ตัดมือคนละข้างและสลายการฝึกปรือ...ก็‘เพียงพอ’แล้ว?!
กล่าวจบก็ไม่แยแสต่อผู้อาวุโสที่สองซึ่งเหินร่างจากไปอีกเพียงหันไปลูบศีรษะเด็กสาวอย่างอ่อนโยน ไป๋หยุนเฟยได้แต่ริมฝีปากกระตุกลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
ไป๋หยุนเฟยล่าถอยไปพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า“เอ่อ... ผู้อาวุโส หากไม่มีเรื่องอันใดแล้วผู้เยาว์ก็ขอตัวข้ายังต้องไปทดสอบเข้าสำนักอีก...”
“โอ?” นางประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าก็ต้องการจะเข้าสำนักช่างประดิษฐ์เช่นกันหรือ?”
“อืม”
“ภูตวิญญาณระดับปลายเช่นนี้...” อีกฝ่ายพิจารณาดูไป๋หยุนเฟยอีกครั้งสุดท้ายจึงพยักหน้ากล่าวว่า “พลังฝีมือไม่ธรรมดา อายุก็ยังน้อย อายุยี่สิบเท่าใดแล้ว?”
ไม่น่าประหลาดที่นางจะเข้าใจว่าไป๋หยุนเฟยอายุยี่สิบกว่าปีมันผ่านเรื่องราวมามากมายโดยเฉพาะเรื่องราวในครึ่งปีที่ผ่านมา ไป๋หยุนเฟยเมื่อเทียบกับยามที่ออกจากเมืองลั่วซีแล้วนับว่าเติบโตขึ้นอีกไม่น้อยประกอบกับหลายวันที่ผ่านมาต้องเร่งร้อนเดินทาง ต้องตากลมผ่านฝน’ผ่านร้อนผ่านหนาว’มาไม่น้อย จากภายนอกแล้วดูอย่างไรก็น่าจะอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบ
“ผู้เยาว์เมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งจะอายุครบสิบเก้าปีเต็ม”ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างกระดาก
“ว่ากระไร?! เจ้าอายุเพียงสิบเก้า? อายุน้อยกว่าข้าสี่ปีเป็นไปไม่ได้!!” เฟยเหนียนที่รับการรักษาแขนขวาจากซ่งหลินอยู่นั้นเมื่อได้ยินที่ไป๋หยุนเฟยกล่าวมันก็ร้องออกมาด้วยความเหลือเชื่อไม่เพียงแต่เฟยเหนียนเท่านั้น แม้แต่ซ่งหลินและเหลียนหลิงหมิ่นเองก็มีสีหน้าตกตะลึง
“ข้าอายุสิบเก้าจริงๆ...”ไป๋หยุนเฟยยักไหล่ คล้ายต้องการจะบอกว่าข้าจะโกหกเจ้าไปทำอะไรจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า
“สิบเก้า...”แม้แต่ผู้อาวุโสหญิงก็ยังเผยแววตาประหลาดใจ จากนั้นจึงตรวจสอบพลังของไป๋หยุนเฟยอีกครั้งไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้อย่างเบาบางว่ามีสัมผัสวิญญาณกวาดผ่านร่างมันไปมาสตรีวัยกลางคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เผยรอยยิ้มขึ้น “อืม ไม่ผิด พรสวรรค์เช่นนี้ทัดเทียมกับซ่งหลินเมื่อครั้งกระโน้นทีเดียว”
“ด้วยความสามารถเช่นนี้หากเจ้าไปที่สำนักธาตุไฟเชื่อว่าจะสามารถเข้าเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสได้ไม่ยากหรือแม้แต่สำนักอื่นก็ยังอาจจะอยากรับเจ้าเข้าเป็นศิษย์ก็เป็นได้แล้วไฉนเจ้าจึงเลือกจะเข้าสำนักช่างประดิษฐ์?”ผู้อาวุโสหญิงมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น
ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ตอบอย่างจริงใจว่า “เพื่อเรียนรู้การหลอมประดิษฐ์อาวุธและแข็งแกร่งขึ้น!”
“วิชาหลอมประดิษฐ์ใช่ว่ามีพรสวรรค์ใรการฝึกปรือแล้วจะร่ำเรียนได้สำเร็จต่อให้ผ่านการทดสอบแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฝึกฝนทักษะการหลอมประดิษฐ์ได้สำเร็จกลับกันนี่อาจจะกลายเป็นการฉุดรั้งพัฒนาการของเจ้า...”
“หากยังไม่ลองแล้วจะทราบได้อย่างไร?” ไป๋หยุนเฟยพอจะคาดเดาเจตนาของอีกฝ่ายได้จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “นอกจากนี้... ข้าเองก็มีความมั่นใจ!”
“โอ? ฮ่าฮ่า...” แม้จะไม่ทราบว่าอีกฝ่ายไปเอาความมั่นใจเช่นนี้มาจากที่ใดแต่ผู้อาวุโสหญิงก็พยักด้วยความพอใจ จากนั้นจึงเอ่ยปากถามเสียงแผ่วเบา “เจ้ามาจากไหน? มาตามคำสั่งของตระกูลหรือ?”
“ผู้เยาว์มาจากมณฑลฉิงหยุน เมืองลั่วซี...” กล่าวถึงตรงนี้ดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอแววเจ็บปวดขึ้น มันกล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ ข้าเองก็ไม่ได้เป็นบุตรชายของตระกูลใหญ่โตใดเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ที่บ้านยามนี้... ไม่มีใครเหลือแล้ว...”
สตรีวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีหดหู่ของไป๋หยุนเฟยดวงตาก็ทอประกายวูบ ครู่ต่อมาจึงหยักหน้ากล่าวว่า“เอาเถอะเจ้าไม่ต้องเข้าร่วมการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟแล้วด้วยความสามารถของผู้ใช้พลังธาตุไฟด่านภูตวิญญาณระดับปลายเช่นเจ้าไม่จำเป็นต้องทดสอบอีก ขึ้นเขาไปทดสอบพรสวรรค์การหลอมประดิษฐ์เถอะ”
ไป๋หยุนเฟยลอบยินดีแต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าและท่าทางยินดีออกมามันเพียงคารวะต่อผู้อาวุโสหญิงพร้อมกับกล่าวว่า “ขอบพระคุณ ผู้อาวุโสที่สาม!”
“อืม”สตรีวัยกลางคนพยักหน้าคราหนึ่ง จากนั้นจึงหันกลับไปมองยังทิศของสนามทดสอบซึ่งยามนี้มีศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์สิบกว่าคนกำลังวิ่งเข้ามา
“ซ่งหลิน หลิงหมิ่นพวกเจ้าไปดูแลการทดสอบต่อเถอะ อีกอย่าง จัดการให้ไป๋หยุนเฟยไม่ต้องเข้ารับการทดสอบด่านแรกให้ขึ้นเขาไปพร้อมกับผู้ผ่านการทดสอบอื่นๆได้เลย”ผู้อาวุโสหญิงพยักหน้าให้แก่เหล่าศิษย์ที่เพิ่งมาถึงหลังจากกำชับเรื่องราวบางอย่างก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีกนางสะบัดมือขวาก็มีกระบี่สีเขียวปรากฏขึ้นตรงหน้าสะบัดมืออีกครั้งพลังธาตุไฟก็แผ่กระจายออกโดยรอบนางกับเด็กสาวขึ้นไปเหยียบบนกระบี่แล้วจึงเหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าจากไป
“พี่หมวกฟาง!พวกเราค่อยพบกันใหม่บนเข้านะ!! คิกคิก...” ก่อนไปนางยังทำหน้าทะเล้นล้อเลียนไป๋หยุนเฟยแล้วเสียงหัวเราะของเด็กสาวจึงค่อยๆห่างไกลออกไป
สองเท้าไป๋หยุนเฟยซวนเซรีบถอดหมวกฟางออกมาเก็บทันทีในใจมันครุ่นคิดว่าหากหลังจากนี้ถูกเรียกหาด้วยฉายาเช่นนี้คงต้องอับอายอย่างยิ่งแล้ว
แต่จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องอย่างแตกตื่นของเด็กสาว“เอ๊ะ! เสี่ยวโหรวโหรวเล่า?ข้าลืมมันไปได้...”
“อู๊ด!!”
ได้ยิน‘เสียงสุกร’ดังขึ้นอย่างขุ่นเคือง เสียงนั้นแว่วมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ด้านข้าง แล้วอสูรวิญญาณระดับห้าขั้นปลายก็ใช้สายตาโกรธเคืองมองตามไปยังเงาร่างของคนทั้งสองที่หายลับไปบนท้องฟ้าสุดท้ายมันจึงถีบเท้าวิ่งไล่ตามไปทิ้งไว้แต่รอยฝุ่นตามหลัง...
ไป๋หยุนเฟยต้องหลั่งเหงื่อโซมกายอีกครั้ง...
“เอาเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตนในสนามทดสอบเถอะ” ซ่งหลินกล่าวกับศิษย์คนอื่นๆจากนั้นจึงกวักมือเรียกศิษย์คนหนึ่งเข้ามาพร้อมกับกล่าวว่า “ศิษย์น้องซานเสียน เจ้าเข้ามา”
“ศิษย์พี่ใหญ่มีเรื่องอันใด?” ผู้ที่ถูกซ่งหลินเรียกว่า‘ซานเสียน’เป็นชายหนุ่มคิ้วดกหนา มันเดินเข้ามาพร้อมกับขานตอบ
ซ่งหลินชี้ไปที่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวว่า“เขาชื่อไป๋หยุนเฟย เจ้าพาไปรอที่พักคอยของผู้ผ่านการทดสอบและให้ข้ามไปทดสอบด่านพรสวรรค์การหลอมประดิษฐ์ได้เลย”
ซานเสียนตกตะลึงไปชั่วขณะแต่ก็พยักหน้ากล่าวว่า “ตกลง ข้าทราบแล้วศิษย์พี่”
จากนั้นซ่งหลินจึงพาทุกคนรวมทั้งเฟยเหนียนที่แขนขวาหายดีแล้วกลับไปยังสนามสอบก่อนจากไปเฟยเหนียนยังส่งสายตาอาฆาตแค้นมายังไป๋หยุนเฟยอีกครั้งจึงค่อยติดตามซ่งหลินไป
ซานเสียนพยักหน้ายิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวว่า“เจ้าคือไป๋หยุนเฟยกระมัง? ข้าชื่อจางซานเสียนเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์หนานเฟิง เจ้าเรียกข้าว่าซานเสียนก็ได้ พวกเราไปกันเถอะยามนี้เหลือผู้เข้าทดสอบอีกไม่มาก คิดว่าอีกไม่นานการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟก็น่าจะสิ้นสุด”
ไป๋หยุนเฟยตอบกลับไป “ถ้าเช่นนั้น รบกวนพี่น้องซานเสียนนำทางด้วย”
“ดี กล่าวประเสริฐหากเจ้าสามารถเข้าเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์พวกเราก็จะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกันแล้ว อย่าได้เกรงใจเช่นนี้” จางซานเสียนผู้นี้เป็นคนช่างเจรจาขณะนำทางไป๋หยุนเฟยก็ชวนสนทนาไปตลอดทาง “เอ่อจริงสิ ศิษย์น้องไป๋ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น? คล้ายกับว่าเห็นผู้อาวุโสที่สองและสามเหินร่างไป...”
มันกล่าวไปกล่าวมากลับเรียกหาไป๋หยุนเฟยเป็น‘ศิษย์น้อง’ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่าเรื่องที่ไม่ต้องทดสอบด่านแรกนั้นสมควรบอกออกไปหรือไม่จึงกล่าวว่า “ไม่มีอะไร มีผู้ที่ทดสอบไม่ผ่านคนหนึ่งคิดก่อเรื่องขึ้นแต่ถูกข้าพบเห็น...”
“อ้อ อย่างนี้เอง...” จางซานเสียนเห็นท่าทีของอีกฝ่ายคล้ายไม่ต้องการจะบอกเล่าก็ไม่ได้ถามต่ออีกมันจึงเปลี่ยนหัวข้อ “จริงสิศิษย์น้องไป๋เจ้ายังไม่ได้ทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟที่สนามทดสอบใช่หรือไม่? เจ้าผ่านเข้าไปทดสอบรอบต่อไปได้เลยศิษย์พี่ใหญ่คงทดสอบเจ้าแล้วกระมัง?”
“ไม่ได้ทดสอบแต่ผู้อาวุโสที่สามบอกว่าข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุไฟที่บรรลุด่านภูตวิญญาณขั้นปลายแล้วจึงไม่ต้องทดสอบด่านนี้อีก”
“ว่ากระไร?!เจ้าบรรลุด่านภูตวิญญาณแล้ว!” จางซานเสียนเบิกตากว้าง มันร้องออกมาราวกับไม่เชื่อหูตนเอง
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า
“สวรรค์!เทียบกับข้าแล้วช่างน่าคับแค้นใจนัก!ข้าเข้าสำนักเมื่ออายุสิบขวบหลังจากฝึกปรืออย่างหนักมาแปดปีก็เพียงบรรลุด่านวีรชนวิญญาณระดับปลายดูจากภายนอกแล้วเจ้าน่าจะอายุไล่เลี่ยกับข้า แต่กลับเป็นถึงภูตวิญญาณแล้วช่างน่าอัศจรรย์นัก!”
“ฮ่าฮ่า พี่ซานเสียนชมเกินไปข้าเพียงโชคดีได้พบพานประสบการณ์พิสดารเท่านั้น...”
จางซานเสียนปฏิบัติต่อไป๋หยุนเฟยอย่างอบอุ่นเป็นกันเองบางทีอาจเป็นเพราะมันเป็นคนช่างพูดอยู่แล้วก็เป็นได้ตลอดทางมันแนะนำเรื่องราวของสำนักช่างประดิษฐ์โดยไม่หยุดปากทั้งยังตอบคำถามไป๋หยุนเฟยโดยไม่ปิดบัง แน่นอนเป็นเพราะคำถามที่ไป๋หยุนเฟยถามนั้นส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทั่วไปซึ่งคนทั่วไปก็ทราบดีอยู่แล้วมีเพียงไป๋หยุนเฟยเท่านั้นที่ยังไม่ทราบส่วนเรื่องภายในของสำนักช่างประดิษฐ์นั้นจางซานเสียนรู้ดีว่าอะไรควรบอกหรือไม่ควรบอก
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงสนามทดสอบไป๋หยุนเฟยมองดูโดยรอบก็พบว่ายามนี้สนามทดสอบมีผู้คนหายไปกว่าครึ่งและผู้ที่ยังอยู่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รอรับการทดสอบที่เหลือหากไม่ใช่ผู้ติดตามก็เป็นผู้คนที่มาชมดูความสนุกสนาน
ไป๋หยุนเฟยติดตามจางซานเสียนมาถึงพื้นที่โล่งบริเวณเชิงเขาซึ่งอยู่ด้านหลังของโต๊ะทดสอบผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดล้วนมารวมกันอยู่ที่นี่
และที่แห่งนี้มีผู้คนอยู่ราวร้อยกว่าคนบ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน บ้างอยู่กันเป็นกลุ่ม บ้างก็โดดเดี่ยวแต่ทุกคนกำลังรอคอยอยู่ --- การทดสอบใกล้สิ้นสุดแล้ว แต่ผู้ผ่านการทดสอบกลับมีอยู่เพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น!
เมื่อจางซานเสียนพาไป๋หยุนเฟยมาถึงบริเวณนี้ก็กล่าวว่า“ศิษย์น้องไป๋ เจ้ารอที่นี่ก่อนสักครู่ข้าจะไปทำหน้าที่ก่อน เพื่อให้การทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟเสร็จสิ้นได้เร็วขึ้นจะได้พาเจ้าไปทดสอบพรสวรรค์การหลอมประดิษฐ์ต่อไป”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า“พี่ซานเสียนเชิญเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า”
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองโดยรอบก็พบมุมสงบแห่งหนึ่งขณะที่กำลังจะหย่อนตัวลงนั่งบนก้อนหินใหญ่เพื่อผ่อนคลาย ก็มีเสียงเย่อหยิ่งโอหังที่แฝงความไม่เป็นมิตรดังมาจากด้านหลัง
“เพ้ย! เจ้าเด็กน้อยข้าเห็นเจ้าเดินออกมาจากป่าก็ตรงมายังที่นี่ เจ้าถือดีอะไร ไม่เข้าร่วมการทดสอบก็เข้ามาที่นี่?!”