แต่กระดากปากที่จะเอ่ยจึงรอให้นางเป็นฝ่ายพูดก่อน
นางรู้ดีว่าอู๋ชางไห่เป็นคนขี้อายและเก็บความรู้สึกนางก็เลยเอ่ยปากออกไปจริงๆ
ใครเล่าจะคิดว่าผู้อื่นจะมีอาชีพที่ใครหลายคนต้องอิจฉา
ตอนนี้มานึกดูแล้วเขาคงแค่อยากตอบแทนที่นางเคยช่วยชีวิตมารดาเขา และช่วยพูดให้กับพวกเขาที่จวนสกุลชวีเท่านั้นกระมัง
ส่วนนางกลับคิดว่าตนเองเป็นแม่พระเป็นพระโพธิสัตว์ที่กำลังทำบุญทำทาน
ช่างน่าอดสูเหลือเกิน!
แต่ไม่ว่าหมิงเป่าจูจะพูดอย่างไรอู๋ชางไห่ก็ยังยืนกรานจะมาช่วย
นางทำได้เพียงถอนหายใจจากนั้นก็ยอมรับด้วยความยินดี!
หลี่ไหวฺอวี้เพิ่งก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาก็เห็นคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน อู๋ซิ่วไฉแย้มยิ้มอ่อนโยน ส่วนหมิงเป่าจูก็หน้าแดงขัดเขิน
“กลางวันแสกๆ เช่นนี้จะพลอดรักกันก็หัดดูสถานที่เสียบ้าง ไม่เห็นหรือว่าคนป่วยไม่กล้าเข้ามากันแล้ว” หลี่ไหวฺอวี้กำลังเลือดขึ้นหน้าพูดจาโดยไม่ทันไตร่ตรอง
“สหายไหวฺอวี้ โปรดระวังคำพูดด้วยข้าเป็นบุรุษหนังหน้ายังพอหนาหน่อย แต่ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังสร้างความอัปยศอดสูให้เป่าจู!”
อู๋ชางไห่จ้องมองด้วยสายตาโกรธกริ้วดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมา ไม่ปิดบังความรู้สึกที่ต้องการปกป้องหมิงเป่าจูแม้แต่น้อย
“หมิงเป่าจู ข้า…”
หลี่ไหวฺอวี้รู้สึกเสียใจอย่างมากถึงขั้นลนลานไปชั่วขณะ เขากลายเป็นคนขาดความยับยั้งชั่งใจเช่นนี้ไปได้อย่างไร
เกียรติของสตรีนั้นสำคัญยิ่งพูดเช่นนี้ออกมาต่อหน้าผู้คน ต่างอะไรกับการกล่าวหาว่าหมิงเป่าจูไร้ยางอาย หัวร่อต่อกระซิกยั่วยวนบุรุษ!
ทว่าคนทั้งสองกลับคิดผิดถนัด
หมิงเป่าจูเพียงแค่เลิกคิ้วอย่างงุนงงใบหน้าปราศจากความเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังยิ้มได้ด้วยซ้ำ
“พวกท่านทะเลาะอะไรกันข้าไม่เป็นไรสักหน่อย” น้ำเสียงยังเจือไปด้วยความปรารถนาดี มิได้ถือสาแม้แต่ส่วนเสี้ยว
คำพูดของหลี่ไหวฺอวี้รุนแรงมากสำหรับสตรีในยุคนี้หากเป็นผู้อื่นได้ยิน คงอับอายจนอยากตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่หมิงเป่าจูในฐานะสตรีที่เติบโตมาในยุคปัจจุบันนางไม่มีความคิดเช่นนี้เลย พอได้ยินก็คิดว่าหลี่ไหวฺอวี้แค่พูดล้อเล่นเท่านั้น
“เป่าจู เจ้า...”อู๋ชางไห่มองนางด้วยสีหน้าเวทนา “เจ้าไม่ต้องฝืนทนก็ได้”
ช่างเป็นสตรีที่ใจกว้างและรู้จักเห็นแก่ส่วนรวมแม้จะถูกดูหมิ่น แต่สิ่งแรกที่นางนึกถึงคือการปลอบโยนพวกเขาทั้งสอง
หากหมิงเป่าจูล่วงรู้ความคิดนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีท่าทีตอบสนองเช่นไร คาดว่าคงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เพราะนางมิได้ฝืนทนเลยจริงๆ
เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่อินังขังขอบนางจึงทำได้เพียงยิ้มกว้างขึ้นเท่านั้น
ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะไปยั่วโมโหอีกคนหนึ่งเข้า
“หมิงเป่าจู เจ้ายังมีความรู้สึกบ้างหรือไม่!”
หลี่ไหวฺอวี้เห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหมิงเป่าจูเขาก็หน้าถอดสี ฝากคำพูดทิ้งไว้แล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป
นางเป็นคนใจกว้างอย่างแท้จริงหรือไม่เคยสนใจไยดีเขาสักนิดกันแน่ แม้แต่ถูกเขาต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงถึงเพียงนี้ก็ยังไร้การตอบสนองใดๆ
หมิงเป่าจูมองตามเงาร่างที่หายลับไปทางหลังม่านอย่างอึ้งงัน
ไม่คาดคิดเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้นางไม่โกรธก็ดีแค่ไหนแล้ว
เหตุไฉนคนผู้นี้บทจะหน้าง้ำก็หน้าง้ำขึ้นมาเฉยๆเลยเล่า อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าสตรีเสียอีก
หมิงเป่าจูหันไปมองอู๋ชางไห่“เขาเป็นอะไรไปหรือ”
หรือนางพูดอะไรผิดไป
อู๋ชางไห่มองสีหน้าฉงนของหมิงเป่าจูโดยไม่พูดอะไร
เดิมทีเขาคิดว่าทั้งสองคนเป็นเพียงพี่น้องกันแต่สองสามวันมานี้ เขากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าระหว่างทั้งคู่มีบรรยากาศที่แตกต่างจากคนอื่นๆ
บัดนี้ได้เห็นหลี่ไหวฺอวี้อึดอัดคับข้องในความใจกว้างของหมิงเป่าจูยิ่งตระหนักถึงความสัมพันธ์นี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายผุดขึ้นในใจเขาไม่คิดจะอธิบายเหตุผลที่หลี่ไหวฺอวี้โกรธให้หมิงเป่าจูฟัง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเถิด
ดังนั้น หมิงเป่าจูจึงเห็นอู๋ชางไห่ส่ายหน้า
เฮ้อ นางแค่ถามไปอย่างนั้นเองไม่ได้หวังว่าจะได้รับคำตอบจากปมไม้อวี๋[1]ผู้นี้แม้แต่น้อย
นานแสนนานหลังจากนั้นเมื่อหมิงเป่าจูย้อนรำลึกมาถึงตอนนี้ นางถึงตระหนักได้ว่า คนที่เป็นปมไม้อวี๋แท้จริงแล้วคือตนเองต่างหาก
“ไม่มีคนไข้หรือเหตุใดจึงมาได้” จงต้าเหนียงถามขึ้นพลางกรองกากยา
“ช่วงเช้าตรวจคนไข้ไปสามคนข้าให้เป่าอวี้ช่วยดูอยู่ข้างหน้า หากมีคนค่อยมาตามเจ้าค่ะ”
หมิงเป่าจูหยิบไม้บดและโกร่งบดยาขึ้นมาวันนี้คนไข้น้อย ฉวยโอกาสช่วงที่ว่างอยู่มาช่วยงานดีกว่า
“แม้แต่คนซื้ออวี้หรงเกาก็ไม่มีหรือ”จงต้าเหนียงถามอย่างสงสัย
ปกติเวลานี้น่าจะมีคนมาต่อแถวยาวเหยียดแล้วเมื่อวานก็เป็นเช่นนี้ เหตุไฉนวันนี้ถึงไม่ค่อยมีคน
“ใครให้อวี้หรงเกาที่ท่านป้าทำออกมาทั้งเยอะทั้งดีเองเล่า ใครจะใช้หมดในคราเดียว” หมิงเป่าจูพูดพลางยิ้ม
เมืองในยุคนี้ไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เมืองเล็กๆ ก็มีประชากรหลายหมื่นคนแล้ว เมืองใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หลายแสนคนก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป
แต่เมืองในยุคสมัยนี้อย่างมากก็ไม่เกินห้าพันคน อำเภอติ้งเหลียงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีประชากรราวๆ สามพันกว่าคนเท่านั้น
ในจำนวนนี้ จำนวนสตรียิ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเสียอีก
ผู้ที่สามารถมาซื้อสีผึ้งบำรุงผิวของพวกนางได้ล้วนมีจำนวนจำกัด แม้ทุกคนจะซื้อไปคนละกระปุก ก็ต้องมีช่วงเวลาที่ขายไม่ได้บ้างอยู่ดีอย่างน้อยก็ต้องเว้นไปหนึ่งเดือนถึงจะกลับมาซื้อใหม่
“ดูสิ เป่าจูของพวกเราปากหวานที่สุดรู้จักพูดเอาใจคนจริงๆ!”
จงต้าเหนียงพูดพลางใช้ศอกกระทุ้งลุงกู้ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบๆ
“ตาเฒ่าอย่างเจ้าไม่รู้จักชมข้าสักสองคำ!”
ลุงกู้ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับตนเองด้วยรีบพยักหน้า “เจ้าทำได้ดี ทำได้ดี!”
“ต้องให้ท่านชมด้วยหรือ”จงต้าเหนียงยอกย้อนอย่างไม่เกรงใจ
หมิงเป่าจูได้แต่ยิ้มจงต้าเหนียงปากแข็งก็จริง แต่เห็นได้ชัดว่านางดีใจมากที่ได้รับคำชมจากคนพูดไม่เก่งเช่นท่านลุงกู้
มองดูคนทั้งสองรักกันหวานชื่นหัวใจก็พลอยสงบสุขไปด้วย
อย่างไรก็ตาม คำถามของจงต้าเหนียงทำให้นางตระหนักได้ว่าหากขายแต่อวี้หรงเกาบ่อยเกินไปสักวันหนึ่งผู้คนจะเริ่มเบื่อหน่าย และรู้สึกไม่แปลกใหม่อีกต่อไป
นางต้องเปลี่ยนกลยุทธ์
“ท่านป้าเจ้าคะ ต่อไปไม่ต้องทำครีมบำรุงผิวทุกวันแล้วข้าจะสอนท่านทำอย่างอื่น” หมิงเป่าจูกล่าว
“เพราะเหตุใดเล่าไยไม่ขายแล้ว” จงต้าเหนียงรู้สึกงุนงง
ของดี ซ้ำยังทำเงินได้มากมายเหตุใดจึงไม่ขายต่อเล่า
“มิใช่ไม่ขาย แต่เปลี่ยนเป็นขายเจ็ดวันครั้งวันปกติ ก็ขายอย่างอื่นบ้าง เพื่อรักษาความรู้สึกแปลกใหม่เอาไว้” พูดจบก็เร่งทำงานในมือต่อ
“ท่านป้า ทำหม้อนี้เสร็จแล้วพักก่อนเถิดพวกเรามาทำอย่างอื่นกัน”
แม้จงต้าเหนียงจะยังไม่ค่อยเข้าใจนักแต่นางรู้ดีว่าหมิงเป่าจูต้องมีเหตุผลเป็นแน่ จึงเร่งมือทำงานในส่วนของตนเองให้เสร็จเร็วขึ้น
หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นบรรจุใส่ขวดปิดผนึกเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็เริ่มต้นขั้นตอนใหม่
ขั้นตอนโดยรวมยังคงเหมือนเดิมเพียงแต่สมุนไพรที่เติมลงไปนั้นแตกต่างกัน
อย่างหนึ่งยังคงเป็นสีผึ้งบำรุงผิวหน้าแต่แตกต่างจากอวี้หรงเกาตรงที่อวี้หรงเกาเน้นเรื่องผิวขาวกระจ่างใส
ส่วนสีผึ้งชนิดใหม่นี้ได้เพิ่มสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตล้างพิษ และขับพิษร้อน กำจัดสิว และปรับสีผิวได้เป็นอย่างดี
อีกอย่างหนึ่งคือน้ำมันใส่ผมใช้สำหรับบำรุงเส้นผม เติมหลิงหลิงเซียง[2]ดอกเหมยกุย[3]เหอโส่วอู[4]ถานเซียง[5]ผิวเปลือกส้ม กานเฉ่า ติงเซียง และสมุนไพรอื่นๆ ที่ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ป้องกันผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ
ดังนั้น ทั้งสามคนจึงทำงานได้รวดเร็วไม่นานนักผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งสองชนิดก็เสร็จสิ้น บรรจุใส่โถกระเบื้องแล้วปิดผนึกอย่างดี
“พี่หญิง มีคนมาแล้วขอรับ!”ขณะเพิ่งปิดฝาโถกระเบื้องเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเป่าอวี้ร้องเรียก
“ไปเถิด” จงต้าเหนียงกล่าว
หมิงเป่าจูพยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องโถงด้านหน้า
เดิมทีนางคิดว่าเป็นคนป่วยแต่ใครจะคิดว่ากลับเป็นเสี่ยวเตี๋ย
[1] ปมไม้อวี๋(榆木疙瘩) ก็คือส่วนรากของต้นเอล์มที่ขมวดเป็นปมมีความแข็งอย่างยิ่ง จึงใช้เป็นคำด่าคนที่โง่เขลา ไม่รู้จักพลิกแพลง หรือดื้อรั้น คร่ำครึก็ได้
[2] หลิงหลิงเซียง(零陵香) หรือถั่วตองกามีลักษณะเป็นเมล็ดสีดำ มีกลิ่นหอมหวานคล้ายอัลมอนด์ผสมวานิลา
[3] ดอกเหมยกุย(玫瑰花) หมายถึง ดอกกุหลาบ
[4] เหอโส่วอู (何首乌)ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า RadixPolygoni Multiflori (Preparata)รสฝาด-หวาน ฤทธิ์อุ่นเล็กน้อยออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของตับและไต บำรุงสารจำเป็น “จิง” บำรุงเลือดเสริมการทำงานของระบบกักเก็บของไต ทำให้ผมดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย
[5] ถานเซียง(檀香) หรือไม้จันทน์ขาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalumalbum L. น้ำมันที่กลั่นจากไม้แก่นจันทน์ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง รักษาสิวแก้บิดมีตัว โกโนเรียและอื่นๆ ในตำรับยาแผนโบราณของจีนใช้น้ำมันจากแก่นจันทน์เป็นยาระงับประสาทที่ดีเยี่ยม