เมืองเหยี่ยชิงหรืออีกชื่อหนึ่งคือเมืองแสงจันทรา ตำนานเล่าว่าธรรมชาติของเมืองเหยี่ยชิงนั้นมิได้เกิดและเติบโตจากแสงตะวัน หากแต่เกิดจากแสงจันทรายามค่ำคืน ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองเหยี่ยชิงจึงบูชาดวงจันทร์ยามค่ำคืนประหนึ่งเป็นเทพเจ้าผู้สร้างแผ่นดิน
นับตั้งแต่แผ่นดินเหยี่ยชิงก่อเกิด มีเพียงสตรีที่เป็นตัวแทนของจันทราเท่านั้นที่จะสามารถขึ้นปกครองได้ ผู้นำของเมืองเหยี่ยชิงจึงเป็นสตรีมาตลอด ด้วยเหตุนี้เทศกาลงานไหว้พระจันทร์นอกจากบูชาดวงจันทร์บนฟ้าแล้ว ยังเป็นพิธีสรรเสริญต่อองค์ราชินีหมิงซินอีกด้วย
หยางหลี่หยางพึมพำ “ท่านปู่ต้องการให้ข้าช่วยคิดของขวัญที่จะมอบให้องค์ราชินีในงานวันไหว้พระจันทร์หรือ??”
หลางลู่พยักหน้าขึ้นลง “เจ้าก็ใกล้อายุ20ปีแล้ว ปู่คิดว่าปีนี้จะพาเจ้าไปร่วมงานเฉลิมฉลองในวังหลวง”
หลี่หยางเหลือบมองไปที่ปู่ของตัวเองแวบหนึ่ง “เอ่อ...ทำไมต้องเป็นข้าด้วย??”
“เจ้าเป็นคนตระกูลหยาง จะช้าหรือเร็วเจ้าก็ต้องมีตำแหน่งและรับราชการในวังสืบต่อไป ปู่จะใช้โอกาสนี้แนะนำเจ้าแก่คนอื่นๆ เตรียมตัวให้ดีละ” หยางลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
บ่ายวันนั้น ริมบึงเหลียนฮวา หลี่หยางปาหินสะเทินผิวน้ำด้วยความคิดในหัว “ของขวัญให้แก่องค์ราชินีหรือ? ราชินีเป็นใคร? เป็นคนยังไง? ชอบอะไร? มีนิสัยแบบไหน? หน้าตาเป็นอย่างไร?? ข้าไม่รู้อะไรเลยทั้งนั้นแล้วจะไปหาของขวัญที่ถูกใจได้จากที่ไหนกัน โจทย์ข้อนี้ยากจริงๆ”
จากนั้นหลี่หยางเริ่มคาดเดา “แม่ทัพหญิงคนนั้นเป็นหลานสาว นางคงจะเป็นคุณยาย เมื่อดูจากนิสัยของหลานแล้ว นางก็น่าจะดุ คงเป็นคนที่มีอำนาจชี้นิ้วสั่งคนฟื้น คว่ำมือสั่งคนตายอำนาจล้นฟ้าแบบนั้น น่าจะไม่รู้สึกอะไรกับของขวัญที่ล้ำค่า คงต้องเป็นของขวัญที่หาได้ยาก ว่าแต่คนแก่ในโลกนี้เขาชอบอะไรกันนะ??”
หยางหลี่หยางหยิบก้อนหินขว้างออกไปเกินกว่าร้อยๆครั้ง จวบจนตะวันตกดิน มันก็ยังคิดไม่ออก
เช้าวันรุ่งขึ้น หยางหลี่หยางหนีบจิ้นอวี่เดินไปทั่วถนนสายการค้าของเมืองเหยี่ยชิง เพื่อเลือกของขวัญที่ถูกใจ เงินในกระเป๋าที่หลี่หยางได้มาจากปู่เพียงพอที่จะซื้อของล้ำค่าชิ้นใดที่ต้องตา หากแต่มันมองไปยังโสมก็ไม่รู้จักวิธีเลือกซื้อ มองไปยังร้านอัญมณีดันนึกถึงหน้าของแม่นางหลิวปิงหยวนจึงไม่กล้าเดินเข้าไปเหยียบ มองหาผ้าไหมแพรงามก็ไม่ถูกใจ สิ่งของมากมายถูกหยิบจับและวางลงหลายสิบหลายร้อยครั้ง
“ราชินีจะอยากได้ของพวกนี้ไปทำไม ในเมื่อสั่งให้ใครมาซื้อไปก็ได้” หลี่หยางคิดเช่นนั้น มันจึงกลับจวนมือเปล่า
เหลือเวลาอีกแค่ห้าวันก็จะถึงงานไหว้พระจันทร์ หยางหลี่หยางนอนก่ายหน้าผากครุ่นคิดถึงของขวัญที่เหมาะสม
เกาะ เกาะ เสียงเคาะประตูดังขึ้น “เข้ามา”
ประตูห้องถูกแง้มเปิด บ่าวรับใช้ยกอาหารกลางวันเข้ามาในห้อง แม้ว่าหลี่หยางจะอยู่ที่นี่มาเดือนกว่าแล้ว แต่ในเรื่องอาหารการกินยังไม่คุ้นชิน คนที่นี่นิยมกินแป้ง เนื้อสัตว์และสุราเป็นอาหารหลัก “สเต๊กA5 คาเวียร์ ฟัวกรา แซลมอน ทำไมโลกใบนี้ถึงไม่มีพวกเจ้ากันนะ”
หลี่หยางหยิบแผ่นแป้งจุ่มไปที่แกงเนื้อ และหยิบน่องไก่ขึ้นมากิน เมื่ออิ่มแล้ว มันมองไปยังสุรา “เหล้าล้างปากหลังกินอาหาร เป็นอะไรที่แย่สุดๆ เห็นพูดกันหนักกันหนาว่าอยากเป็นอมตะ แต่มีเหล้าอยู่ในอาหารทุกมื้อแบบนี้ ตับแข็งตายชัวร์ เฮ้อ...ไม่มีโคล่าเย็นๆบ้างหรือไงนะ??”
“หืมม์...โคล่าหรือ?? เหมือนว่าเราเคยอ่านการ์ตูนที่สอนทำ แต่จะใช้ได้จริงไหมนะ??” หลี่หยางค่อยๆรีดเร้นความคิดของมันออกมา ในคาบนักวิทยาศาสตร์การสรรค์สร้างในสิ่งที่โลกนี้ไม่มีคือผลงานชิ้นเอก ‘เริ่มรู้สึกเหมือนเป็นเซ็นคูในดอกเตอร์สโตนแล้วสิเรา’
คิดได้เช่นนั้น หลี่หยางเด้งตัวลุกจากเตียง “โซดาสามารถสร้างขึ้นเองได้ ผักชี มะนาว น้ำผึ้งและคาราเมล โลกนี้น่าจะมีสมุนไพรที่ให้ความเหมือนคล้ายกับสิ่งเหล่านี้อยู่บ้าง” จากนั้นมันรีบเรียกจิ้นอวี่เข้ามาพบและออกไปยังถนนสายการค้า ใช้เวลา2วันเต็มไปในการเดินทั่วเมืองตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเย็นเพื่อหาวัตถุดิบที่ใกล้เคียง
สำหรับโซดาและคาราเมล หลี่หยางทำได้เองไม่ยาก ส่วนมะนาวและน้ำผึ้งเป็นของที่หาได้ทั่วไป จะมีผักชีที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง ผักชีนั้นมีหลายประเภท หลี่หยางจึงใช้วิธีเลือกวัตถุดิบที่มีกลิ่นและรสชาติใกล้เคียง
เมื่อได้วัตถุดิบครบแล้ว มันได้นำกระดาษขาวมากางออกและลงมือวาดรูปขวดแก้ว พร้อมกำชับย้ำแก่จิ้นอวี่“จำไว้นะ ต้องสร้างให้ใส มองจากภายนอกเห็นภายในอย่างเด่นจัด ส่วนคอขวดให้ยาวกว่าไหสุราที่พวกเจ้าใช้ดื่มกันหน่อย ขนาดของขวดเพียงหนึ่งฝ่ามือก็พอแล้ว”
แม้จิ้นอวี่จะสงสัยในสิ่งที่หลี่หยางทำ แต่ก็ไม่ได้ถามคำใดออกมา มันรีบนำภาพวาดไปสั่งช่างฝีมือในเมืองเหยี่ยชิงให้ทำตามทุกกระเบียดนิ้ว
เริ่มแรกหลี่หยางนำคาราเมลไปเคี้ยวในหม้อไฟอ่อน บดผักชีจนละเอียดครั้นน้ำของมันออกมา จากนั้นบีบมะนาวลงไปและผสมให้เข้ากัน กรองออกมาเฉพาะน้ำ สุดท้ายนำทุกอย่างผสมเข้ากับน้ำโซดาที่เตรียมไว้ หลี่หยางใช้ปลายนิ้วแตะชิมด้วยความหวัง หากแต่สิ่งที่ได้คือรสชาติประหลาดที่ยังห่างไกลจากคำว่าโคล่าอยู่มาก“ในการ์ตูนไม่ได้สอนถึงเรื่องส่วนผสมสินะ”
หนึ่งวันเต็มๆที่หยางหลี่หยางใช้เวลาอยู่ในห้องครัวจนในที่สุดส่วนผสมที่มันลองผิดลองถูกทำให้วัตถุดิบที่เตรียมมา กลั่นออกมาเป็นโคล่าที่เหมือนของจริงราวๆ8ใน10ส่วน “สำเร็จ สูตรของเซ็นคูทำได้จริงๆ” เวลาเดียวกัน จิ้นอวี่นำขวดแก้วที่ถูกสร้างสำเร็จเข้ามาในห้องครัว ทว่าใบหน้าของมันต้องแข็งค้าง เมื่อมองไปยังหลี่หยางที่กำลังยกโคล่าขึ้นดื่ม น้ำเสียงของจิ้นอวี่ตกตะลึงปานหัวใจจะหล่นออกมา“จะ...เจ้า เจ้าดื่มยาพิษ!!! เร็วเข้า รีบคายออกมา เหตุใดเจ้าถึงคิดสั้นเช่นนี้!!!”
หลี่หยางรู้สึกงุนงงที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาแบบนั้น ก่อนจะมองไปที่โคล่าในมือ “เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าพิษ??”
“ท่านไม่ได้ป่วย ไม่จำเป็นต้องกินยา ฉะนั้นน้ำสีดำเช่นนี้จะเป็นอะไรได้อีก??” จิ้นอวี่กล่าวน้ำเสียงร้อนรนตกใจ
“ใจเย็นๆก่อน กว่าข้าจะรอดจากอาการบาดเจ็บมาได้ก็แทบแย่ ทำไมต้องไปคิดสั้นด้วย นี้ไม่ใช่ยาพิษแต่มันเรียกว่าโค...เอ่อ เรียกว่าน้ำหวาน เจ้าใจเย็นและลองชิมดูนะ มันดีกว่าให้ข้าอธิบายทุกๆอย่าง” หลี่หยางยื่นโคล่าในมือให้แก่อีกฝ่าย
พยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าอีกฝ่ายจะยอมนำโคล่าเข้าปาก อึก!!!!ดวงตาของจิ้นอวี่พริ้มพรายหยาดเยิ้ม แม้รสชาติของโคล่าจะผ่านลำคอไปแล้ว แต่จิ้นอวี่ยังคงกลืนน้ำลายลงคอตามไปอีกหลายอึก แม้แต่รสหวานที่ติดอยู่ตามไรฟันและริมฝีปากก็ถูกมันเลียเข้าไปจนหมด
หยางหลี่หยางเห็นเช่นนั้น มันกล่าวออกอย่างไม่เต็มเสียง “ดะ...เดี๋ยวนะ ข้าว่าข้าปรุงน้ำหวานไม่ใช่กัญชา เหตุใดเจ้าถึงทำหน้าตาแบบนั้นกันเล่า??”
“อะ...อร่อย ขอข้ากินอีกได้หรือไม่??”
หยางหลี่หยางพยักหน้าขึ้นลง ตอนนี้มันไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ผลิตขึ้นคือกัญชาหรือโคล่ากันแน่ “ดะ..ได้สิ แต่ตอนนี้มันยังไม่สมบูรณ์เมื่อเสร็จแล้วข้าจะมอบให้เจ้าขวดหนึ่ง”
จากนั้นหลี่หยางรับขวดแก้วมาห้าใบและบรรจุโคล่าลงในขวดอย่างระมัดระวัง สิ่งที่มันบอกว่าขาดอยู่สำหรับโคล่าก็คือความเย็น ตกดึกหยางหลี่หยาง ตรงไปที่บึงเหลียนฮวา จากนั้นมันใช้เชือกยาวมัดที่ปากขวดและจุ่มลงไปในน้ำ อาศัยความเย็นใต้สระแทนตู้เย็น“เท่านี้ก็เรียบร้อย”
ขณะที่หยางหลี่หยางกำลังกลับไปที่ห้องพัก ความมืดที่เงียบสงัดชวนวังเวง หากแต่มีเสียงฝีเท้าเบาๆแว่วเข้าหู หลี่หยางขมวดคิ้วเข้าหากัน “คิดไปเองนา” แต่ยิ่งเร่งฝีเท้าขึ้นมากเท่าไร เสียงฝีเท้ายิ่งย้ำไวตามไปด้วย
หยางหลี่หยางหยุดเท้าและหันตัวกลับ หากเป็นมือสังหาร มันจะร้องตะโกนสุดเสียง ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือจวนตระกูลหยาง ยอดฝีมือมากมายอาศัยอยู่ที่นี่ ฉะนั้นมันจึงมีความกล้าที่จะเผชิญหน้า“ใครกันที่ตามข้ามา!!!”
ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงอึดใจ ผิวสีขาวเปล่งประกายสู้ความมืดยามตรีปรากฏ สตรีในชุดคลุมยาวสีแดง ปักด้วยลวดลายบุปผชาติสีขาวเผยตัวออกมา
“ไห่ถัง เป็นท่านที่ตามข้ามา!!!” หยางหลี่หยางกล่าวด้วยเสียงแข็ง ผู้หญิงคนนี้ทำตัวลึกลับจนมันหวาดระแวงไปหมดแล้ว
หญิงสาวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ท่านออกมาจากห้องพักในยามดึก แถมยังทำตัวลับๆล่อๆที่บึงเหลียนฮวา ข้าจึงเดินตามมาดูเท่านั้นเอง”
“รู้ว่าเป็นข้า แต่ก็ยังตามมา คำพูดของท่านไม่ได้ทำให้ข้าลดความสงสัยลงเลย” หลี่หยางกล่าว
หญิงสาวเค้นเสียงในลำคอพร้อมก้าวเดินประชิดอีกฝ่าย “สงสัย?” น้ำเสียงของไห่ถังค่อยๆอ่อนโอนแต่แฝงด้วยความนัย “ท่านหยางหยางตัวปลอม ท่านที่ออกมาทำตัวลับๆล่อๆกลางดึก ไม่น่าสงสัยมากกว่าสาวใช้ที่อยู่ที่นี่มาสิบปีหรอกหรือ??” สิ้นเสียงกล่าวเรียวนิ้วของหญิงสาวแตะสัมผัสไปที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย
“ทะ...ท่าน ท่านจะทำอะไรข้า??” หลี่หยางกล่าวออกด้วยน้ำเสียงตกใจ
ไห่ถังกล่าวออกขณะใช้สองมือลูบไล้ไปที่เรือนร่างของอีกฝ่าย “พรุ่งนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์และก็เป็นวันเกิดครบรอบ20ปีของท่าน ได้ยินว่าของขวัญครบรอบ20ปีจากปู่ของท่านคือภรรยาแสนงดงาม” กล่าวถึงตรงนี้หญิงสาวโน้มตัวเข้าแนบอิง ริมฝีปากกระซิบกระซาบข้างหู “ข้ากลัวว่า ท่านจะลืมข้า”
หยางหลี่หยางรีบถอยตัวออกห่างก่อนตกอยู่ในมนต์สะกดของแม่มดที่พร้อมด้วยความงามเช่นนาง “ละ..ลืมท่าน!! ข้าไม่ได้เป็นอะไรกับท่านเหตุใดถึงต้องลืมหรือไม่ลืมท่านด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นอีกฝ่าย อมยิ้มออกมาเล็กๆ นางยังคงรุกเข้าใกล้อีกฝ่ายแม้จะถูกถอยห่าง “หรือว่าข้าต้องมอบตัวให้แก่ท่าน ถึงจะทำให้ท่านไม่ลืมได้” สิ้นเสียงเรียวมือของหญิงสาวค่อยๆปัดเสื้อด้านนอกของหลี่หยางให้หลุดออก นางกระซิบเบาๆ “คิดถึงรสมือของข้าหรือไม่??” สิ้นเสียงนางลูบจากแผ่นอกลงไปที่ท้องน้อย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายตัวแข็งเกร็ง นางหัวเราะคิกในลำคอ “ท่านเป็นคนไร้เดียงสาหรือหวังให้ข้าทำอย่างที่พูดกันแน่ละ??” กล่าวถึงตรงนี้หญิงสาวผละตัวทิ้งระยะจากหลี่หยาง“ข้าแค่มาย้ำสัญญา เรื่องงานแต่งของท่านข้าไม่สนใจ แต่วันพรุ่งท่านจะมีอายุครบ20ปี และจะได้เข้าไปสัมผัสโลกมายา อย่าลืมคำสัญญาของเรา มิเช่นนั้น ชีวิตที่แสนสุขสบายในตระกูลหยางจะกลายเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งของท่านเท่านั้น”