บทที่ 24: ค่ำคืนเงียบสงบ
“ยังไงฉันว่ามันเสี่ยงเกินไป” แอริทส่ายหน้า ถึงมันจะเป็ความคิดที่ดีแต่ตัวหลักของแผนเป็ชายหนุ่มที่เป็เป้าหมายของคนร้ายด้วย
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูซีฟก็หมายความว่าพวกเขาพลาดและตระกูลฮามิลตันจะล่มสลายทว่าหากเป็ไปตามที่ชายหนุ่มคาดหมายไว้ พวกเขาก็จะจบคดีได้โดยไม่มีการสูญเสียเพิ่มใดๆ
อีกหนึ่งปัจจัยที่พวกเขาไม่รู้คือจำนวนคนของฝ่ายนั้นและระดับพลังของพวกมันถึงพวกเขาจะมั่นใจในตัวเองขนาดไหนทว่าผู้วิเศษที่ต่อกรด้วยนั้นคือผู้วิเศษที่ใช้วงไสยเวทพิธีกรรมในระดับสิบสองวงเชียวนะ
“ไม่ต้องห่วงผมไปหรอก ผมเป็คนดวงแข็งที่ผ่านมาก็เป็อย่างนั้นนี่นา” ลูซีฟหัวเราะขบขัน ในสถานการณ์อย่างนี้ชายหนุ่มยังหัวเราะได้อยู่อีก
ทำให้พวกเขาหวนนึกไปถึงตอนไปสอบปากคำชายหนุ่มครั้งแรกที่โรงพยาบาลเลย
เป็คนแปลกจริงๆ นั่นแหละ
“ในเมื่อนายมั่นใจอย่างนั้นพวกเราก็จะลองทำตาม” เทจโคเลอร์เลือกที่จะเชื่อชายหนุ่มดูสักครั้ง “ส่วนเื่ติดต่อกับทางตระกูลฮามิลตันเพื่อจ้างคนสำหรับขบวนโฆษณาจะเป็คืนนี้พรุ่งนี้น่าจะจ้างได้เลย”
“ดี เริ่มได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” ลูซีฟพยักหน้า
“งั้นฉันขอเสนอตัวเองในการเฝ้าสังเกตการณ์คุณมิสเตอร์ฮิลเกรม”
“ฮะ?” เขาหันไปมองโจเซลีนที่เสนอตัวขึ้นมา “สังเกตการณ์อะไรครับหมายถึงหลังจากนี้เหรอ?”
“ไม่ใช่ ในตอนที่คุณไปเดินที่ถนนมารี ฉันจะจับตาดูคุณเองเพื่อให้คุณปลอดภัย”
“ขอบคุณมาดามเคท แต่การจับจ้องเป็พิเศษจะค่อนข้างมีพิรุธ...ไม่สิ ก็มีวิธีอยู่นี่นา” ลูซีฟหัวเราะคิกคัก ราวกับพูดเื่ตลก “ใส่เสื้อผ้าสีสดใสแปลกๆก็น่าจะเข้าท่า ใช่ เสื้อผ้าสดใสดึงสายตาได้ดีที่สุดมันจะไม่น่าประหลาดใจที่มีคนหันมามองบ่อยๆ”
ในยุคนี้สุภาพบุรุษทั่วไปชอบใส่เสื้อโค้ทหรือสูทสีเข้ม ถ้าเขาแหวกแนวใส่สีสดใสก็จะเด่นสุดในย่านนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
“คุณกล้าใส่เหรอ?” ดูรว์ถามพลางคิ้วกระตุกเมื่อนึกถึงชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดสีสดใสราวกับตัวตลก...
มันดูเป็อะไรที่ขายหน้าไม่น้อยเลยนะ
“ทำไมจะไม่กล้า เสื้อผ้าเปื้อนเืตอนนี้ผมยังใส่อยู่เลย”นั่งมาหลายชั่วโมงโดยที่เสื้อผ้ายังไม่ถูกเปลี่ยนนอกจากเสื้อคลุมที่ได้มาจากลินดาแล้วก็ไม่มีตัวอื่น
“แค่ก! นั่นก็จริง” เทจหันหน้าหนีอย่างเก้อเขินตัวเขาเองก็ลืมไปว่าอีกฝ่ายาเ็อยู่
ก็เห็นท่าทางสบายดี หยิบจับสิ่งของได้คล่องมือไม่มีสะดุดก็พลอยทำให้คนอื่นเผลอลืมสิ่งที่เกิดกับเขาไปอย่างง่ายดาย
เขาควรใส่ใจบุคลากรใหม่มากกว่านี้สินะ
ลูซีฟไหวไหล่อย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ด้วยความคิดคนสมัยใหม่เสื้อผ้าพวกนี้ไม่ได้ทำให้ผิวหน้าที่ทั้งด้านทั้งทนทานของเขาเป็ริ้วรอยสักนิดใส่แค่กางเกงตัวเดียวเดินชายหาดยังทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับแค่ใส่เสื้อสีสดใส
แต่ตอนนี้ให้ใส่กางเกงตัวเดียวเดินกลางชุมชนก็ไม่ไหว ยังไม่อยากเป็ข่าวอนาจารขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น
ไม่อายแต่ไม่อยากดังในทางไม่ดี เข้าใจไหม?
“งั้นให้คนเตรียมชุดสีสดใสให้ผมด้วยก็แล้วกันส่วนรายละเอียดคุ้มกันยกให้พวกคุณวางแผนกันด้วยตัวเอง เื่นี้ผมไม่รู้จะดีกว่าหากเกิดถูกควบคุมจนเผลอเปิดเผยความลับออกไปอย่างน้อยพวกมันก็ไม่รู้ในส่วนของพวกคุณมากนัก”
“วางใจเถอะ เราจะวางกำลังอย่างรัดกุม”
“อ้อ เหมือนเพิ่งนึกได้อีกเื่ ถนนมารีเหมือนจะมีร้านขายผ้าด้วยผมแนะนำให้สังเกตร้านขายผ้าเป็พิเศษนะครับ โดยเฉพาะร้านผ้าไหมและผ้าขนสัตว์”
“ทำไมถึงเป็ร้านขายผ้า”
“เป็แค่การคาดเดาน่ะ” คาดเดาจากข่าวหนังสือพิมพ์กับคอลัมน์โฆษณาแสนประหลาดนั่นลูซีฟลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน “ถ้ายังไงผมขอตัวไปอยู่กับน้องชายก่อนนะ อ้ออีกเื่หนึ่งรบกวนเตรียมชุดให้ผมกับน้องชายด้วยนะครับพวกเราสองคนคงกลับไปที่บ้านไม่ได้แล้วในตอนนี้”
ถ้ากลับไปบ้านตอนนี้แผนที่วางไว้วันนี้คงพังพินาศหมดฉะนั้นแล้วให้คนอื่นจัดการให้หมดดีกว่า ส่วนเขาก็ค้างคืนที่บริษัททิวลิปไปเลยน่าจะปลอดภัยกว่าที่อื่น
“ผมจะให้ลินดาจัดเตรียมให้” เทจพยักหน้ารับ “ผมมีชุดสำรองไว้ที่บริษัทดูขนาดตัวของคุณคงใส่ได้พอดี ส่วนของน้องชายใส่ชุดของแคช”
“พวกคุณมีชุดสำรองที่นี่ด้วยเหรอ” ลูซีฟเลิกคิ้วมอง
“งานภาคสนามมักมีเหตุให้ชุดเปื้อนเสมอ พวกเราจึงมีไว้เปลี่ยนฉุกเฉินถือเป็เื่ปกติที่สำคัญค่าชุดเบิกได้ครับ” ดูรว์ยกนิ้วโป้งให้เขาเป็เชิงการันตีสวัสดิการอันยอดเยี่ยมของหน่วย
ลูซีฟมุมปากกระตุกแล้วส่ายหน้าไปมา รู้สึกเข้าใจถึงระบบภายในของหน่วยนี้มากขึ้นอีกขั้น
เหมือนระบบข้าราชการ มีงบกลางที่สามารถเบิกใช้ได้อย่างอิสระแม้แต่เื่เล็กน้อยอย่างเสื้อผ้าเปื้อนก็ยังหาเื่เบิก เริ่มอยากเห็นบันทึกรายจ่ายของหน่วยนี้ขึ้นมาเสียแล้วสิ
สำหรับเื่เสื้อผ้าลินดาและหญิงสาวอีกสองคนเป็ผู้จัดเตรียมให้พวกเธอเป็ผู้ที่ทำงานในสำนักงานนักสืบที่ทำงานใน่เวลาหลังเลิกเรียนแต่ไม่ได้เป็ผู้วิเศษ เนื่องจากคะแนนคุณูปการไม่เพียงพอและอีกเหตุผลคือไม่ได้อยากเป็ผู้วิเศษ
ลินดานั้นทำงานกับหน่วยด้วยความตั้งใจสนับสนุนแต่เธอไม่ได้เป็ผู้วิเศษทำงานมาเจ็ดปีแล้ว อีกทั้งยังอายุเข้าเลขสามแล้วด้วยแต่ใบหน้าละอ่อนนั่นทำให้ลูซีฟและมาร์ชคิดว่าเธอเพิ่งจะยี่สิบกลางๆ
ในส่วนของห้องพัก พวกเขาใช้ห้องพักในบริษัททิวลิปเหมันต์อย่างน้อยมันก็หลบสายตาของผู้วิเศษคนอื่นด้วยการป้องกันจากวัตถุวิเศษที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพิธีกรรมซึ่งพอวางใจได้บ้างเมื่อวัตถุนั้นได้รับการยืนยันจากแซมว่ามันสร้างโดยผู้วิเศษระดับเก้าถือว่าเป็ระดับสูงที่สุดในตอนนี้ คนที่จะฝ่าเข้ามาได้ก็มีแต่ระดับสูงกว่าเท่านั้น
เมื่อเหลือกันอยู่สองพี่น้องภายในห้องพักเล็กๆ มาร์ชที่เงียบขรึมมาตลอดั้แ่ตอนนี้ก็เข้ามากอดพี่ชายไว้แน่นไม่พูดไม่จาลูซีฟถอนหายใจแ่เบาแล้วลูบหลังปลอบประโลม
“ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเถอะ พี่อยู่ที่นี่แล้ว” ตอนมาร์ชอยู่กับแคชเขาเห็นเด็กหนุ่มกลั้นน้ำตาจนตาแดงก่ำน่าสงสารมาก
เด็กเพิ่งอายุสิบหกเท่านั้น จิตใจที่ยังไม่เติบโตคงรับเื่หนักหนาไม่ไหวเขากลัวว่ามาร์ชจะอดกลั้นไว้มากเกินไปแล้วจิตใจพังทลายและปิดกั้นตัวเอง
การดูแลที่ยากและบรรเทาได้ยากที่สุดก็คือจิตใจของมนุษย์
“พี่...”
“ครับ?”
“พี่จะไม่ออกไปเสี่ยงอันตรายได้ไหม”
“หืม... ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ” ลูซีฟเลิกคิ้วมีใครไปบอกน้องชายว่าเขาจะออกไปเป็เหยื่อล่อหรือเปล่า แคช กลาดี้งั้นเหรอ?
“เพราะเกิดเื่กับพ่อ...เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือพี่ใช่ไหม”
“ใช่” เขาตอบไปตามตรงไม่คิดโกหก เื่แบบนี้ยังไงก็ปิดไม่ได้“แต่วางใจเถอะ ไม่อันตรายหรอกครั้งนี้มีคนคุ้มกันเยอะกว่าคราวของพ่อมาก”
“ไม่มีทางที่จะไม่อันตราย!” มาร์ชผละออกจากเขาแล้วไม่ยอมมองหน้าเขากัดริมฝีปากจนห้อเื ท่าทางไม่ยินยอม
“มันไม่อันตรายมาร์ช อย่างมากก็แค่เป็แผลนิดหน่อยเดี๋ยวก็หายเหมือนแผลที่หลังพี่นี่ไง”
“จริงสิ แผล!” น้องชายหันขวับมามองทันที ดูท่าจะเพิ่งนึกได้ว่าพี่ชายาเ็
ลูซีฟอยากจะมองค้อนเสียจริง วันนี้มีหลายคนแล้วที่ลืมว่าเขามีาแทั้งที่มือก็พันผ้าพันแผลอยู่ชัดๆ เสื้อเชิ้ตขาวก็บางพอที่จะเห็นผ้าพันแผลที่ตัวด้วยกลิ่นเืบนตัวอาจจะจางไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังลืมอยู่ดี
หรือเพราะเขาไม่แสดงอาการว่าเ็ปกันแน่นะ?
แต่มันไม่เจ็บนี่นา ทำไงได้
“ทำแผลเรียบร้อยนานแล้วล่ะ ตอนนี้ไม่เจ็บไปแล้ว” ลูซีฟกล่าวพร้อมรอยยิ้มก่อนจะลูบหัวมาร์ชที่นั่งทำหน้าสำนึกผิด
“ผมขอโทษครับ”
“ขอโทษอะไร นายไม่ได้ทำผิดอะไรซะหน่อย”
“แต่พี่... ทั้งที่ต้องเจ็บตัวและเสี่ยงอันตรายขนาดนี้แต่ผมกลับ... กลับทำอะไรให้ไม่ได้เลย ขอโทษครับ... ผม...”
“นายยังเป็แค่เด็กเท่านั้นมาร์ชจะมีอะไรที่ทำไม่ได้บ้างก็ไม่แปลกหรอก ไม่ต้องเสียใจ พี่ไม่เคยโทษนายเลย ที่พี่้ามีแค่ให้นายกินอิ่มนอนหลับสบายและมีความสุขเท่านั้น”
“แต่...”
“เอาล่ะ พักผ่อนดีกว่านะวันนี้เจอเื่หนักมาพอแล้ว”ลูซีฟหัวเราะเบาๆ ก่อนจะดึงน้องชายให้นอนลงบนเตียง เพราะเป็ห้องพักชั่วคราวภายในห้องจึงเป็เตียงเดียวขนาดสามฟุตครึ่งเท่านั้น นอนได้คนเดียวส่วนอีกคนนอนพื้น
ซึ่งพี่ชายเป็คนเสียสละนอนพื้นเอง
“พี่คงไม่แอบออกไปตอนผมหลับใช่ไหม” มาร์ชถามก่อนจะจับมือพี่ชายไว้แน่นลูซีฟยิ้มกว้างหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
โธ่ เด็กน้อยเอ๊ย
“ไม่แอบไปหรอก ถ้าจะไปพี่สัญญาว่าจะปลุกนายก่อน”
“อืม...”
“กินอาหารเช้าด้วยกันสักมื้อก่อนไปด้วยดีไหม?”
“ดี!” มาร์ชพยักหน้า “แล้วพรุ่งนี้จะไม่ออกไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวแน่นะครับ”
“แน่นอน ถ้าเกิดมีอันตรายพี่จะถีบพวกตำรวจออกไปรับหน้าก่อนตัวเองแน่นอนนายไม่ต้องเป็ห่วงพี่ ห่วงคนที่ไปกับพี่ดีกว่า”
“...” เด็กหนุ่มมีสีหน้าอ่อนใจและพูดไม่ออกกับคำพูดเชิงหยอกล้อของพี่ชายมันทำให้เขานึกห่วงตำรวจที่ไปกับลูซีฟขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
แต่คำพูดนี่ก็ทำให้มาร์ชสบายใจขึ้นมาจริงๆ เพียงไม่นานเขาก็หลับไป
ลูซีฟจัดท่านอนให้ตัวเองก่อนจะหลับตาลงอย่างไร้การระวังตัววันนี้เหนื่อยกว่าปกติมาก เขาจึงหลับไปโดยไม่ได้เข้าสู่จิตใต้สำนึกเหมือนทุกที
ที่ยอดอาคารสูงตรงข้ามบริษัทรักษาความปลอดภัยทิวลิปเหมันต์มีร่างเล็กในชุดคลุมสีดำสนิทยืนมองอย่างเงียบเชียบท้องฟ้ายามรัตติกันสีแสงจันทร์เสี้ยวสีนวลตาและดวงตานับล้านทอแสงระยับจับตา ทว่าไม่มีผู้มีพลังพิเศษใดรับรู้ถึงการมาถึงของเธอดวงตาภายใต้ผ้าคลุมเป็สีอำพันแวววาว
ม่านพลังที่ป้องกันออร่าอื่นเข้าไปภายในบริษัททิวลิปเหมันต์ในดวงตาสีอำพันนั้นมันช่างบอบบาง เพียงแค่เอานิ้วจิ้มเบาๆ ก็แตกสลายเป็ฝุ่นไปแล้ว
แต่เธอไม่คิดจะทำ เพราะการมาเยือนที่นี่มีจุดประสงค์เดียวคือการเฝ้ามอง
เฝ้ามองลูซีฟ ฮิลเกรมคนนั้น
ั้แ่เฝ้ามองมาก็ไม่เห็นความผิดปกติใดจากตัวเขาแม้แต่น้อยสีของออร่าก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา ไม่มีส่วนใดพิเศษเลยแท้ๆ แต่ทำไม...
ทำไมเธอถึงรู้สึกติดในสงสัยเกี่ยวกับเขานัก?
หรือเขาจะเป็ ‘คนที่สิบสอง’
“ดูเหมือนจะมีการติดต่อกับตระกูลฮามิลตันในคืนนี้ด้วยเป็จุดประสงค์ของเขาหรือเปล่านะ” เธอกล่าวเบาๆ กับตัวเองก่อนสายตาก็สังเกตเห็นบางสิ่ง “เอ๊ะ!?”
อยู่ๆ บานหน้าต่างห้องลูซีฟก็เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มที่เธอจับตามองกำลังจะยื่นหน้าออกมามองข้างนอก
แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองที่ยอดตึกกลับไม่พบเห็นใครหรือสิ่งใดชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น ั์ตาสีอำพันดูเ็า รอยยิ้มเย้ยหยันจางๆ ปรากฏ
“อย่างที่คิด เมืองนี้มี ‘ไดมอนด์’ อยู่มากกว่าหนึ่ง คงต้องบอกลูซให้ระวังตัวมากกว่านี้”แซมที่ใช้ร่างกายของลูซีฟอยู่ในเวลานี้พูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะปิดหน้าต่างกลับเข้ามาอย่างเบามือ
คลิก...
เสียงเข้มนาฬิกาขยับดังภายในห้อง เป็เสียงสะท้อนที่ดังเป็พิเศษแต่กลับไม่ได้ปลุกใครขึ้นจากนิทราแซมกลับมานอนที่เดิมก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมอันยุ่งเหยิงของตนเอง
“ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใครกัน แต่จากรูปร่างเป็ผู้หญิงแน่ๆ”
คลิก...
“ถึงแม้จะไม่มีจิตสังหารแผ่ออกมาแต่ยังไงก็ต้องระวังไว้ก่อน ส่วนฉันเองตอนปรากฏตัวก็ต้องป้องกันให้ดีกว่านี้...โดยเฉพาะสีตาที่โดดเด่นเกินไป”
แซมลูบดวงตาเบาๆ สีตาก็กลายเป็สีน้ำตาลเข้มชั่วครู่หนึ่งซึ่งเขาตั้งใจให้ไม่เหมือนกับสีเดิมของลูซีฟ เสียงเข็มนาฬิกายังคงดัง
คลิก...
จนกระทั่งเปลือกตาปิดลงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอแล้วเสียงพูดและเสียงนาฬิกาก็หายไปเหลือเพียงความเงียบสงัดอันสงบสุขเท่านั้น
เป็ความสงบก่อนพายุ...
ลูซีฟในชุดเสื้อเชิดสีดำโบว์หูกระต่ายสีน้ำเงิน เสื้อกั๊กสีส้มสดและกางเกงสีส้มสด ราวกับชุดนักแสดงในคณะละครสัตว์ยืนสำรวจเครื่องแต่งกายตัวเองด้วยความสนใจไม่ได้สนใจสายตาของน้องชายและคนรอบข้างที่มองเขาหลายๆ รอบอย่างควบคุมไม่ได้
กระทั่งทำให้น้องชายที่นึกเป็ห่วงตลอดทั้งเช้ายังรู้สึกว่าความเป็ห่วงของเขาช่างเสียเปล่า
ด้วยชุดที่โดดเด่นจับตาขนาดนี้ผู้คนต้องพุ่งสายตามาที่เขาแน่ๆ หากจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นคนร้ายคงไม่คิดจะเล่นงานคนสะดุดตาขนาดนี้หรอกเพราะจะถูกจับได้ในทันที
ยกเว้นว่าจะเป็คนโง่หรือคนเสียสติ
“เป็ยังไงบ้างครับ ชุดพอดีไหม”จอร์นเอ่ยถามหลังจากพยายามเกร็งสีหน้ากลั้นหัวเราะอยู่นาน แต่เหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไหร่มุมปากของเขากระตุกเป็ระยะอย่างน่าเกลียด
ลูซีฟผู้เรียกร้องชุดสดใสพยักหน้า “ถึงจะหลวมไปหน่อยแต่ก็โอเคครับเคลื่อนไหวได้สะดวก”
“เอ่อ... คุณลูซีฟไม่รู้สึกอะไรเลยหลังใส่ชุดนี้เหรอครับ”แคชเอ่ยถาม ชุดนี้สีสันแสบตามาก มันไม่ใช่ชุดที่สมควรจะใส่เดินทั่วไปเลยจริงๆ นะ
“ก็ไม่รู้สึกอะไรนี่ครับอีกอย่างความโดดเด่นของชุดก็เหมาะสมดี หรือคุณรู้สึกว่าแปลก?”
ใช่ แปลกมาก!
พวกเขาอยากพยักหน้าแล้วบอกชายหนุ่มแบบนั้นเหลือเกินแต่พอเห็นสีหน้าเฉยชาของเขาแล้วก็ได้แต่กลืนคำพูดลงคอ ในเมื่อคนใส่ไม่รู้สึกว่าเป็ปัญหาพวกเขาก็จะไม่พูดให้เป็ปัญหาแก่คนใส่
เทจกระแอมไอเรียกความสนใจจากทุกคนพลางกล่าวอย่างจริงจัง
“อะแฮ่ม! ทางเราได้หาคนสำหรับแผนการไว้แล้วเรามาพูดคุยทบทวนแผนการกันอีกรอบก่อนจะเริ่มปฏิบัติการณ์กันเถอะ”