กลุ่มธนูพุ่งมาจากป่าไผ่สองข้างทาง หมายจะเอาชีวิตทุกคนไม่ให้เหลือรอด บางคนก็ถูกธนูพุ่งเข้าใส่จนตาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายล้มตายมือสังหารจึงออกมาจากที่ซ่อน พร้อมกับอาวุธครบมือที่ดูเหมือนเตรียมพร้อมมาอย่างดี
ทุกคนลงจากม้ารวมถึงลี่ถิง แต่ก็ถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มคนชุดดำ ซือหรานอดเป็ห่วงคนที่ตนคิดว่าไม่เป็วรยุทธ แต่อันที่จริงแล้วลี่ถิงฝึกวิชามาั้แ่เด็กแล้วต่างหาก คนเพียงเท่านี้ไม่สามารถทำให้ลี่ถิง กังวลได้เลยแม้แต่น้อย เพราะนางก็ศิษย์เอกของอาจารย์คนหนึ่งเหมือนกัน
"เ้ามาหลบหลังข้า" ซือหรานเอ่ยขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่รายล้อมอยู่ ลี่ถิงเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย การต่อสู้เริ่มขึ้นเพื่อมิให้ยืดเยื้อ จะได้รับเงินจากผลงานเร็วๆ
"สังหารมันให้หมดอย่าให้เหลือรอดไปได้" คนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าออกคำสั่งพร้อมกับยืนดู ซือหรานชักกระบี่ออกมาฟาดฟันศัตรูตรงหน้า แม้จะาเ็ก็ตาม ชายชุดดำตรงมาหาลี่ถิงคราใด ก็จะมีกระบี่ของซือหรานปกป้องทุกครั้ง จนผู้เป็หัวหน้ามองเห็นเป้าหมายสำคัญ ที่จะกำจัดอ๋องผู้นี้ จึงกระซิบบอกลูกน้องหลอกล่อซือหรานให้ออกห่างสตรีนางนี้
และเหมือนลี่ถิงเองก็รู้ตัวว่าตนตกเป็เป้า จึงใช้พลังยุทธ์สบัดมือปล่อยเข็มเงินออกไป พุ่งปะทะร่างของผู้ที่จะเข้ามาหาตนอย่างรวดเร็ว โดยที่มิมีใครเห็น ทำให้คนชุดดำทั้งสามล้มลงทันที ซือหรานเมื่อเห็นมีคนพุ่งเป้ามาที่ลี่ถิงก็รีบมาปกป้องเช่นเคย จนลืมไปว่าตนนั้นยังาเ็อยู่
"เ้าเป็อะไรหรือไม่" เขาเอ่ยถามเสียงเป็ห่วง
"มิเป็ไรเพคะ พวกนั้นคงรีบเกินไปจึงสะดุดล้มเช่นนั้น"ลี่ถิงตอบออกไปพร้อมกับยิ้มเหมือนมันเป็เพียงเื่ตลกอย่างที่เอ่ย ต่างจากอีกคนที่ห่วงกังวล การต่อสู้เป็ไปอย่างยืดเยื้อ เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายก็เป็นักฆ่าฝีมือดี
จึงทำให้าเ็ล้มตายเท่าๆ กัน
"ท่านอ๋องาเ็หรือไม่พะยะค่ะ"
"ข้าไม่เป็ไร ดูท่าหากพวกมันสังหารเราไม่ได้ คงจะไม่ยอมล่าถอยเป็แน่" ซือหรานเอ่ยออกไป แต่ลี่ถิงกลับกำลังคิดว่าคนกลุ่มนี้เหมือนจะรั้งให้พวกตนล่าช้า ไปพร้อมกับการสังหารเสียมากกว่า
"ท่านอ๋องหม่อมฉันกังวลว่า ตำหนักบูรพาจะเกิดเื่เพคะ คนพวกนี้จงใจทำให้เราช้า" ลี่ถิงเอ่ยในสิ่งที่คิด
ซือหรานหันมามองหน้าคนที่เอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอันใดต่อ กลุ่มคนชุดดำก็เข้าปะทะอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ลี่ถิงไม่คิดจะอยู่เฉยอีกต่อไป กระบี่ในมือของซือหรานถูกแย่งไปพร้อมกับท่วงท่าลีลา ฟาดฟันกระบี่ที่ต่างจากคนทั่วไปของลี่ถิง ทั้งอ่อนช้อยและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน การหลบหลีกมิให้กระบี่ของอีกฝ่ายััร่างกายตน ทำให้คนอื่นๆ ได้แต่ยื่นนิ่งมองดูภาพตรงหน้า
โดยที่ยังไม่ได้วางกระบี่ด้วยซ้ำ ลี่ถิงสังหารชายชุดดำที่เหลือเกือบสิบคนในคราเดียว ส่วนผู้ที่เป็หัวหน้าก็ตั้งท่าวิ่งหนีเมื่อเห็นเช่นนั้น นางจึงใช้อาวุธในมืองัดกระบี่ที่พื้นลอยขึ้น ก่อนจะใช้พลังตวัดพุ่งใส่ร่างที่วิ่งหนีเข้าป่าไผ่จนล้มลงสิ้นใจ พร้อมกับเดินมาส่งคืนกระบี่ให้กับท่านอ๋อง
"เื่ของข้าขอทุกคนอย่าได้แพร่งพรายเป็อันขาด"ทุกคนต่างก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นกับภาพตรงหน้า มีเพียงซือหรานที่ยกยิ้มที่มุมปากอย่างชอบใจ
ก่อนที่ทุกคนจะรับคำของสตรีตัวน้อยผู้นี้ ราวกับต้องมนต์สะกดเสียอย่างนั้น แต่เปล่าหรอกใครจะกล้าเอ่ยว่าไม่กันล่ะ เห็นเช่นนี้แล้วสองสหายองครักษ์ก็ถึงกับกำคอตนไว้
“นางเป็สตรีจริงหรือหยางเหอ”
“นั่นสิ มีสิ่งใดที่เรายังมิรู้เกี่ยวกับคุณหนูจางอีกหรือไม่ หน้าตางดงามเช่นนี้ไยถึงโหดนัก” ห้าวเฉิงเอ่ยพร้อมกับลูบตนอีกครา ยามนึกถึงคนชุดดำที่ตายด้วยคมดาบ
เขาก็ขยาดมองหน้างามๆ นี้มิได้สักที
“จริงด้วยข้าน้อยก็คิดไม่ถึงจริงๆ แต่เหตุใดจึงไม่ช่วยั้แ่แรก คนของเราคงไม่ตายไปมากมายเช่นนี้” องครักษ์สองนายที่ขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเอ่ย
“เ้าสองคนถ้าไม่อยากตายอย่าเอ่ยเื่นี้อีก ลี่ถิงคือหมอมีหน้าที่รักษาชีวิตคน ที่ไม่จับกระบี่ในคราแรกก็เพราะไม่อยากลงมือสังหารใคร แต่หากไม่ชักกระบี่เองป่านนี้ศพต่อไปอาจจะเป็เ้าสองคนก็ได้ จงสำนึกให้ดี”
“ขอรับใต้เท้าหยาง” ทหารองครักษ์รับคำก่อนจะก้มหน้าสำนึกผิด ทำให้หยางเหอหันมาสนใจหนุ่มสาวด้านหน้าแทน ซึ่งดูเหมือนท่านอ๋องจะมิได้ตื่นกลัวเช่นพวกตน ที่หวาดระแวงสตรีตัวน้อยนี้ขึ้นมา
“ข้าชักจะห่วงท่านอ๋องแล้วสิ” หยางเหอเอ่ยขึ้น เพราะรู้ว่าผู้เป็นายมักจะกล่าววาจาค่อนแคะเหน็บแนมนางเสมอ มิรู้ลี่ถิงจะแอบแค้นใจหรือไม่
สองสหายได้แต่พูดคุยกันในขณะที่บังคับม้ากลับเมือง
"เช่นนี้แล้วข้าคงมิกล้ากวนใจเ้าแล้วล่ะ" ซือหรานเอ่ยพร้อมกับยิ้มชอบใจ ผู้ถูกกล่าวขานว่าเหี้ยมโหดไร้ปราณีเช่นตน กลับต้องมาเจอผู้ที่เหี้ยมกว่ามากจนน่าเจ็บใจ แต่เขากลับยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
“แต่ตอนนี้พระองค์ก็ยังทำอยู่” นางเอ่ยตอบโดยที่มิได้หันมามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งทั้งหมดเดินทางเข้าเมือง ซึ่งซือหรานก็ยังคงให้ลี่ถิงสวมหมวกเช่นเคย
“หม่อมฉันมิจำเป็ต้องปิดบังใบหน้าเพคะ เพราะทุกคนรู้จักดี ชื่อเสียของหม่อมฉันมีมาั้แ่เกิด มิจำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ” ลี่ถิงเอ่ยบอกพร้อมกับดึงหมวกโยนให้หยางเหอไป ก่อนจะควบม้านำเข้าวังไปโดยมิรอผู้ใดเลย
“หึ! ดื้อจริงๆ นะเ้า” ซือหรานเอ่ยเพียงเท่านั้นก็รีบตามไป ลี่ถิงกลับมายังตำหนักบูรพาก็รีบตรงเข้าห้องบรรทมทันที และเป็จริงดั่งคาดการณ์เอาไว้
รัชทายาทอาการทรุดหนักจนเนื้อตัวซีดเซียว
"เกิดอะไรขึ้นเหตุใดจึงเป็เช่นนี้" ซือหรานรีบเอ่ยขึ้นทันที พระสนมเห็นน้องสาวมีเืติดเต็มตัวก็อดเป็ห่วงไม่ได้ จึงรีบเอ่ยถามเช่นกัน
"ลี่ถิงเกิดอะไรขึ้นเ้าาเ็เช่นนั้นหรือ"
"พระสนมไม่ใช่เืหม่อมฉันเพคะ ฝ่าาให้ทุกคนออกไปก่อน" นางเอ่ยบอกก่อนจะรีบจัดการจับชีพจรคนที่นอนอยู่บนเตียง ทั้งที่ควรจะดีขึ้นมากกว่านี้แล้วแท้ๆ ฮ่องเต้รีบออกคำสั่งกับทุกคน แต่ซือหรานนั้นกลับไม่ยอมออกไป เพราะอยากอยู่ดูการรักษา
"ท่านอ๋องจับรัชทายาทนั่งทีเพคะ” เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงช่วยกันประคองคนละข้างกับฮ่องเต้ ที่ไม่ยอมออกไปเช่นกัน เมื่อหลงจื่อนั่งคอตกโดยมีพ่อและอาประคองอยู่ ลี่ถิงก็ใช้พลังจากด้านหลังเพื่อขับพิษออกให้คนที่กำลังจะสิ้นใจในมิช้า ไม่นานหลงจื่อก็กระอักเืออกมามากมาย เสียงแ่เบาจากปากที่เต็มไปด้วยเืเอ่ยออกมา
"เสด็จพ่อ เสด็จอาท่านกลับมาแล้วหรือ ลี่ถิงล่ะ" ทันทีที่รู้สึกตัวหลงจื่อก็เอ่ยถึงผู้ที่ตนพะวงหา ซือหรานมองหน้าหลานชายที่เอ่ยถึงคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง
"หม่อมฉันอยู่นี่เพคะสมุนไพรมาแล้วไม่นานพระองค์จะหายดี อดทนอีกหน่อยนะเพคะ” ลี่ถิงส่งยิ้มให้คนที่หลับตาลงอีกครั้ง ฮ่องเต้รีบเอ่ยถามขึ้นทันที
"หลงจื่อจะมิเป็ไรใช่หรือไม่"
"หม่อมฉันขจัดพิษที่กำลังเข้าสู่หัวใจแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงเพคะ ขอหม่อมฉันไปปรุงยาก่อน" นางเอ่ยจบก็รีบเดินออกไปด้วยท่าทีรีบร้อน
จนซือหรานต้องรีบเดินตามไปเพราะดูท่าคนตัวเล็กจะอาการมิดี ด้านนอกที่มีฮองเฮาและเหล่าสนมยืนรออยู่อย่างกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นลี่ถิงเดินออกจากห้องมาอย่างรีบร้อน และตรงเข้าห้องข้างๆ ไปก็ยิ่งกังวล
ไม่นานก็เห็นอ๋องซือหรานเดินตามออกมา เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นทุกคนเอาแต่จ้องมอง และท่าที้าตั้งคำถามมากมาย แต่ผู้ที่เดินตามออกมาคนหลังสุด กลับทำให้ทุกคนหยุดนิ่ง ฮ่องเต้หันไปหาอนุชาที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เ้ารีบไปดูลี่ถิงเถอะ ใช้พลังมากไปอาจจะธาตุไฟเข้าแทรกได้” ซือหรานพยักหน้ารับก่อนจะรีบเข้าไปดูอีกคนในห้อง และก็เป็อย่างที่คาดลี่ถิงกระอักเืออกมา เพราะวันนี้ใช้พลังไปถึงสองคราแล้ว
“เ้าไหวหรือไม่ ข้าต้องทำเช่นไรจึงจะช่วยเ้าได้” อ๋องหนุ่มเอ่ยอย่างร้อนใจ พร้อมกับประคองร่างเล็กขึ้นมานั่ง เขารินชาส่งให้ ก่อนจะใช้มือลูบหลังคนตัวเล็กเบาๆ
“หม่อมฉันมิเป็ไรเพคะ จะต้องรีบปรุงยาให้รัชทายาทเสียก่อน” ลี่ถิงเดินไปนั่งลงเพื่อปรุงยา ซือหรานมองอีกคนที่ไม่ใส่ใจตนเองเลยสักนิดจึงเดินตามานั่งลงข้างๆ
ก่อนจะใช้แขนเสื้อตนเช็ดเืที่มุมปากให้ลี่ถิง จนนางชะงักกับการกระทำของอ๋องผู้นี้ แต่ก็ยังปรุงยาต่อไป ผ่านไปเกือบชั่วยามลี่ถิงก็ปรุงเสร็จ
"วานท่านอ๋องเอายานี่ให้รัชทายาทดื่มทีเพคะ"
"แล้วเ้าล่ะไม่ต้องใช้ยาหรือ"
"หม่อมฉันขอแช่น้ำสักครู่มินานก็คงดีขึ้นเพคะ รบกวนท่านอ๋องบอกคนเตรียมน้ำอุ่นให้ได้หรือไม่ ตอนนี้หม่อมฉันมิมีแรงเลยเพคะ ทั้งเหนื่อยทั้งหนาว" ลี่ถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา ซือหรานวางถ้วยยาลงก่อนจะอุ้มอีกคนไปที่เตียง
“ท่านอ๋อง ต่อให้หม่อมฉันหลับก็ต้องพาลงแช่น้ำนะเพคะ ต้องเป็น้ำอุ่นเท่านั้น อื้อ! หนาว” เพราะลมปราณที่มีกำลังแตกซ่าน จึงทำให้ลี่ถิงอาการแย่ลง
“รอข้าอยู่ตรงนี้” เขาเอ่ยบอกก่อนจะยกถ้วยยาออกไป ลี่ถิงหมดแรงที่จะต้านทานอีกคน จึงทำได้เพียงแค่หลับตาลงผ่อนคลาย
รอให้คนมาตามไปแช่น้ำเพื่อให้เืในกายไหลเวียนสะดวก ลมปราณจะได้ฟื้นคืนเร็วขึ้น ซือหรานรีบนำยาไปส่งให้พี่ชาย และกำชับให้ป้อนเอง เพราะมิอาจไว้ใจผู้ใดได้ ส่วนเขารีบออกคำสั่งให้คนของตนต้มน้ำเป็การด่วน ก่อนจะรีบกลับมาหาคนที่นอนตัวสั่นจนริมฝีปากกระทบกันราวกับว่าอยู่บนเทือกเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม ร่างแกร่งโอบกอดอีกฝ่ายไว้อย่างหวงแหน
“ข้าอยู่ตรงนี้ จะมิยอมให้เ้าเป็อันใดทั้งนั้น” เขารู้ว่าคนที่ฝึกยุทธ์จนแข็งแกร่งเพียงนี้ต้องใช้เวลามากเพียงใด และลมปราณเป็สิ่งสำคัญในการรักษาชีวิต ต่างจากคนที่จับดาบธรรมดาทั่วไป ยามนี้ซือหรานกังวลเป็อย่างมาก
เขาเกรงว่านางจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนทำให้เสียวรยุทธ ร้ายแรงกว่านั้นก็เสียสติหรือไม่ก็ตาย ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งกลัวว่าคนตัวเล็กในอ้อมกอดจะมิรอด แขนแกร่งกระชับขึ้นเมื่อนางมุดเข้าหาอกอุ่น ซึ่งยามนี้อ๋องหนุ่มเปลือยกายท่อนบน เพื่อใช้ไอ่อุ่นนี้รักษารอน้ำอุ่นที่คนของเขากำลังจัดการให้
“ดีขึ้นหรือไม่” เขาถามเสียงอ่อนโยน ซึ่งยามนี้ใบหน้าซีดเผือดของคนตัวเล็กเริ่มดีขึ้นแล้ว มือเรียวดึงผ่าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคอนาง ยามนี้ลี่ถิงนั่งคร่อมอยู่บนตักเขาราวเด็กน้อยที่กำลังงอแง ซึ่งซือหรานก็ดูจะชอบใจเอามากๆ เพราะสองแขนเล็กกอดรัดเอวสอบเอาไว้ อย่างกับกลัวว่าเขาจะปล่อยนางเสียอย่างนั้น
“อืม อุ่นจังเลย” เสียงครางในลำคอดังขึ้นเบาๆ ทำให้คนตัวโตถึงกับยิ้มออกมา
#ได้จังหวะเชียวนะท่านอ๋อง ชิชิ!!!