ในพื้นที่ส่วนลึกของถ้ำต่างมิติ มีอารามตั้งอยู่บริเวณใจกลางอุโมงค์ถ้ำ ถูกสร้างด้วยเสาที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ตั้งเด่นเป็ตระหง่าน คอยค้ำยันอารามไว้ทั้งแปดทิศ สลักด้วยอักขระยันต์โบราณ ที่เกี่ยวกับพิธีกรรมคาถา และวิชาอาคมของสำนักถ้ำทอง ซึ่งถูกเก็บไว้นานหลายร้อยปี
ส่วนบริเวณกลางลานของอาราม ปรากฏบัลลังก์ รูปหัวกะโหลกมนุษย์หลายหัว ทำขึ้นจากด้วยไม้สักทอง อายุประมาณ 600 - 700 ปี พร้อมด้วยรูปปั้นกระบือแกะสลัก (เป็พาหนะของพญายมราชเ้าแห่งความตาย) ไว้บริเวณทั้งสองข้างของบัลลังก์ ซึ่งเป็เหมือนเทวรูปที่สำคัญ ให้สานุศิษย์ได้กราบไหว้เคารพบูชา
อารามแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมฮินดูโบราณ เป็ศาลาทรงโดมยกสูงขนาดใหญ่แบบมีฐาน ซึ่งดูไม่ต่างกับสถานที่ สำคัญของเ้านครในสมัยก่อน โดยโครงสร้างหลักทำขึ้นจากทองคำขาว เพื่อช่วยให้อารามหลังนี้งดงามดั่งวิมาน์บนชั้นฟ้า
แต่ความวิจิตรตระการตาของอาราม ไม่อาจเปลี่ยนบรรยากาศความน่ากลัวไปได้ เมื่อบริเวณรอบ ๆ อารามที่ทั้งสวย และงดงาม ถูกประดับด้วยหนังมนุษย์สีดำอันแห้งกรัง แขวนไว้อยู่้าของอาราม โดยหนังมนุษย์ที่ถูกแขวนไว้ทั้งหมด จะถูกสลักด้วยอักขระยันต์ต่าง ๆ ซึ่งหนังแต่ละแผ่นบ่งบอกถึงอายุ และความเก่าแก่ของเ้าของ แผ่นหนังเหล่านี้ได้เป็อย่างดี
ภายในหมอกอันหนาทึบ จนแทบมองไม่เห็นทางเดินภายในถ้ำ มีชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่น ร่างกายซูบผอมจนเห็นโครงกระดูก เดินเตร็ดเตร่อยู่ในความมืดอย่างไม่รู้ร้อน รู้หนาว ดวงตาทั้งสองข้างของเขาบอดสนิท แต่จังหวะการเดินนั้น ไม่ต่างอะไรกับคนที่มองเห็นได้ปกติเลย
บรรยากาศที่ขมุกขมัวกับอากาศความเย็นะเืของพลังิญญาที่มีมากเป็พิเศษ เปรียบเสมือนกับโลกิญญาขนาดย่อม ทับซ่อนมิติอยู่ในบริเวณนี้ แต่รัศมีแห่งความตาย ไม่รุนแรงเท่าโลกิญญา เพื่อให้มนุษย์ที่มีวิชาคุณไสยกล้าแกร่งพอ อาศัยอยู่ได้นั้นเอง ภายในชั้นหมอกสีเทา มีตั๊กแตนตัวหนึ่งะโเล่นไปมาภายในหมอก อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อพุ่งตรงมายังชายชราตาบอด ที่กำลังรอบางสิ่ง บางอย่างด้วยใจที่จดจ่อแน่วแน่
“หึ! มาถึงแล้วซินะ” เสียงอันแหบพร่าดังขึ้นจากลำคอ แต่ปากของชายชราไม่ขยับเลยสักนิด นับเป็วิธีการสื่อสารที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริง ถ้าโลกได้รู้ว่ามีมนุษย์ที่สามารถสื่อสาร ให้มีเสียงโดยไม่ต้องขยับปากได้ คงเป็เื่ที่น่าตกตะลึงมากเลย
ตั๊กแตนสานตัวน้อยะโขึ้นมาเกาะบนไหลของชายชราอย่างสนิทสนม เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน เสียงร้องวิ้ง ๆ ดังอยู่ในโสตประสาท ซึ่งเป็วิธีการสื่อสารที่ถูกใช้ในโลกิญญา มีแค่ผู้ที่ศึกษา และผู้ที่อยู่ในโลกิญญาเท่านั้น ถึงเข้าใจในภาษานี้ได้
ชายชราผู้ไร้ดวงตา ไร้เส้นเสียงผู้นี้เป็หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ศึกษาภาษาในโลกิญญาั้แ่เด็ก ทำให้เขารับรู้ได้ว่าตั๊กแตนสานตัวน้อย ้าสื่อสารถึงเื่อะไร?? ทว่าเมื่อเขาได้ฟังจนจบ ใบหน้าอันเหี่ยวย่นกลับแสยะยิ้มขึ้นมาทันที
‘ในที่สุด มันก็ทำตามสัญญา ข้าจะออกไปจากที่นี่สักที’ ชายชราคิดขึ้นด้วยความดีใจ ที่ลูกศิษย์ของเขาได้ทำตามสัญญาอย่างที่เคยให้คำปฏิญาณเอาไว้ ว่ามันผู้ใดที่มีระดับพลังจนถึงขั้นจอมขมังเวทย์ ต้องพาคนมาทำพิธีกรรมเปลี่ยนร่างถอดิญญา ที่ถ้ำแห่งนี้อีกครั้ง ถึงจะเรียนรู้วิชาในบทต่อไปได้
ทันใดนั้นชายชราก็หยิบตั๊กแตนสานขึ้นมา แล้วยัดใส่เข้าไปในปากของเขาทันที ซึ่งตั๊กแตนตัวนี้ถูกสร้างขึ้นจากเศษเสี้ยวพลังของเขา การกลืนพลังตัวเองกลับไป ก็เป็วิธีที่พบได้บ่อย สำหรับจอมขมังเวทย์ไสยศาสตร์หลายสำนัก เพราะพลังคุณไสยที่ใช้ควบคุมในแต่ละครั้ง ต้องใช้พลังงาน เป็จำนวนมากในการประกอบพิธีกรรม
“พวกมันคงใกล้ถึงแล้ว คงต้องกดพลังิญญาให้ต่ำลงหน่อย เพื่อที่พวกมันจะได้เข้ามาในนี้ได้” เสียงอื้ออึงของคำพูดดังขึ้นจากในถ้ำ ด้วยน้ำเสียงเ็าของชายชรา ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ใจกลางอารามสีขาวทอง พร้อมบริกรรมคาถาขึ้นในใจ เพื่อเปลี่ยนพลังิญญา ในถ้ำให้กลับมาเป็ปกติ
“โอมมม นะมะ นะโม ขออัญเชิญท้าวยมราช ผู้ปกครองทุกดวงิญญาในยมโลก ออกมาปิดตำหนัก เปิดประตูโลกด้วยเทอญ” สิ้นเสียงบริกรรมคาถานี้จบ บรรยากาศที่เคยดูน่ากลัวเหมือนในนครนรก ก็ถูกเปลี่ยนแทนที่ด้วยความรู้สึกมีชีวิต ชีวาบนโลกมนุษย์มากขึ้น ลมที่เคยแน่นิ่ง ก็กลับมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก สภาพของถ้ำในตอนนี้ ดูไม่ต่างจากถ้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังเท่าไรนัก
ส่วนอารามสีขาวทองที่ชายชรานั่งอยู่ ก็กลับมาดูเก่าผิดปกติ เมื่อไม่มีพลังิญญามาหล่อเลี้ยงแล้ว อารามหลังนี้ก็ไม่ต่างจากศาลาผุพัง ที่เห็นได้จากริมทางทั่วไป แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าอารามนี้มีความสำคัญอย่างมาก ก็คือหนังมนุษย์ที่ถูกแขวนไว้บนอารามนั้นเอง ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของสำนักที่ผ่านมาหลายร้อยปีด้วยเศษหนังของบรรพจารย์ที่ถูกทิ้งไว้ ยังคงความน่าสยดสยองอยู่เช่นเดิม
บรรยากาศเช้าวันใหม่ที่พอมีแสงแดด ส่องผ่านให้เห็นเป็ระยะ จากโพรงถ้ำที่ถูกเจาะเป็รู ด้วยกระแสลมของกาลเวลา ความหนาวเย็นค่อย ๆ หายไปจนร่างกายของพวกเขาทั้งสามััได้ กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายในถ้ำ ที่ทำให้รู้สึกถึงสดใสมากขึ้น กว่า่ก่อนหน้า ที่มีแต่กลิ่นอายของพลังิญญา และความตายเท่านั้น
จอมขมังเวทย์ปองเดช รีบสั่งการให้ลูกศิษย์ทั้งสอง รีบเก็บของเลยทันที เพราะเวลานี้เป็่ที่เหมาะสำหรับเดินทางไปยังจุดที่สาม ด้วยพลังิญญาที่ลดน้อยลง จนเขาก็เกือบััไม่ได้ แสดงว่าอาจารย์ได้ทำการปิดประตูนรกให้เสร็จสิ้นแล้ว
“เตรียมตัวเดินทางให้พร้อม หลังจากนี้พวกเราจะไม่มีเวลาให้หยุดพัก เพราะถ้าเดินทางไม่ถึงจุดต่อไป ก่อนอาทิตย์ตกดิน พวกเราได้กลายเป็ิญญาเร่ร่อนอยู่ในโลกิญญาแน่ ๆ” จอมขมังเวทย์ปองเดช พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพื่อเตือนสติลูกศิษย์ทั้งสองของเขา ไม่ให้พิรี้พิไรในการเดินทางครั้งนี้ เพราะความอันตรายมากที่สุด คือพวกเขาต้องแข่งกับเวลา โดยจะต้องเดินทางไปถึงจุดหมาย ให้ได้ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน