หญิงวัยกลางคนถอนหายใจอีกครั้ง ใบหน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความเครียดหลังจากฟังเื่ราวที่หลานชายคนโปรดถ่ายทอดให้ฟังระหว่างรับประทานอาหารเช้า
ต้องกล้ามองหน้าณัฐกานต์ผู้เป็ป้าและเป็พี่สาวแท้ๆ ของกานตาผู้เป็มารดาของเขาด้วยความหนักใจเช่นกัน
เื่ราวที่สมชายเล่าให้เขาฟังเมื่อวานตอนใกล้ค่ำยังคงดังก้องอยู่ในหูเขาอยู่จนถึงตอนนี้
“ลุงครับ เพื่อน ๆ ผมบอกว่าลุงทำงานอยู่ที่นี่มานานมากแล้วรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย” ต้องกล้าเกริ่นก่อนเริ่มคำถาม
“ใช่ พ่อหนุ่ม” สมชายพยักหน้าตอบรับต้องกล้าด้วยความภาคภูมิใจ
“ลุงพอจะเล่าเื่ที่มีคนะโตึกฆ่าตัวตายที่ตึกคณะศึกษาศาสตร์ให้ผมฟังหน่อยได้มั้ยครับ”ต้องกล้าเริ่มถามคำถามที่ค้างคาใจ
สมชายเบิกตาโพลงสีหน้าใในคำถามที่ชายหนุ่มถามขึ้น หันรีหันขวาง พูดเลิ่กลั่ก
“ถ้าพ่อหนุ่มจะฟังเื่นี้ ลุงว่าเราเปลี่ยนที่นั่งไปคุยกันในที่สว่างๆ มีคนผ่านไปมาเยอะ ๆ ดีกว่า หรือไปข้างนอกมหาวิทยาลัยกันเลยยิ่งดีมันเริ่มมืดแล้ว เราไม่ควรพูดถึงเื่นี้ตอนมืด ๆ อย่างนี้ ลุงกลัว...” สมชายใบหน้าซีดเผือดพูดเสี่ยงอ่อย ๆ
ต้องกล้าแอบใ ไม่คิดว่าคนอย่าง ‘ลุงสมชาย’ จะกลัวอะไรอย่างนี้ เื่นี้คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว
“ลุงครับงั้นเราไปคุยกันข้างนอกมหาวิทยาลัยดีกว่า ลุงจะได้กินข้าวเย็นด้วยเดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวลุงเอง ลุงรู้จักร้านจ่าโป้งมั้ยครับ ? ร้านดังใกล้ ๆ ประตู 3 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย เราไปคุยกันที่ร้านนั้นดีกว่านะครับลุงจะได้ไม่หิวด้วย” ต้องกล้าพูดปลอบใจสมชายให้คลายความหวาดกลัว
“ค่อยยังชั่วหน่อย ไฟสว่างจ้า บรรยากาศอย่างนี้ค่อยเล่าเื่นั้นได้”
สมชายพูดพลาง ตักคอหมูย่างเข้าปากพลาง เคี้ยวอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยลืมความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ไปชั่วขณะ
ต้องกล้าเลือกนั่งโต๊ะที่เป็มุมส่วนตัว ไกลออกไปจากโต๊ะอื่นเพื่อป้องกันการเป็จุดเด่นและป้องกันไม่ให้มีใครได้ยินเื่ราวนี้โดยพูดตกลงไว้กับสมชายก่อนกินอาหารว่าหากมีพนักงานเสิร์ฟมาเสิร์ฟอาหารให้หยุดคุยเื่นี้ด้วย
“กินเยอะ ๆ ครับลุง อิ่มก่อนแล้วค่อยเล่าก็ได้ไม่ต้องรีบ” ต้องกล้าพยามยามชวนคุยให้สมชายคลายเครียดจากความหวาดกลัว
“เหตุการณ์นั้น เกิดมานานมากประมาณ 20 กว่าปีแล้วล่ะพ่อหนุ่มลุงจำได้ดี วันนั้นเป็วันแรกที่เปิดภาคเรียนที่สอง ่ห้าโมงเย็น เป็่ที่พวกนักศึกษาทยอยกลับบ้านกันแล้วตอนนั้นลุงเข้าเวรกะดึก แต่ลุงมักจะมาก่อนเวลาเสมอ ขี่รถจักรยานตรวจตราไปเรื่อย ๆ รอบมหาวิทยาลัยส่วนมากลุงจะชอบแวะไปนั่งกินข้าวเย็นที่ศูนย์อาหารก่อนเข้าเวรแล้วก็ขี่รถผ่านคณะศึกษาศาสตร์ทุก ๆ เย็น” สมชายเริ่มเล่าถึงอดีตที่ผ่านมานานหลังจากเริ่มรับประทานอาหารอิ่มแล้ว
“ลุงขี่รถจักรยานไปตามถนน กำลังจะผ่านคณะศึกษาศาสตร์จู่ ๆ...”
ชายวัยกลางคนหยุดชะงัก เหงื่อผุดออกเต็มใบหน้าทั้ง ๆ ที่บริเวณนั้นมีพัดลมเปิดไว้คลายร้อนและไว้ไล่ยุงหลายเครื่อง
“จู่ ๆ ...มีคนตกลงมาจากตึกสูงหล่นใส่หลังคารถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนต่อหน้าต่อตาลุง ตาของเธอคนนั้นเหลือกค้าง เืไหลทะลักพุ่งออกจากปาก...”สมชายหยุดเล่า น้ำตาไหลซึมออกมาจากตา
“ลุงพยายามเข้าไปช่วยเค้าแล้วแต่เค้าเสียชีวิตคาที่เลย” ชายวัยกลางคนเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ และตามมาด้วยเสียงสะอื้น
บรรยากาศเงียบงันไปสักพักต้องกล้าไม่กล้าถามเซ้าซี้ต่อ เขาไม่คิดว่า ‘ลุงสมชาย’ ผู้ร่าเริง ช่างพูดช่างคุยกับผู้คนจะอ่อนไหวร้องไห้อย่างนี้ เหตุการณ์ในครั้งนั้นคงะเืจิตใจชายหนุ่มวัยกลางคนผู้นี้เป็อย่างมากแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานมากแล้วก็ตาม ต้องกล้าได้แต่แอบคิดอยู่ในใจ
“สิ่งที่น่ารันทดที่สุดคือคนที่ตายเป็นักศึกษาสาว ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ กำลังจะใกล้เรียนจบแล้วเหลืออีกแค่เทอมเดียวเอง ไม่น่าคิดสั้นเลย ที่สำคัญ...เธอไม่ได้ตายคนเดียว”ชายวัยกลางคนพูดด้วยเสียงสั่นพร่าอย่างแ่เบา
“อะไรนะครับลุง ?” ต้องกล้าถามด้วยความไม่เข้าใจก็สิ่งที่เขาฝันเห็นมีเพียงิญญาหญิงสาวเพียงคนเดียวมิใช่หรือ ?
สมชายถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดลึก ๆ อีกครั้ง ก่อนจะพูดว่า “นักศึกษาสาวคนนั้นตั้งครรภ์ เด็กในท้องตายด้วย ตายทั้งกลมไง” เหงื่อบนใบหน้าของชายวัยกลางคนยังคงผุดออกมาไม่หยุด
“เฮี้ยนมากเลยล่ะพ่อหนุ่ม”สมชายตาเบิกกว้างพูดกระซิบกับชายหนุ่ม
“เธอชื่อนับดาว เป็ดาวมหาวิทยาลัยเป็นักดนตรีไทยของมหาวิทยาลัยด้วย เล่นดนตรีไทยได้หลายอย่างเธอเป็เด็กผู้หญิงที่สวยมาก บ้านอยู่ต่างจังหวัด สอบเข้ามาเรียนที่นี่ได้เป็เด็กเรียนเก่งมาก ตอนนั้นที่เกิดเื่มีอาจารย์และนักศึกษาภาควิชาชีววิทยาวิ่งลงมาดูเหตุการณ์ด้วยหลายคนสังเกตเห็นเืไหลออกมาจากช่องคลอดของคนตาย ก็เลยรู้ว่าเธอตั้งครรภ์ทุกคนตกตะลึงมาก เพราะเธอตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่เคยได้ข่าวว่าคบใครเป็แฟน”
“พอเริ่มโพล้เพล้ ในวันพระวันโกณ ใครที่จิตอ่อนหรือมีััพิเศษ มักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยแว่วออกมาจากตึกนั้น ลุงก็เคยได้ยิน”
สมชายพูดพลาง ลูบแขนตนเองพลางชี้ให้ชายหนุ่มดูขนที่ลุกชันบริเวณแขนของตน
“ลุงมีััพิเศษด้วยเหรอครับ ?” ต้องกล้าถามด้วยความฉงนระคนแปลกใจ
“เปล่า ลุงเป็พวกประเภทคนขวัญอ่อนจิตอ่อนต่างหากล่ะ” สมชายรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะชวนให้พาไปตึกคณะศึกษาศาสตร์จุดเกิดเหตุในค่ำคืนนี้
“แล้วถ้าใครมีแฟน พากันมาอ่านหนังสือใต้ตึกคณะศึกษาศาสตร์ตอนกลางคืนนะโดนหลอกหัวโกร๋นทุกราย” สมชายพูดพลางหัวเราะเบา ๆ ด้วยอาการที่เริ่มผ่อนคลายลง
“ลุงครับ เหตุการณ์มันนานมากแล้วเค้ายังไม่ไปเกิดอีกเหรอครับทำไมไม่มีการทำบุญตึกเพื่อส่งิญญาให้เค้าและลูกไปเกิดล่ะครับ ?” ต้องกล้ายังไม่หายสงสัย
“โอ๋ย ! พ่อหนุ่ม ที่คณะศึกษาศาสตร์เค้าทำบุญตึกกันทุกปีแต่เธอก็ยังไม่ยอมไปเกิด เธอคงแค้นคนคนนั้นมาก” สมชายพูดกระซิบกระซาบ
“ลุงครับ ลุงรู้มั้ยครับว่าใครทำคุณนับดาวท้อง ?”
ต้องกล้าถามคำถามที่สมชายไม่คาดคิดว่าเขาจะถามคำถามนี้
สมชายนิ่งไปสักพัก หันซ้ายแลขวาแล้วยื่นหน้าไปที่ชายหนุ่ม เอามือป้องปากพูดกระซิบที่หูชายหนุ่ม
ต้องกล้ารับฟังเื่ราวของผู้ที่คาดว่าเป็ต้นเหตุที่ทำให้นับดาวิญญาสาวที่น่าสงสารต้องตัดสินใจทำร้ายตนเองและลูกน้อยในท้องด้วยการฆ่าตัวตายแล้วถึงกับชะงักกับคำตอบที่สมชายกระซิบบอกไว้ข้างหู
“ลุงบอกเอ็ง แล้วเอ็งอย่าไปบอกใครนะ สัญญานะ”สมชายพูดสำทับย้ำกับต้องกล้าพลางเอานิ้วก้อยชูออกมาให้ต้องกล้าเกี่ยวเพื่อยืนยันคำสัญญา
“โธ่ลุง ! ก็ลุงบอกเมื่อกี้เองว่า เขาสงสัยกันทั้งคณะว่าเป็คนนั้นแต่ไม่มีหลักฐานอะไรพิสูจน์ได้ว่าเด็กในท้องเป็ลูกของเขา แล้วพ่อแม่คุณนับดาวก็ไม่อยากรื้อฟื้นคดีนี้ให้ตำรวจรีบจบคดีอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพิสูจน์ DNA ของเด็กในท้องเพราะไม่อยากให้ลูกสาวของตนต้องอับอายอีกไม่ใช่เหรอครับ แปลว่าผมก็ไม่ได้รู้เพียงคนเดียว คนอื่น ๆ ก็รู้ด้วย”
“ก็ใช่ พ่อหนุ่ม แต่เหตุการณ์มันผ่านมานานมากแล้วและไม่มีใครรื้อฟื้นพูดมันขึ้นมา เพราะทุกคนไม่อยากให้เกิดปัญหากับตัวเองไง” สมชายพูดด้วยใบหน้าเป็กังวล
“โอเคครับ ผมจะไม่บอกใครว่าลุงสมชายบอกผมมาผมให้สัญญา” ต้องกล้าพูดพลางชูนิ้วก้อยของเขาขึ้นมาไขว้เกี่ยวกับนิ้วก้อยของสมชาย เป็เครื่องหมายของการสัญญาแบบลูกผู้ชาย
“ตาต้อง ตาต้องได้ยินที่ป้าพูดมั้ย” ณัฐกานต์เขย่าไหล่หลานชาย
“อะไรนะครับ เมื่อกี้ป้าพูดว่ายังไงนะครับ”ต้องกล้ามัวแต่คิดวนไปเวียนมาเกี่ยวกับเื่ที่สมชายเล่าให้เขาฟังเมื่อ่ค่ำของเมื่อวาน
“ต้องรู้มั้ยว่าใครทำให้เธอท้อง”ณัฐกานต์ถามหลานชายด้วยความสงสัย
“ไม่แน่ใจครับ” เขาตอบป้าแบบนี้ เพื่อไม่ให้ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับสมชาย
“ต้องจำที่หลวงตากันต์เคยสอนไว้ได้มั้ยว่าการฆ่าตัวตายเป็บาปหนักที่สุด บาปมากกว่าการฆ่าสัตว์เพราะเป็การทำลายชีวิตของตนเอง”
ณัฐกานต์หยุดจ้องมองหลานชาย แล้วพูดต่อ
“วิธีการเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ิญญาที่ฆ่าตัวตายได้รับบุญกุศลคือ ให้ญาติที่มีสายเืเดียวกัน หรือผู้ใกล้ชิด ไปปฏิบัติธรรม ทำกรรมฐานเดินจงกรม นั่งสมาธิ แล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ดวงิญญานั้นอย่างสม่ำเสมอจนกว่าดวงิญญาจะหลุดพ้นจากกรรมนั้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมาก”
เมื่อต้องกล้าได้ยินณัฐกานต์พูดเช่นนั้นเขารีบหันไปมองหน้าญาติผู้น้องเพื่อขอความช่วยเหลือ ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากใด ๆหญิงสาวก็รีบเอ่ยปากออกมาว่า...