หลังจากนั้น เวลาผ่านไปอีกสามวัน หลินฉางชิงไม่ได้พบกับเหยียนเฉินเลย เขาอดไม่ได้ที่จะกังวลถึงสถานการณ์ของอีกฝ่าย
"ตอนที่เจอท่านผู้เฒ่าเหยียนครั้งล่าสุด ท่าทางของเขาดูไม่ค่อยดีเลย"
หลินฉางชิงนั่งอยู่ที่หน้าประตูบ้านไม้หลังเล็ก
เมื่อนึกถึงท่าทางของเหยียนเฉินในวันที่เห็นเป็ครั้งสุดท้าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า "ไม่ออกมาสามวันแล้ว ผู้าุโเหยียน... คงจะไม่เกิดเื่ร้ายอะไรขึ้นใช่หรือไม่?"
หลินฉางชิงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา เพราะั้แ่เขามาที่นี่ เหยียนเฉินคือเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา และในตอนนี้ดูเหมือนร่างกายของอีกฝ่ายจะมีปัญหา หลินฉางชิงย่อมไม่สามารถนิ่งดูดายได้
แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกจนใจยิ่งกว่าคือดูเหมือนเหยียนเฉินจะไม่้าให้หลินฉางชิงเข้าไปแทรกแซงเื่ของตนเอง และยังคงผลักไสเขาอยู่เสมอ
"นี่มันเวลาไหนแล้ว เป็ตาแก่ที่ดื้อรั้นจริง ๆ " หลินฉางชิงคิดในใจแล้วบ่นออกมา
เขากำลังชั่งใจว่าควรจะรุดขึ้นไปดูอาการของเหยียนเฉินด้วยตัวเองดีหรือไม่ ทว่าทันทีที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หลินฉางชิงก็ขมวดคิ้วทันที
"กลิ่นอายนี้... เกิดอะไรขึ้น?"
เขามองไปยังด้านข้าง ซึ่งนั่นคือทิศทางของหอคอยผนึกมาร
จะว่าไปก็น่าแปลก
ตอนแรกหลินฉางชิงคิดว่าหอคอยผนึกมารเป็สถานที่คุมขังปีศาจและมาร เขาไม่น่าจะมีโอกาสได้เข้าไป แต่ครั้งก่อนได้รับรู้จากปากของเหยียนเฉินว่าผนึกที่อยู่บนหอคอยผนึกมารนั้น ความจริงแล้วไม่มีผลอะไรกับมนุษย์ผู้ฝึกตน
ผู้ฝึกตนคนใดของสำนักชูซานก็สามารถเปิดประตูเข้าไปในหอคอยผนึกมารได้อย่างง่ายดาย กระทั่งครั้งนั้น เหยียนเฉินยังพาหลินฉางชิงเดินเข้าไปด้วย
"สิ่งนี้เรียกว่ามุกสยบมาร หากเ้าพกติดตัวไว้ก็จะสามารถเข้าออกหอคอยผนึกมารได้ตามใจชอบ มันสามารถป้องกันไอปีศาจและปราณมารภายในหอคอยผนึกมาร เพื่อไม่ให้เ้าอยู่ในนั้นนานเกินไปจนถูกกลิ่นอายชั่วร้ายเ่าั้ส่งผลกระทบ"
ครั้งนั้นเหยียนเฉินได้มอบลูกปัดสีเขียวมรกตเม็ดหนึ่งให้แก่หลินฉางชิง
เพราะในทุก ๆ ่เวลาหนึ่ง พวกเขาจำเป็ต้องเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ของเหล่าปีศาจภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน หลังจากนั้นหลินฉางชิงก็ได้เข้าไปข้างในอีกสองสามครั้ง
ความรู้สึกที่หลินฉางชิงมีต่อภายในหอคอยผนึกมารคือสถานที่ที่มืดมนและคับแคบ เหล่าปีศาจที่ถูกคุมขังอยู่ในนั้นจะจ้องมองหลินฉางชิงด้วยสายตาดุร้ายทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้หลินฉางชิงกลับััได้ถึงไอปีศาจที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากภายในนั้น
"ความโศกเศร้า?"
เขาสูดลมหายใจ หลังจากตัดสินใจแล้วคิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น เพราะในไอปีศาจที่แผ่ออกมานี้ หลินฉางชิงััได้ถึงรสชาติของความโศกเศร้าได้อย่างชัดเจน
สิ่งนี้ทำให้เขาสงสัยเป็อย่างมาก
"ปีศาจในหอคอยผนึกมารตัวนี้... อยู่ดี ๆ ทำไมถึงโศกเศร้าขึ้นมากันนะ?"
หลินฉางชิงคิดไม่ออก เพราะตามหลักแล้ว ปีศาจเหล่านี้ถูกขังอยู่ที่นี่มานานแล้ว ไม่ควรจะมาโศกเศร้าเอาป่านนี้ เขาเดินเข้าไปใกล้ทิศทางของหอคอยผนึกมารสองสามก้าว และยิ่งเข้าใกล้ ก็ยิ่งััได้ถึงความโศกเศร้า ซึ่งผสมผสานกับไอปีศาจ จนกลายเป็พลังงานที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
กระทั่งอักขระและยันต์โบราณบนหอคอยผนึกมาร ก็เริ่มไม่อาจสะกดข่มพลังนี้ไว้ได้เหมือนเก่า
เอี๊ยด!
ทันทีที่หลินฉางชิงเปิดประตูบานหนาของหอคอยผนึกมารออก ไอปีศาจที่เข้มข้นพุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันที
"โฮก โฮก โฮก!!!"
เหล่าปีศาจภายในหอคอย เมื่อััได้ถึงแสงแดดจากภายนอกก็ส่งเสียงคำรามออกมาเป็ชุด ปีศาจหลายตัวเบิกตาสีแดงฉานจ้องมองมาทางหลินฉางชิง สายตาแบบนั้น เห็นได้ชัดว่ามองหลินฉางชิงเป็อาหาร ราวกับตั้งใจจะกลืนกินเขาลงไปในคำเดียว
แต่สำหรับเื่นี้หลินฉางชิงเริ่มชินแล้ว เพราะเมื่อมีมุกสยบมารอยู่กับตัว ประกอบกับผลของหอคอยผนึกมารเอง เขาจึงไม่มีความเกรงกลัวต่อปีศาจเหล่านี้แม้แต่น้อย
"กลิ่นอายแห่งความโศกเศร้า... ส่งมาจากทิศทางนี้" หลินฉางชิงคาดการณ์คร่าว ๆ แล้วเดินไปยังทิศทางหนึ่ง
ตลอดทางมีปีศาจนับไม่ถ้วนจ้องมองเขาด้วยสายตาดุร้าย แต่หลินฉางชิงเมินเฉยต่อสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเขามาหยุดฝีเท้าลงที่หน้ากรงขังแห่งหนึ่ง
"นี่คือ... จิ้งจอก?"
เมื่อมองไปยังปีศาจในกรง หลินฉางชิงก็ขมวดคิ้ว
สิ่งที่นอนอยู่ในกรงคือปีศาจจิ้งจอกตัวหนึ่ง อีกฝ่ายมีความสามารถในการแปลงกายเป็มนุษย์แล้ว มีเสื้อผ้าสีขาวคลุมกาย แม้จะขาดรุ่งริ่งแต่ก็ปกปิดเรือนร่างอันงดงามไว้เบื้องล่าง
ในขณะนี้ ปีศาจจิ้งจอกนอนหมอบอยู่บนพื้นโดยหันหลังให้หลินฉางชิง ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด พร้อมกับมีเสียงสะอื้นดังออกมาเป็ระยะ พร้อมกับเสื้อผ้าบนร่างที่สั่นไหวตามแรงสะอื้น จนดูเหมือนจะหลุดออกได้ทุกเมื่อ
หลินฉางชิงไม่ได้สนใจในเรือนร่างของปีศาจจิ้งจอกตัวนี้เลย เพราะเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนี้ เขาก็ััได้ถึงไอปีศาจที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าได้อย่างชัดเจน
ทว่าในนั้นกลับมีความโกรธแค้นปนอยู่ด้วย
"เ้าเจอเื่อะไรมาหรือ?" หลินฉางชิงเอ่ยถาม
ความจริงเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงทำเช่นนี้ อาจจะเป็เพราะความรู้สึกบางอย่างที่ผลักดัน และเหมือนจิตใต้สำนึกในส่วนลึกกำลังบอกเขาว่าเขาควรจะมาดู ดังนั้นเขาจึงยืนอยู่ตรงนี้
ปีศาจจิ้งจอกในกรงเมื่อได้ยินเสียงของหลินฉางชิง ร่างกายที่สั่นเทาก็สะดุ้งขึ้นมาทันที นางหันหน้ากลับมามองหลินฉางชิง
"เ้า... คือ?" ปีศาจจิ้งจอกค่อย ๆ เอ่ยปาก
น้ำเสียงแหบพร่าและแฝงไปด้วยความสงสัย เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้นางไม่ทันสังเกตเห็นการมาถึงของหลินฉางชิงเลย หรือจะพูดอีกอย่างคือนางไม่คิดเลยว่าจะมีใครปรากฏตัวขึ้นที่นี่
หลินฉางชิงสังเกตเห็นว่าในตอนที่ปีศาจจิ้งจอกหันกลับมา ในดวงตาของนางมีประกายบางอย่างวูบหนึ่ง แต่ในพริบตาที่เห็นเขา ประกายนั้นก็ดับลง ดวงตากลับมาหม่นแสงไร้ชีวิตชีวาอีกครั้ง
"ช่างเถอะ"
ก่อนที่หลินฉางชิงจะได้พูดอะไร ปีศาจจิ้งจอกก็หันหลังกลับไปอีกครั้ง น้ำเสียงของนางกลายเป็เ็า
"ข้าไม่มีอะไรต้องคุยกับศิษย์ของสำนักชูซาน เ้าไสหัวไปซะ" ปีศาจจิ้งจอกกล่าวอย่างเรียบเฉย
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินฉางชิงก็ขมวดคิ้วลึกขึ้น เขาไม่คิดเลยว่าความหวังดีของตนจะถูกปฏิเสธอย่างเ็าเช่นนี้
เดิมทีเขาเข้ามาถามเพราะความห่วงใยตามหลักมนุษยธรรมว่าปีศาจจิ้งจอกตัวนี้เจอเื่อะไรมา แต่ท่าทีของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าไม่มีความรู้สึกดีต่อเขาและไม่คิดจะสื่อสารเลยแม้แต่น้อย
"ได้" หลินฉางชิงส่ายหัวและพูดอย่างจนใจ
เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ เมื่อได้ยินคำนี้ เขาก็ไม่ได้รั้งรอแม้แต่น้อย และหลังจากมองปีศาจจิ้งจอกตัวนี้อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายเพียงแค่โศกเศร้าและไม่มีสิ่งผิดปกติอื่นใด หลินฉางชิงก็หันหลังเดินจากไป
เมื่อเขาปิดประตูหอคอยผนึกมารลง ภายในหอคอยก็กลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง มีเพียงเสียงคำรามของเหล่าปีศาจที่ดังก้องไม่หยุด ทว่าปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นกลับหยุดร้องไห้
ในตอนที่หลินฉางชิงจากไป หางตาของนางคอยมองตามแผ่นหลังของเขา จนกระทั่งเขาเดินออกจากหอคอยผนึกมารไป
"คนผู้นั้น... ข้าจำได้ว่าดูเหมือนจะเป็คนที่ติดตามเหยียนเฉิน? ถ้าอย่างนั้น ข้าก็สามารถ...!"
ปีศาจจิ้งจอกพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ จากนั้นไม่รู้เพราะเหตุใด สีหน้าของนางกลับกลายเป็ความเสียดายขึ้นมา
เพียงแต่เมื่อมีกรงขังอยู่ตรงหน้า นางย่อมรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถออกไปได้ ทำได้เพียงจ้องมองไปยังตำแหน่งของประตูอย่างแน่วแน่ ในใจคล้ายมีความคิดนับพันวนเวียนอยู่