สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 6 บทที่ 163 ปมไม้อวี๋

            แต่กระดากปากที่จะเอ่ยจึงรอให้นางเป็นฝ่ายพูดก่อน

            นางรู้ดีว่าอู๋ชางไห่เป็นคนขี้อายและเก็บความรู้สึกนางก็เลยเอ่ยปากออกไปจริงๆ

            ใครเล่าจะคิดว่าผู้อื่นจะมีอาชีพที่ใครหลายคนต้องอิจฉา

            ตอนนี้มานึกดูแล้วเขาคงแค่อยากตอบแทนที่นางเคยช่วยชีวิตมารดาเขา และช่วยพูดให้กับพวกเขาที่จวนสกุลชวีเท่านั้นกระมัง

            ส่วนนางกลับคิดว่าตนเองเป็นแม่พระเป็นพระโพธิสัตว์ที่กำลังทำบุญทำทาน

            ช่างน่าอดสูเหลือเกิน!

            แต่ไม่ว่าหมิงเป่าจูจะพูดอย่างไรอู๋ชางไห่ก็ยังยืนกรานจะมาช่วย

            นางทำได้เพียงถอนหายใจจากนั้นก็ยอมรับด้วยความยินดี!

            หลี่ไหวฺอวี้เพิ่งก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาก็เห็นคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน อู๋ซิ่วไฉแย้มยิ้มอ่อนโยน ส่วนหมิงเป่าจูก็หน้าแดงขัดเขิน

            “กลางวันแสกๆ เช่นนี้จะพลอดรักกันก็หัดดูสถานที่เสียบ้าง ไม่เห็นหรือว่าคนป่วยไม่กล้าเข้ามากันแล้ว” หลี่ไหวฺอวี้กำลังเลือดขึ้นหน้าพูดจาโดยไม่ทันไตร่ตรอง

            “สหายไหวฺอวี้ โปรดระวังคำพูดด้วยข้าเป็นบุรุษหนังหน้ายังพอหนาหน่อย แต่ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังสร้างความอัปยศอดสูให้เป่าจู!”

            อู๋ชางไห่จ้องมองด้วยสายตาโกรธกริ้วดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมา ไม่ปิดบังความรู้สึกที่ต้องการปกป้องหมิงเป่าจูแม้แต่น้อย

            “หมิงเป่าจู ข้า…”

            หลี่ไหวฺอวี้รู้สึกเสียใจอย่างมากถึงขั้นลนลานไปชั่วขณะ เขากลายเป็นคนขาดความยับยั้งชั่งใจเช่นนี้ไปได้อย่างไร

            เกียรติของสตรีนั้นสำคัญยิ่งพูดเช่นนี้ออกมาต่อหน้าผู้คน ต่างอะไรกับการกล่าวหาว่าหมิงเป่าจูไร้ยางอาย หัวร่อต่อกระซิกยั่วยวนบุรุษ!

            ทว่าคนทั้งสองกลับคิดผิดถนัด

            หมิงเป่าจูเพียงแค่เลิกคิ้วอย่างงุนงงใบหน้าปราศจากความเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังยิ้มได้ด้วยซ้ำ

            “พวกท่านทะเลาะอะไรกันข้าไม่เป็นไรสักหน่อย” น้ำเสียงยังเจือไปด้วยความปรารถนาดี มิได้ถือสาแม้แต่ส่วนเสี้ยว

            คำพูดของหลี่ไหวฺอวี้รุนแรงมากสำหรับสตรีในยุคนี้หากเป็นผู้อื่นได้ยิน คงอับอายจนอยากตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

            แต่หมิงเป่าจูในฐานะสตรีที่เติบโตมาในยุคปัจจุบันนางไม่มีความคิดเช่นนี้เลย พอได้ยินก็คิดว่าหลี่ไหวฺอวี้แค่พูดล้อเล่นเท่านั้น

            “เป่าจู เจ้า...”อู๋ชางไห่มองนางด้วยสีหน้าเวทนา “เจ้าไม่ต้องฝืนทนก็ได้”

            ช่างเป็นสตรีที่ใจกว้างและรู้จักเห็นแก่ส่วนรวมแม้จะถูกดูหมิ่น แต่สิ่งแรกที่นางนึกถึงคือการปลอบโยนพวกเขาทั้งสอง

            หากหมิงเป่าจูล่วงรู้ความคิดนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีท่าทีตอบสนองเช่นไร คาดว่าคงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เพราะนางมิได้ฝืนทนเลยจริงๆ

            เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่อินังขังขอบนางจึงทำได้เพียงยิ้มกว้างขึ้นเท่านั้น

            ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะไปยั่วโมโหอีกคนหนึ่งเข้า

            “หมิงเป่าจู เจ้ายังมีความรู้สึกบ้างหรือไม่!”

            หลี่ไหวฺอวี้เห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหมิงเป่าจูเขาก็หน้าถอดสี ฝากคำพูดทิ้งไว้แล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป

            นางเป็นคนใจกว้างอย่างแท้จริงหรือไม่เคยสนใจไยดีเขาสักนิดกันแน่ แม้แต่ถูกเขาต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงถึงเพียงนี้ก็ยังไร้การตอบสนองใดๆ

            หมิงเป่าจูมองตามเงาร่างที่หายลับไปทางหลังม่านอย่างอึ้งงัน

            ไม่คาดคิดเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้นางไม่โกรธก็ดีแค่ไหนแล้ว

            เหตุไฉนคนผู้นี้บทจะหน้าง้ำก็หน้าง้ำขึ้นมาเฉยๆเลยเล่า อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าสตรีเสียอีก

            หมิงเป่าจูหันไปมองอู๋ชางไห่“เขาเป็นอะไรไปหรือ”

            หรือนางพูดอะไรผิดไป

            อู๋ชางไห่มองสีหน้าฉงนของหมิงเป่าจูโดยไม่พูดอะไร

            เดิมทีเขาคิดว่าทั้งสองคนเป็นเพียงพี่น้องกันแต่สองสามวันมานี้ เขากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าระหว่างทั้งคู่มีบรรยากาศที่แตกต่างจากคนอื่นๆ

            บัดนี้ได้เห็นหลี่ไหวฺอวี้อึดอัดคับข้องในความใจกว้างของหมิงเป่าจูยิ่งตระหนักถึงความสัมพันธ์นี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

            เมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายผุดขึ้นในใจเขาไม่คิดจะอธิบายเหตุผลที่หลี่ไหวฺอวี้โกรธให้หมิงเป่าจูฟัง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเถิด

            ดังนั้น หมิงเป่าจูจึงเห็นอู๋ชางไห่ส่ายหน้า

            เฮ้อ นางแค่ถามไปอย่างนั้นเองไม่ได้หวังว่าจะได้รับคำตอบจากปมไม้อวี๋[1]ผู้นี้แม้แต่น้อย

            นานแสนนานหลังจากนั้นเมื่อหมิงเป่าจูย้อนรำลึกมาถึงตอนนี้ นางถึงตระหนักได้ว่า คนที่เป็นปมไม้อวี๋แท้จริงแล้วคือตนเองต่างหาก

            “ไม่มีคนไข้หรือเหตุใดจึงมาได้” จงต้าเหนียงถามขึ้นพลางกรองกากยา

            “ช่วงเช้าตรวจคนไข้ไปสามคนข้าให้เป่าอวี้ช่วยดูอยู่ข้างหน้า หากมีคนค่อยมาตามเจ้าค่ะ”

            หมิงเป่าจูหยิบไม้บดและโกร่งบดยาขึ้นมาวันนี้คนไข้น้อย ฉวยโอกาสช่วงที่ว่างอยู่มาช่วยงานดีกว่า  

            “แม้แต่คนซื้ออวี้หรงเกาก็ไม่มีหรือ”จงต้าเหนียงถามอย่างสงสัย

            ปกติเวลานี้น่าจะมีคนมาต่อแถวยาวเหยียดแล้วเมื่อวานก็เป็นเช่นนี้ เหตุไฉนวันนี้ถึงไม่ค่อยมีคน

            “ใครให้อวี้หรงเกาที่ท่านป้าทำออกมาทั้งเยอะทั้งดีเองเล่า ใครจะใช้หมดในคราเดียว” หมิงเป่าจูพูดพลางยิ้ม

            เมืองในยุคนี้ไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เมืองเล็กๆ ก็มีประชากรหลายหมื่นคนแล้ว เมืองใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หลายแสนคนก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

            แต่เมืองในยุคสมัยนี้อย่างมากก็ไม่เกินห้าพันคน อำเภอติ้งเหลียงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีประชากรราวๆ สามพันกว่าคนเท่านั้น

            ในจำนวนนี้ จำนวนสตรียิ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเสียอีก

            ผู้ที่สามารถมาซื้อสีผึ้งบำรุงผิวของพวกนางได้ล้วนมีจำนวนจำกัด แม้ทุกคนจะซื้อไปคนละกระปุก ก็ต้องมีช่วงเวลาที่ขายไม่ได้บ้างอยู่ดีอย่างน้อยก็ต้องเว้นไปหนึ่งเดือนถึงจะกลับมาซื้อใหม่

            “ดูสิ เป่าจูของพวกเราปากหวานที่สุดรู้จักพูดเอาใจคนจริงๆ!”

            จงต้าเหนียงพูดพลางใช้ศอกกระทุ้งลุงกู้ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบๆ

            “ตาเฒ่าอย่างเจ้าไม่รู้จักชมข้าสักสองคำ!”

            ลุงกู้ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับตนเองด้วยรีบพยักหน้า “เจ้าทำได้ดี ทำได้ดี!”

            “ต้องให้ท่านชมด้วยหรือ”จงต้าเหนียงยอกย้อนอย่างไม่เกรงใจ

            หมิงเป่าจูได้แต่ยิ้มจงต้าเหนียงปากแข็งก็จริง แต่เห็นได้ชัดว่านางดีใจมากที่ได้รับคำชมจากคนพูดไม่เก่งเช่นท่านลุงกู้

            มองดูคนทั้งสองรักกันหวานชื่นหัวใจก็พลอยสงบสุขไปด้วย

            อย่างไรก็ตาม คำถามของจงต้าเหนียงทำให้นางตระหนักได้ว่าหากขายแต่อวี้หรงเกาบ่อยเกินไปสักวันหนึ่งผู้คนจะเริ่มเบื่อหน่าย และรู้สึกไม่แปลกใหม่อีกต่อไป

            นางต้องเปลี่ยนกลยุทธ์

            “ท่านป้าเจ้าคะ ต่อไปไม่ต้องทำครีมบำรุงผิวทุกวันแล้วข้าจะสอนท่านทำอย่างอื่น” หมิงเป่าจูกล่าว

            “เพราะเหตุใดเล่าไยไม่ขายแล้ว” จงต้าเหนียงรู้สึกงุนงง

            ของดี ซ้ำยังทำเงินได้มากมายเหตุใดจึงไม่ขายต่อเล่า

            “มิใช่ไม่ขาย แต่เปลี่ยนเป็นขายเจ็ดวันครั้งวันปกติ ก็ขายอย่างอื่นบ้าง เพื่อรักษาความรู้สึกแปลกใหม่เอาไว้” พูดจบก็เร่งทำงานในมือต่อ

            “ท่านป้า ทำหม้อนี้เสร็จแล้วพักก่อนเถิดพวกเรามาทำอย่างอื่นกัน”

            แม้จงต้าเหนียงจะยังไม่ค่อยเข้าใจนักแต่นางรู้ดีว่าหมิงเป่าจูต้องมีเหตุผลเป็นแน่ จึงเร่งมือทำงานในส่วนของตนเองให้เสร็จเร็วขึ้น

            หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นบรรจุใส่ขวดปิดผนึกเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็เริ่มต้นขั้นตอนใหม่

            ขั้นตอนโดยรวมยังคงเหมือนเดิมเพียงแต่สมุนไพรที่เติมลงไปนั้นแตกต่างกัน

            อย่างหนึ่งยังคงเป็นสีผึ้งบำรุงผิวหน้าแต่แตกต่างจากอวี้หรงเกาตรงที่อวี้หรงเกาเน้นเรื่องผิวขาวกระจ่างใส

            ส่วนสีผึ้งชนิดใหม่นี้ได้เพิ่มสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตล้างพิษ และขับพิษร้อน กำจัดสิว และปรับสีผิวได้เป็นอย่างดี

            อีกอย่างหนึ่งคือน้ำมันใส่ผมใช้สำหรับบำรุงเส้นผม เติมหลิงหลิงเซียง[2]ดอกเหมยกุย[3]เหอโส่วอู[4]ถานเซียง[5]ผิวเปลือกส้ม กานเฉ่า ติงเซียง และสมุนไพรอื่นๆ ที่ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ป้องกันผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

            ดังนั้น ทั้งสามคนจึงทำงานได้รวดเร็วไม่นานนักผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งสองชนิดก็เสร็จสิ้น บรรจุใส่โถกระเบื้องแล้วปิดผนึกอย่างดี

            “พี่หญิง มีคนมาแล้วขอรับ!”ขณะเพิ่งปิดฝาโถกระเบื้องเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเป่าอวี้ร้องเรียก

            “ไปเถิด” จงต้าเหนียงกล่าว

            หมิงเป่าจูพยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องโถงด้านหน้า

            เดิมทีนางคิดว่าเป็นคนป่วยแต่ใครจะคิดว่ากลับเป็นเสี่ยวเตี๋ย


    เชิงอรรถ

    [1] ปมไม้อวี๋(榆木疙瘩) ก็คือส่วนรากของต้นเอล์มที่ขมวดเป็นปมมีความแข็งอย่างยิ่ง จึงใช้เป็นคำด่าคนที่โง่เขลา ไม่รู้จักพลิกแพลง หรือดื้อรั้น คร่ำครึก็ได้

    [2] หลิงหลิงเซียง(零陵香) หรือถั่วตองกามีลักษณะเป็นเมล็ดสีดำ มีกลิ่นหอมหวานคล้ายอัลมอนด์ผสมวานิลา

    [3] ดอกเหมยกุย(玫瑰花) หมายถึง ดอกกุหลาบ

    [4] เหอโส่วอู (何首乌)ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า RadixPolygoni Multiflori (Preparata)รสฝาด-หวาน ฤทธิ์อุ่นเล็กน้อยออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของตับและไต บำรุงสารจำเป็น “จิง” บำรุงเลือดเสริมการทำงานของระบบกักเก็บของไต ทำให้ผมดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย

    [5] ถานเซียง(檀香) หรือไม้จันทน์ขาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalumalbum L. น้ำมันที่กลั่นจากไม้แก่นจันทน์ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง รักษาสิวแก้บิดมีตัว โกโนเรียและอื่นๆ ในตำรับยาแผนโบราณของจีนใช้น้ำมันจากแก่นจันทน์เป็นยาระงับประสาทที่ดีเยี่ยม

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247