนครพนม
กลับไปยังห้องเช่าชั้นสาม…ในกรุงเทพฯ
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
ปีหนึ่งตอนปลาย–ปีสองตอนต้น
ชีวิตของชัยยศเริ่มกลับเข้าสู่กรอบที่ควรเป็ของนักศึกษาคนหนึ่ง
เรียน
อ่านหนังสือ
ส่งงาน
หัวเราะกับเพื่อน
เตะบอล
ช่วยงานกิจกรรมบ้าง
ชื่อของปีใหม่ถูกเอ่ยถึงน้อยลงเรื่อย ๆ ในวงเพื่อน
แรก ๆ เพื่อนยังถาม
“พี่ปีใหม่ส่งข่าวมาป่าววะ”
“ได้รูปจากเมืองนอกไหม”
ต่อมา…คำถามพวกนั้นก็หายไปเอง
เพราะไม่มีคำตอบใหม่ ๆ ให้พูด
เขาเองก็เริ่มพูดถึงชื่อเธอน้อยลงด้วย
ไม่ใช่เพราะลืม
แต่เพราะเวลาเอ่ยถึง มันทั้งอึด ทั้งคา
ในขณะที่ชื่ออีกชื่อหนึ่ง…กลับถูกเอ่ยบนสายโทรศัพท์บ่อยขึ้น
นิ่ม
โทรศัพท์สาธารณะหน้าปากซอย
เหรียญเหมาเต็มฝ่ามือ
เสียง “ตู๊ด…ตู๊ด…” ก่อนปลายสายจะรับ
เสียงของเธอกลายเป็นิสัยอย่างหนึ่งในคืนว่าง ๆ ของเขา
“ยศ วันนี้เป็ยังไงบ้าง”
“เพลีย…แต่รอด สอบไม่ตก”
“พูดแบบนี้ แปลว่ายังไม่รู้ผล แต่ทำเป็เก่ง”
เขาหัวเราะทุกครั้งที่เธอแซวถูก
นิ่มเล่าเื่เวรดึก
เขาเล่าเื่อาจารย์สายบ่น
นิ่มบ่นเื่รองเท้าพยาบาลกัด
เขาบ่นเื่รองเท้าผ้าใบขาดต้องซ่อม
โลกในสายโทรศัพท์นั้นต่างจากโลกในคอนโดที่ไม่มีใครอยู่แล้วอย่างสิ้นเชิง
ตรงนั้น…ไม่มีเพลงดัง
ไม่มีแก้วเหล้า
ไม่มีผ้าห่มผืนบางบนเตียงกว้าง
มีแค่เสียง
กับคำถามง่าย ๆ ว่า
“วันนี้เหนื่อยไหม”
หลายครั้ง หลังวางสายกับนิ่ม
เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกวางลงบนพื้นเรียบ ๆ
ไม่เหวี่ยง
ไม่หมุน
แค่…วาง
มันไม่หวือหวา
แต่เขานอนหลับได้ง่ายขึ้น
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
วันหยุดยาวครั้งหนึ่ง
ชัยยศตัดสินใจนั่งรถกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อที่ค่ายและแวะไปเยี่ยมนิ่มที่วิทยาลัยพยาบาลด้วย
เขายังจำสีหน้าของนิ่มตอนเห็นเขาโผล่หน้ามาใต้ต้นไม้หน้าหอพักได้ดี
“ยศ!”
เธอเกือบทำกะละมังผ้าที่ถืออยู่เอียง
นักศึกษาพยาบาลคนอื่น ๆ แอบมองแล้วยิ้ม ๆ ล้อกันเงียบ ๆ
ยศที่เคยเป็เด็กในค่ายทหาร
ตอนนี้ใส่เสื้อยืดเรียบ กางเกงยีนส์สะอาด กระเป๋าสะพายใบเก่าที่ใช้มาั้แ่ม.ศ.ปลาย
ไม่หรู
ไม่เท่
แต่ตัดกับบรรยากาศวิทยาลัยพยาบาลที่เต็มไปด้วยสาวในชุดขาวได้ชัด
“ไม่โทรมาบอกก่อนเลย” นิ่มบ่น“จะได้ไม่ต้องลงมาซักผ้าตากแดดแบบนี้”
“ตั้งใจให้เซอร์ไพรส์” เขายักไหล่ “เห็นไหม สำเร็จ”
นิ่มส่ายหน้า แต่มุมปากยกขึ้น
เขาช่วยเธอตากผ้าบนราวเหล็กริมสนาม
ผ้าขาวสะบัดไหวตามลม
กลิ่นผงซักฟอกผสมกับไอแดดอุ่น ๆ ทำให้บรรยากาศวันนั้นดูเรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน
“อยู่ได้อีกนานไหมวันนี้” นิ่มถาม
“เดี๋ยวเย็น ๆ ต้องกลับไปหาพ่อที่ค่าย แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลา”
“งั้น…ไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยกับเราไหม ถูกหน่อยแต่เราชอบร้านนั้น”
“ทั้งถูก ทั้งอร่อย นี่ทางของเราสองคนอยู่แล้ว”
เขาตอบเล่น ๆ
่เวลานั้น
เขารู้ชัดว่าตัวเอง “สบายใจ” แบบไหนเวลาอยู่กับนิ่ม
ไม่มีอดีตที่ต้องซ่อน
ไม่มีคำว่าฐานะให้ระวังคำพูด
ไม่มีคำว่า “คุณพ่อคุณแม่” มาคอยล้อมกรอบบทสนทนา
เขาเป็แค่ “ยศ”
เธอเป็แค่ “นิ่ม”
สองคนที่โตมาจากค่ายเดียวกัน
แยกกันไปคนละที่
แต่ยังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวชามละยี่สิบกว่าบาทด้วยกันได้
ตอนนั่งมองเธอเป่าก๋วยเตี๋ยวในชามร้อน ๆ
ผูกผมลวก ๆ แต่ตายังใส
หัวเขาเคยแวบคิดเบา ๆ
“ถ้าวันหนึ่ง…เราตัดสินใจเดินไปกับผู้หญิงสักคนแบบง่าย ๆไม่ต้องคิดเื่บ้าน เื่ฐานะ เื่หน้าตา…คนคนนั้นน่าจะเป็นิ่ม”
แต่คิดถึงตรงนั้น
ภาพอีกคนก็กระแทกกลับมา
ปีใหม่
ในชุดกระโปรง
ในห้องคอนโด
ในบ้านสองชั้น
ในคืนที่เขาเคยสัญญากับตัวเองเงียบ ๆ ว่าจะไม่ลืม
หัวใจเขาแบ่งครึ่งไม่เป็
เลยเลือกเก็บทั้งสองภาพไว้ในหัว
แล้วไม่ตัดสินใจอะไรทั้งนั้น
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
จนกระทั่ง…วันหนึ่ง
บ่ายแก่ ๆ ในห้องเช่าชั้นสาม
เขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือเล็ก ๆใต้พัดลมเก่า ๆ ที่หมุนเอื่อย ๆ
เหงื่อซึมต้นคอ
ตัวหนังสือเริ่มลอยไปมา
เขาหาวจนตาน้ำตาคลอ
ทันใดนั้น
เสียงโทรศัพท์ของหอพักก็ดังขึ้น
เขาขมวดคิ้ว
“ใครโทรมาวะ”
แต่ก็เอื้อมมือไปยกหูขึ้นมารับ
“ฮัลโหล ยศเหรอ”
เสียงผู้หญิงที่เขาไม่ได้ฟังมาหลายเดือน ดังขึ้นชัดเจนไร้สัญญาณติดขัด
หัวใจเขา…เหมือนหยุดเต้นไปชั่ววินาที
“พี่…ปีใหม่”
“ยังจำเสียงได้อยู่เหรอ” น้ำเสียงเธอมีรอยยิ้มนิด ๆ แฝงอยู่
“จำได้สิครับ” เขาพูดช้า ๆ “จำได้แม้แต่คำว่า ‘ออกแน่’ที่พี่ชอบวงในเล็คเชอร์”
เธอหัวเราะเบา ๆ จากปลายสายไกล ๆ
“ดีแล้ว ที่ยังไม่ลืมกันง่าย ๆ”
เขากัดริมฝีปากตัวเอง
ไม่รู้จะถามอะไรก่อนดี
เงียบไปครู่หนึ่ง
ปีใหม่เลยเป็ฝ่ายพูดต่อ
“พี่กลับมาแล้วนะ ยศ”
คำว่า “กลับมาแล้ว” ดังชัดจนห้องเช่าที่อับ ๆ ดูกว้างขึ้นทันที
“เมื่อไหร่ครับ”
“สองวันก่อน นี่ก็ยังมึน ๆ เวลานิดหน่อยอยู่ กลับมาถึงบ้านก็โดนคุณพ่อคุณแม่ดึงตัวไปกินข้าวทุกมื้อ”
เขาหัวเราะตามทั้งที่ใจยังสั่น
“แล้ว…” เขาชั่งใจ “พี่…สบายดีไหมครับ”
“ก็โอเคนะ เมืองนอกมันก็ไม่ได้สวยทุกมุมหรอก งานก็หนักแต่ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะ” เธอตอบเรียบ ๆ ก่อนจะถามกลับ “แล้วน้องรหัสล่ะอยู่รอดไหม”
“รอดครับ ยังไม่โดนรีไทร์”
“เก่งนี่”
“แต่ก็แทบแย่ ถ้าไม่มีเล็คเชอร์ที่พี่เขียนไว้ให้” เขายอมรับตรงๆ
สายเงียบไปครู่หนึ่ง
ปีใหม่ถอนหายใจเบา ๆ
“ดีแล้วที่มันยังมีประโยชน์ ยศ…”
“ครับ”
“เย็นนี้…ว่างไหม”
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้เหรอครับ”
“อือ วันนี้” เธอย้ำ“พี่ไม่อยากปล่อยให้โอกาสลากไปจนอีกหลายอาทิตย์เดี๋ยวเราก็ไม่มีจังหวะได้คุยกันจริง ๆ สักที”
เขาเงียบ
ก้มมองปฏิทินผนังที่ติดไว้
วันนี้…ไม่มีเรียน
แต่ตอนค่ำ เขาตั้งใจจะโทรหานิ่ม
“ยศ” เสียงปีใหม่แทรกเข้ามา “ถ้าว่าง…ไปกินข้าวกันหน่อยไหม”
“ที่ไหนครับ”
“ร้านเดิมที่เราไปกินกันครั้งแรก…ตอนพี่เลี้ยงข้าวน้องรหัสนั่นแหละ ยังจำทางได้อยู่ไหม”
ภาพโต๊ะริมกระจก
ช้อนส้อมบนผ้าปูโต๊ะ
รอยยิ้มของเธอที่ฝั่งตรงข้าม
มันทั้งหมดผุดขึ้นมาทันที
“จำได้ครับ” เขาตอบเบา ๆ
“ทุ่มครึ่งนะ” เธอว่า “ถ้ายศไม่อยากไป…บอกมาเลยก็ได้พี่จะได้ไม่ต้องคาดหวัง”
ประโยคหลังของเธอแทงใจเขาเต็ม ๆ
เขาสูดหายใจลึก
“ผม…ไปครับ”
คำตอบหลุดออกมารวดเร็วกว่าที่สมองจะห้ามทัน
ปลายสายเงียบไปหนึ่งจังหวะ
ก่อนที่เสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังกลับมา
“โอเค งั้นเจอกันนะ น้องรหัส”
สายตัดลง
เหลือแต่เสียง “ติ๊ด” สั้น ๆ ในห้องเงียบ ๆ
เขายืนถือโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นพักใหญ่
หัวใจเต้นแรง
สมองวุ่น
ฝ่ามือมีเหงื่อเย็นซึม
เขาก้มมองหน้าปัดนาฬิกา
ห่างเวลาไปอีกไม่กี่ชั่วโมง
ชีวิต…ที่เริ่มนิ่งแล้วในระดับหนึ่ง
กำลังจะถูกอะไรบางอย่างเขย่าอีกครั้ง
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
หลังจากเดินวนในห้องอยู่หลายรอบ
เขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษที่จดเบอร์หอพักวิทยาลัยพยาบาลของนิ่มไว้
เหรียญในกระป๋องโลหะกรุ๊งกริ๊ง
เหมือนเสียงเตือน
“แล้ว…นิ่มล่ะ”
เขาถอนหายใจ
จริง ๆ แล้ว ค่ำนี้ เขาตั้งใจจะโทรหาเธอ
คุยยาว ๆ แบบที่ไม่ได้คุยนาน
เล่าเื่สอบ เล่าเื่เพื่อน เล่าแบบง่าย ๆ
แต่ตอนนี้
สมองเขามีแต่ภาพร้านอาหารในห้าง
มีแต่โต๊ะริมกระจก
มีแต่ใบหน้าของปีใหม่ในเวอร์ชัน “กลับมาจากเมืองนอก”
เขาหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาแทนโทรศัพท์
เขียนสั้น ๆ ลงไป
*นิ่ม
่นี้เรายุ่งกับงานในมอหน่อย
ถ้ามีเวลาเดี๋ยวเราโทรไปนะ
ยศ*
ข้อความโกหกครึ่งหนึ่ง
จริงครึ่งหนึ่ง
เขาพับกระดาษใส่กระเป๋าสตางค์
คิดจะส่งติดจดหมายไปวันหลัง
ไม่ใช่คำอธิบายที่ดี
แต่เป็สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนั้น
คนเราบางที
ก็เลือกวิธีที่ “ทำร้ายคนอื่นน้อยที่สุดในมุมมองของตัวเอง”
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว
มันอาจทำร้ายทั้งคนอื่น
ทั้งตัวเอง
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
เย็นนั้น
เขาใส่เสื้อเชิ้ตตัวเดิม กางเกงตัวเดิม
รองเท้าหนังคู่เดิมที่เคยใส่ไปบ้านสองชั้นของปีใหม่
ระหว่างนั่งรถเมล์ไปห้าง
หัวใจเขาสลับภาพไปมา
ระหว่างคอนโดเงียบ ๆ กับตู้โทรศัพท์หน้าหอพักพยาบาล
ระหว่างโต๊ะในร้านหรู กับโต๊ะสเตนเลสร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าวิทยาลัย
เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเอง “ควร” เลือกอะไร
รู้แค่ว่า…คืนนี้
เขาเลือกไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยดึงเขาเข้าไปกลางดงรัก
ทั้งที่ไกลออกมาได้แล้วครึ่งทาง
เขาลงจากรถเมล์
เดินเข้าไปในห้างที่เริ่มเปิดไฟเต็มที่
หน้าร้านอาหารเดิม
มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนรออยู่
ปีใหม่ในชุดทำงาน
สูทเบา ๆ คลุมชุดด้านใน
ผมรวบเรียบร้อย
ถือกระเป๋าที่ดูแพงกว่าเมื่อก่อน
พอเธอหันมาเห็นเขา
รอยยิ้มมุมปากแบบเดิมก็ยังอยู่
“มาตรงเวลาพอดีนี่”
“กลัวพี่รอนานครับ” เขาตอบ
หัวใจเต้นจนเจ็บในอก
ไม่ใช่เพราะดีใจอย่างเดียว
แต่เพราะรู้ดี…ว่าแค่การยืนอยู่ตรงนี้
เขาก็กลับไปยืนที่จุดเดิมอีกครั้งแล้ว
จุดที่มีผู้หญิงสองคนรอเขาอยู่คนละทาง
คนหนึ่ง…รอหน้าโทรศัพท์หอพักที่ปลายสายไม่มีเสียงเขาโทรเข้าไปสักที
อีกคน…ยืนรอหน้าร้านอาหารหรูด้วยรอยยิ้มที่เขาไม่มีวันลืม
และเขา…
ก็ยังเป็ผู้ชายคนเดิม
คนที่ “ไม่กล้าตัดสินใจให้ชัด” สักที
— จบตอนที่ 10 —