รักนี้ที่ผูกพัน (จบ)

    บทที่ 4

    “เฮ้...คุณผู้หญิง คุณจะนั่งพูดคนเดียวอยู่อย่างนี้ตลอดบ่ายหรือว่าจะจ่ายค่าโดยสารให้ผมเสียที่ล่ะ? ” คนขับแท็กซีเอะอะขึ้นลิซซี่หน้าเงื่อน ยิ้มอย่างขออภัยให้คนขับรถ“เท่าไหร่ล่ะ ...โอ...ไม่ต้องหรอก เอาไปเลย ไม่ต้องทอนหรอก”“โอ้โฮ...ให้ทิปผมตั้งสี่สิบเซ็นต์เชียวหรือนี่...ว้าว...ขอบใจมากนะครับคุณผู้หญิง”“แหม...เป็นคำอวยพรที่เข้าท่าจัง" ลิซซี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่“คุณกรุณาลงจากรถด้วยครับ ผมยังจะต้องทำมาหากินต่อ” มันเป็นคำพูดที่ทำให้ลิซซี่ตัวแข็งไปทันที“นี่ถ้าเป็นในแคนซัสละก้อ...” เธอพูดพร้อมกับก้าวลงจากรถ “คุณจะต้องพูดจากับฉันให้สุภาพกว่านี้รู้ไหม? ”“อา...ก็เห็นจะต้องขอบคุณพระเจ้าล่ะครับ ที่นี่มันไม่ใช่แคนซัส”เธอกระแทกประตูปิดบังใหญ่ และรถก็กระโจนออกไปในพริบตาเช่นกัน และตอนนั้นที่เธอเพิ่งได้ตระหนักว่าตัวเองลงมายืนอยู่ข้างกองขยะ นิวยอร์ก...เธอครุ่นคิดอยู่ในใจ แล้วก็หัวเราะออกมาดังๆ ถึงยังไงเธอก็ยังรักมันอยู่ดี และถ้ายังจะต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อที่จะยอมเผชิญหน้ากับไมเคิล วูลฟ์ เธอก็คงจะต้องยอม เธอตัดสินใจแล้ว ว่าไม่ว่าเขาจะหน้าตาหล่อเหลาหรือว่าประสบความสำเร็จมากน้อยสักแค่ไหน ก็ยังสมควรที่จะต้องถูกลวงล่ออยู่ดี นอกจากนั้น เขาก็ยังสามารถจะให้ได้มากกว่าที่เธอคาดหมายไว้หลายเท่านัก มาเบลไม่ได้พูดอะไรที่เกินความจริงเลย ไมเคิลประสบความสำเร็จเกินกว่าที่เธอคาดหมายไว้มากและถ้าจะมีใครมาท้าพนันกับเธอในตอนนี้ ลิซซี่ก็ยินดีที่จะรับคำท้า เพราะมีความเชื่อมั่นว่าที่ “คิง ออฟ เดอะ ฮิลล์” นั้นไม่มีใครสามารถเอาชนะเธอได้ แม้ตอนที่เธออายุสิบขวบและเขา…สิบเจ็ด...เธอก็ยังฟาดฟันเขามาแล้วหลายครั้งหลายหน เพราะฉะนั้นครั้งนี้เธอจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอนนอกเสียจากว่า...เขาจะยอมอ่อนข้อให้เธอเป็นฝ่ายชนะได้เท่านั้น...“โอ...”คนอย่างไมเคิล วูลฟ์ ไม่เคยยอมให้ใครชนะเขาได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ดูเหมือนจะไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ในสายเลือดของผู้ชายคนนี้เลยด้วยซ้ำ…แต่...มันก็เช่นเดียวกับที่เขาไม่เคยมีเรือนผมขาวโพลนมาก่อนอีกนั่นแหละ...ลิซซี่อดขนลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอหันหลังเดินกลับเข้าไปในโรงแรมบอกกับตัวเองอยู่ ว่าเธอยังมีงานสำคัญที่จะต้องทำ

    ค่ำวันเดียวกันนั้น ลิซซี่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารที่อิล เมเนสเทรลโล่ อันเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนหรูหราในย่านถนนอิสท์ ฟิฟตี้-เซกั้นด์ พยายามแสดงออกเพียงแค่ความหงุดหงิดมิใช่ความร้อนรนกระวนกระวายเธอเฝ้าบอกกับตัวเองอยู่ว่า ถ้าเป็นลิซซี่ ออลสัน ก็คงจะหวั่นไหวอย่างมากเมื่อสวมใส่รองเท้าส้นสูงเบอร์ 6 คู่ใหม่ แต่ถ้าเป็นเอลิซาเบธ เกสท์แล้ว ท่าทีของเธอจะต้องสงบเยือกเย็นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในใจ หรืออย่างดีก็เพียงแสร้งแสดงความหงุดหงิดออกมาเท่านั้นดูเหมือนไมเคิลจะมาช้ากว่าเวลาที่นัดหมายไว้มาก มันไม่ใช่เพียงแค่ห้านาทีแต่ช้าถึงสิบห้านาที เพราะเธอเฝ้าจับตามองเข็มนาฬิกาอยู่ ลิซซี่ยังไม่รู้เลยว่าเธอจะต้องทำเป็นจิบมาร์ตินี่แก้วนี้ไปอีกนานสักเท่าไหร่ โดยใจจริงแล้วเธอชิงชังการดื่มมาร์ตินี่เป็นที่สุด เพียงแต่เดาเอาว่านักออกแบบผู้มีชื่อเสียงแห่งนิวยอร์ก ผู้ข้องเกี่ยวอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงมาโดยตลอดน่าจะเลือกดื่มมาร์ตินี้เท่านั้น อันที่จริงมันก็เป็นเครื่องดื่มที่บอกรสนิยมของชาววิชิต้าอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่า เมื่ออยู่ในวิชิต้า ลิซซี่ไม่ใส่ใจที่จะปรับตัวเองให้ขึ้นมาเป็นคนมีระดับแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะว่าในวิชิตา ไม่มีไมเคิล วูลฟ์ ให้ลวงหลอกก็เป็นได้…เธอคิดว่าน่าจะถือได้ว่าตัวเองโชคดีอย่างมากที่สามารถทำให้เขายอมตกลงรับนัดรับประทานอาหารค่ำทั้งที่เป็นการบอกกล่าวกันชนิดจู่โจมได้...แต่การบอกกล่าวอย่างจู่โจมเท่านั้นที่จะทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว และนั่นมันก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่วางขึ้นไว้ด้วยเธอโทรศัพท์ไปหาเขาตอนบ่าย ภายหลังจากที่ได้แช่ตัวอยู่ในน้ำอุ่นเพื่อคลายความเครียดและความตื่นกลัวแล้ว และมันก็เป็นเช่นที่คาดไว้คือเขาไม่ว่าง แต่เกวน ดูเปรย์ สัญญาว่าจะถามให้แล้วจะแจ้งมาให้เธอทราบ แต่เนื่องจากลิซซี่ไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบว่าตอนนี้เอลิซาเบธ เกสท์ พักอยู่ที่ไหน เธอจึงจำต้องกัดฟันขอร้องให้มิสซิสดูเปรย์ ช่วยให้คำตอบเธอในทันทีแล้วเธอก็ต้องพบกับความแปลกใจ เมื่อเกวน ดูเปรย์ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใสว่า"ได้สิคะ...” หลังจากให้ลิซซี่คอยฟังคำตอบอยู่ประมาณครึ่งนาที เธอก็กลับมาบอกว่า “มิสเตอร์วูลฟ์ ยินดีที่จะรับประทานอาหารร่วมกับคุณค่ะมิสเกสท์”ลิซซี่พยายามตั้งสติไว้ให้มั่น พยายามไม่ให้ความตื่นตระหนกปรากฏออกมาเมื่อเสนอแนะออกไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแบบเอลิซาเบธ เกสท์ ว่า เธอขอนัดพบที่อิล เมเนสเทรลโล่ ทุ่มครึ่งและขณะนี้ ขณะที่เธอกำลังจบมาร์ตินี่ โดยพยายามไม่ให้สำลักอยู่ ลิซซี่ต้องสกัดกั้นความกลัวที่จู่โจมเข้าจับหัวใจไว้อีกครั้ง ...นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกันเล่า ถึงได้อาจหาญท้าทายผู้ชายอย่างไมเคิล วูลฟ์ คนนั้น?“เรานี่ท่าจะบ้าไปแล้ว” เธอพูดอยู่กับตัวเองและตอนนั้นเองที่บริกรเดินนำเขาเข้ามายังโต๊ะที่เธอนั่งรออยู่ ลิซซี่สังเกตเห็นว่าเขากำลังจับตามองเธอด้วยสายตาคมปลาบท่าทางของเขาก็คือบุรุษผู้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับที่เธอได้เห็นเมื่อเช้านี้ เพียงแต่ว่าท่าที่ผ่อนคลายลงมาก และดูจะควบคุมสติอารมณ์ได้ดีขึ้น ลิซซี่ประสานสายตาอยู่กับเขาอย่างไม่พรั่น บอกกับตัวเองอยู่ว่า บรรพบุรุษของเธอเคยต่อสู้กับโรคร้าย ต่อสู้กับความตายต่อสู้กับความแห้งแล้ง พระเพลิงที่เผาผลาญ และยังต้องต่อสู้กับสงครามชีวิตอีกมากมายหลายประการกว่าที่จะลงหลักปักฐานในแผ่นดินแคนซัสได้ เพราะฉะนั้นถ้าเพียงแต่เธอจะมีความกล้าหาญของบรรพบุรุษเพียงน้อยนิด ก็ย่อมสามารถจัดการกับบุรุษผู้มีนามว่าไมเคิล วูลฟ์ ได้แล้ว“ไมเคิลใช่ไหมคะ...? ” เธอส่งยิ้มยวนใจไปได้ “สวัสดีค่ะ ฉันคือเอลิซาเบธ เกสท์ ไงคะ”ไมเคิลสัมผัสมือเธอแน่น กระชับเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ฟากตรงข้ามและยังคงจับตามองเธออยู่เหมือนเดิม ลิซซี่คาดว่าเขาจะต้องกล่าวขออภัยที่มาล่าช้ากว่าเวลาที่นัดหมายกันไว้ซึ่งเขาก็คงจะอ้างเหตุผลด้วยอะไรบางอย่าง แต่ปรากฎเขากลับเอ่ยถามออกมาที่อๆ ว่า“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับผมสีแดงของคุณ? ”ผมสีแดงของเธอ...? ลิซซี่ใจหายวาบ เรื่องแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยนี่...ในเวลาเช่นนี้ ไมเคิล วูลฟ์ ควรจะมองเห็นแต่ภาพของหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีดำ สุภาพอ่อนโยนอยู่ในชุดสีดำซึ่งนั่งอยู่ในเก้าอี้ฟากตรงข้ามกับเขาเท่านั้น ไม่ใช่ผู้หญิงผมแดงที่โพกผมไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงินจุดขาว ที่เขาเข้าไปพบตอนยืนอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานของเขาเลยเธอตั้งสติให้มั่นไว้ พยายามที่จะไม่ภาวนา สาปแช่ง หรือครางออกมาดังๆ อดขอบคุณพระเจ้าอยู่ในใจไม่ได้ที่ทำให้เธอนึกถึงเชลซีขึ้นมาได้เสียก่อน การเผชิญหน้ากับวูลฟ์เป็นเรื่องที่เสียงมากพออยู่แล้ว“ผมแดงหรือคะ...อ๋อ...ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะพบกับเชลซี บาร์นาร์ด ผู้ช่วยของฉันเข้าแล้วล่ะค่ะ เพราะเมื่อเช้านี้เห็นบอกว่าจะแวะไปที่สำนักงานของคุณเพื่อช่วยวัดขนาดห้องให้ฉัน เอ้อ...จะดื่มอะไรดีคะ มิสเตอร์วูลฟ์? ”เขาสั่งมาร์ตินี่ ...ลิซซี่แอบเช็ดมือชื้นเหงื่อกับผ้าเช็ดปากที่วางอยู่บนตัก หวังแต่เพียงว่าเขาจะเชื่อคำกล่าวอ้างเรื่องผู้หญิงผมแดงที่มีหน้าตาคล้ายเธอซึ่งได้พบเมื่อตอนเช้าวันนี้ พยายามอำพรางความรู้สึกใจคอไม่ดีไว้ด้วยการยกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นจิบเพราะความไม่อยากเสี่ยงให้มากเกินไปนัก ตอนบ่ายวันนี้ก่อนหน้าที่จะโทรศัพท์นัดหมายกับไมเคิล เธอได้โทรศัพท์ไปหาเชลซีซึ่งเธอต้องใช้ความสามารถในการเจรจาอย่างมาก ทั้งอ้างเหตุผลทั้งขอร้อง ทั้งอ้อนวอนและทั้งติดสินบน ให้เพื่อนสาวเดินทางมานิวยอร์กให้ได้ในวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องห่วง ...วูลฟ์นั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมดเพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ตัวเท่านั้น ...