หากกล่าวถึงท่านตากับท่านยายนั้น เธอเพิ่งรู้ว่าท่านตาคืออดีตไท่ฝูของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน* เพิ่งลาราชการตอนที่มารดาของซูเมิ่งหลานตาย เพราะเสียใจกับการตายของบุตรสาวมากจนไม่มีแก่ใจทำงานทำการอันใด
ส่วนท่านยายเป็นั้นสาวงามจากยุทธภพ นางเป็หนึ่งในผู้าุโสำนักแพทย์เทวะที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนทางตะวันตกของแคว้นอู่ มีฉายาว่าเซียนบุปผาเลยทีเดียว ไหนจะน้าสาวที่เป็น้องสาวคนเดียวของมารดายังเป็ถึงพระชายาเอกขององค์ชายใหญ่อีก
นี่เป็ความรู้ใหม่ที่เธอเพิ่งรู้ได้ไม่นาน ทำให้อดแปลกใจไม่ได้ ด้วยเื้ัขนาดนี้ ซูเมิ่งหลานไม่น่าใสซื่อ อ่อนด๋อย ตายง่ายเหมือนในนิยายเลยนะ
ช่างเถอะ!!! ในเมื่อต้องมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ก็ทำตามเป้าหมายตั้งมั่นมาจากชาติที่แล้ว นั่นก็คือ ใช้ชีวิตให้ดีที่สุดดีกว่า จะนางเอก จะพระเอก หรือจะตัวร้ายทั้งหลาย อยากตีกันก็ตีไปเถอะ ตัวประกอบอย่างเธอขอใช้ชีวิตให้มีความสุข แคล้วคลาดปลอดภัยจากกลอุบายทั้งปวงของพวกตัวหลักก็พอ
“ตาเฒ่า วันนี้เราเข้าพักโรงเตี๊ยมในเมืองกันเถิด ตั้งกระโจมกลางป่ามาหลายคืนแล้ว ร่างกายของเสี่ยวหลานจะทนไม่ไหวเอาได้”
พี่สาวคนงามวัยสามสิบเลิกผ้าประตูรถม้าขึ้นพร้อมกับบอกชายชราที่ทำหน้าที่ขับรถม้าอยู่ด้านหน้า นางสังเกตว่าวันนี้ทั้งวัน เด็กหญิงตัวน้อยเอาแต่ขมวดคิ้วตลอดเวลา คาดว่าอาจจะเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว แต่เพราะไม่คุ้นชินกับตา ยายอย่างพวกนางเลยไม่กล้าเอ่ยปากบอก
“อา... ได้ ๆ เช่นนั้นเราเข้าพักในเมืองกันสักสองสามคืนดีหรือไม่ พรุ่งนี้สามีจะได้เติมเสบียงสักหน่อย ส่วนภรรยาจะได้พาเสี่ยวหลานเที่ยวเล่นในเมืองให้สดชื่นสักหน่อย ดีหรือไม่หลานสาวคนดีของตา”
ชายชราที่ขับรถม้าหันมาตอบด้วยเสียงอ่อนหวาน
“ดีเ้าค่ะ ท่านตากับท่านยายใจดีที่สุดเลย แต่หลานไม่ได้เจ็บป่วยอันใดหรอกเ้าค่ะ แค่นั่งรถม้าข้ามเขาหลายวันเลยเบื่อเท่านั้นเอง ไม่จำเป็ต้องกินยาเพิ่มเลยเ้าค่ะ”
เด็กหญิงผมทรงซาลาเปาคู่ตอบพร้อมกับยิ้มตาหยี แล้วหันไปยิ้มประจบพี่สาวคนงามอีกที
ใช่แล้ว ชายแก่กับสาวงามคู่นี้ คือท่านตากับท่านยายของเ้าของร่างนี้ เมื่อสองเดือนก่อนสามีภรรยาคู่นี้ ไปฉะซูหย่วนที่มีตำแหน่งเสนาบดีการคลังถึงจวน ต่อด้วยด่ากระทบซูฮูหยิน และท่านยายก็ตบเซี่ยซื่อ จนหน้าบวมเป็หัวหมูค่อยพาเธอออกมาจากจวน เลยกลายเป็ว่าทั้งสองตระกูลมึนตึงกันด้วยประการฉะนี้แล
ไม่รู้ว่าป่านนี้พี่ชายทั้งสองของร่างนี้จะอยู่กันอย่างไร จะโดนโทสะของซูหย่วนหล่นใส่หัวหรือไม่ ท่านปู่ก็ไม่อยู่ที่จวนเสียด้วย ไม่รู้ว่าท่านย่าจะคุ้มกะลาหัวของหลานแฝดสุดที่รักของนางได้แค่ไหน
“เ้าตัวดี อายุเท่านี้ก็รู้จักเล่นเล่ห์กับเขาแล้วเหรอ ฮึ ยาเพิ่มไม่กินก็ได้ แต่ยาบำรุงประจำยังต้องกินอยู่ ที่สำนักอากาศหนาวแล้วก็ชื้นกว่าเมืองหลวงนัก หากเ้าร่างกายไม่แข็งแรงจะป่วยไข้เอาได้ รู้หรือไม่ มา ลงรถม้ากันเถิด ยายจะพาไปห้องพัก ให้ตาเ้าเอารถม้าไปเก็บเสียก่อน”
ท่านยายคนงามค้อนปะหลับปะเหลือก ขณะอุ้มเด็กหญิงลงจากรถม้า
“เ้าค่า ท่านยายคนงามของข้า ว่าแต่ หลังกินยา ข้าขอกินลูกอมสองเม็ดได้หรือไม่เ้าคะ”
เด็กหญิงตอบขณะะโโลดเต้นมาเกาะแขนของสาวงามเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
หากไม่รู้แต่แรกว่าท่านตาอายุน้อยกว่าท่านยายถึงสองปี เธอคงคิดว่าท่านตามีรสนิยมคล้าย ๆ กับเธอแน่นอน นั่นคือ นิยมหญ้าอ่อนเป็พิเศษแน่นอน แต่สุดท้ายกลายเป็ว่าท่านยายคนงามของเธอดันแก่กว่าท่านตาตั้งหลายปีเสียนี่
ส่วนที่ว่าเหตุใดรูปลักษณ์ของทั้งคู่จึงกลับตาลปัดเช่นนี้ ก็เป็เพราะความมหัศจรรย์ของสมุนไพรในโลกนี้อย่างไรเล่า เพราะตอนหนุ่มๆ ท่านตา ‘จางเป่า’ หน้าตาดีเกินไป ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในหน้าที่การงานและรำคาญที่มีสตรีมาติดพันมากเกินไปจึงขอให้ท่านยายปรุงยาที่ทำให้ผม คิ้ว และหนวดกลายเป็สีดอกเหมือนคนแก่เสียเลย......ท่านตาว่าอย่างนั้นหล่ะนะ!!
ทางฝั่งท่านยายของนาง ‘หร่วนจิง’ เป็ลูกสาวของของเ้าสำนักแพทย์เทวะคนก่อน เชี่ยวชาญเื่สมุนไพรและการแพทย์อย่างยิ่ง นอกจากนี้นางยังมีน้องสาวฝาแฝด ‘หร่วนจิน’ ที่ตอนนี้เป็เ้าสำนักแพทย์เทวะคนปัจจุบันอีกด้วย
ความจริงแล้วท่านยายของนางคือผู้ที่ต้องสืบทอดตำแหน่งเ้าสำนัก แต่ใครใช้ให้ท่านยายไปติดใจขุนนางหนุ่มน้อยหน้าละอ่อนเข้าให้เล่า แต่ไหนแต่ไรมาราชสำนักกับยุทธภพถือคติน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง
นางเลยยกภาระการเป็หัวหน้าสำนักแพทย์เทวะให้น้องสาวฝาแฝดด้วยความยินดียิ่ง แล้วล้างมือในอ่างทองคำประกาศออกจากยุทธภพอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อไปแต่งให้ท่านตาที่เป็พ่อขุนนางหนุ่มน้อยหน้าใสในวันนั้น
เพราะความที่นางได้สามีอายุน้อยกว่า ทำให้นางคิดค้นทั้งครีมและยาที่คงความเยาว์วัยออกมาใช้เองมากมาย สุดท้ายก็เป็เช่นนี้ อายุนางมากกว่าห้าสิบปีแล้ว แต่หน้านางยังเหมือนสามสิบต้น ๆ เท่านั้นเอง
เื่การต่อสู้นั้น ท่านตาของนางอดีตเป็จ้วงหยวนฝ่ายบุ๋น* หลังรับราชการก็กลายเป็ไท่ฝูของรัชทายาทในตอนนั้น วรยุทธ์มีเพียงแค่เอาตัวรอดได้เท่านั้น ถึงแม้จะมีวิชาท่าเท้าที่สุดยอดหาคนติดตามได้ยาก แต่นั่นก็เป็เพราะว่าเขาเอาไว้หนีอย่างไรหล่ะ จะสู้ท่านยายของนางที่เติบโตในยุทธภพได้อย่างไร
สุดท้ายท่านตาเลยถูกท่านยายจับกินและคอยปกป้องมาจนบัดนี้นั่นแหละ....ท่านยายช่างเป็ไอดอลโลกนี้ของนางจริง ๆ
“ท่านยายเ้าขา ต่อไปข้าจะสามารถเที่ยวเล่นโดยไม่เหนื่อยอ่อนตลอดเวลาอย่างนี้ได้หรือไม่เ้าคะ”
ซูเมิ่งหลาน ถามขึ้นหลังจากดื่มยาบำรุงก่อนนอน เธอคิดใคร่ครวญดีแล้ว ในเมื่ออยากจะมีชีวิตที่ดีในร่างนี้ ก่อนอื่นก็ต้องทำให้ร่างนี้แข็งแรงเสียก่อน ในเมื่อนิยายเื่นี้เป็เื่เกี่ยวการเมืองในแคว้นนี้กับกึ่งๆ กำลังภายใน มันก็น่าจะมีเคล็ดวิชาให้ฝึกมากมายกระมัง
“หลานข้า ในที่สุดเ้าก็โตแล้ว เมื่อปีที่แล้ว ตากับยายไปรับเ้าที่จวนเพื่อไปรักษาตัว เ้ายังเอาแต่งอแงไม่อยากรักษา ไม่อยากฝึกยุทธ์อยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้เ้าจะร่ำร้องอยากรักษาเสียเอง ดีจริงๆ”
ท่านยายคนงามพูดพร้อมกับซับน้ำตาที่หางตา......อะไรจะซาบซึ้งปานนั้น
“อาจิงเ้าเป็อะไร ร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรเ้า”
ชายชราที่เพิ่งเปิดประตูห้องพักเข้ามา ถามอย่างใ พร้อมวิ่งกระวีกระวาดไปเปิดหน้าต่าง มองซ้าย มองขวา คล้ายกับค้นหาคนร้าย
“ตาเฒ่าจาง เลิกฟุ้งซ่านได้แล้ว หากมีคนทำร้ายข้าได้จริง หน้าอย่างเ้าจะไปสู้ไหวรึ ข้าเพียงดีใจที่หลานสาวของเราอยากจะรักษาตัวแล้วต่างหากเล่า ปิดหน้าต่างแล้วกลับมานั่งนี่ได้แล้ว มืดค่ำแล้วนะ เดี๋ยวแมลงจะเข้ามากัดหลานข้า”
ท่านยายคนงามถลึงตาตอบใส่ท่านตาผู้ชรา ก่อนเรียกมานั่งที่โต๊ะน้ำชากลางห้อง ส่วนเด็กคนเดียวของห้องเอาแต่มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที
“แหะแหะ เื่เมื่อปีก่อน ข้าจำไม่ได้เ้าค่ะ แต่ตอนนี้ข้าคิดได้เพียงว่า ในเมื่อมีคนอยากให้ข้าตาย ข้าก็ควรจะอยู่ต่อไปให้ได้ อยู่ต่อไปอย่างดี ให้คนพวกนั้นโมโหจนอกแตกตายไปเลยเ้าค่ะ”
ซูเมิ่งหลานตอบพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ บุคลิกที่ดูเป็ผู้ใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย ปรากฏออกมาอย่างไม่ตั้งใจ จนทำให้สองสามีภรรยาอดสะท้อนใจไม่ได้ คิดว่า่ที่ผ่านมาหลานของตนต้องผ่านความคับแค้นใจอะไรมาได้ ถึงได้เคี่ยวกรำตนเองจนกลายเป็คนที่รู้ความเช่นนี้
ที่ผ่านมาตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หมี่พยายามทำตัวให้สมวัยเด็กสี่ขวบ เพราะกลัวสองสามีภรรยาจะรู้ว่าเธอไม่ใช่หลานของพวกเขา แต่บางครั้งก็มีหลุดบุคลิกเดิมของตนออกมาบ้าง แต่สองสามีภรรยา ที่มีโอกาสได้พบเจอหลานสาวปีละครั้งกลับเข้าใจไปว่าหลานสาวตนโดนรังแกมากเกินไป จนบีบคั้นตนเองให้โตเกินวัยเสียนี่
“เ้าคิดได้เช่นนี้ ยายก็ยินดี ร่างกายของเ้านั้นได้รับมรดกพิษมาจากท่านยายทวดของเ้า พิษนี้มีชื่อว่า ‘บุบผาร้อยปี’ ที่มีชื่อแบบนี้เพราะมันมีอายุของพิษอยู่ร้อยปี และพิษจะส่อต่อให้บุตรสาวคนแรกของผู้ที่ถูกพิษผ่านสายรกไปอีกสามชั่วคน ที่สำคัญมันจะบั่นทอนชีวิตของลูกหลานรุ่นต่อไปให้ตายเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ยายเป็รุ่นแรกที่ได้รับมรดกพิษ เดิมทีสามารถมีชีวิตได้ถึงอายุสามสิบปี รุ่นที่สองจะมีชีวิตราว ๆ อายุยี่สิบปี ส่วนรุ่นสุดท้ายจะมีอายุได้ราว ๆ สิบห้าปี วิธีแก้พิษนั้นไม่ยากนัก เพียงฝึกเคล็ดวิชา ‘นารีกายาหยก’ ให้บรรลุขั้นสาม ร่วมกับการฝังเข็มและดื่มยาขับพิษก็สามารถมีชีวิตยืนยาวได้แล้ว เพียงแต่สุขภาพจะไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยง่าย ต้องดื่มยาบำรุงอยู่ตลอดเท่านั้น
เคล็ดวิชานี้มีทั้งหมดหกขั้น เพียงแต่ขั้นสี่จนถึงขั้นหกจะต้องมีการใช้สมุนไพรและยาน้ำแช่ตัวช่วยเหลือด้วย น่าเสียดายกว่ายายจะตามหาสมุนไพรจนครบยายก็มีแม่ของเ้าเสียแล้ว นางเลยได้รับพิษต่อจากยาย แต่เพราะนางถูกเลี้ยงดูแบบคุณหนูสกุลใหญ่ เลยไม่ยอมฝึกยุทธ์ สุดท้ายนางก็จากไปตอนอายุยี่สิบกว่าปีจริง ๆ ”
ท่านยายคนงามั์ตาฉายแววเศร้าสร้อย เมื่อเล่าเื่ราวของลูกสาวผู้อาภัพ
“เหตุใดเป็คุณหนูสกุลใหญ่ จึงฝึกยุทธ์ไม่ได้เล่าเ้าคะ”
เด็กหญิงถามด้วยความสงสัยพร้อมรับน้ำชาจากมือท่านตามายื่นให้ท่านยาย
“มิใช่ฝึกยุทธไม่ได้ แต่ฝึกเคล็ดวิชานี้ไม่ได้ เพราะเคล็ดวิชานี้นอกจากบ่มเพาะกำลังภายในจนก่อให้เกิดพลังลมปราณในตันเถียนแล้ว ยังมีการยืด เหยียด ดัดตัว เฉพาะ จนทำให้เยื่อพรหมจรรย์ฉีกขาดระหว่างฝึกได้ คุณหนูสกุลใหญ่เขาถือเื่นี้กันมาก ช่างเถอะ ๆ ...... เ้าคงไม่รู้ ว่าเยื่อพรหมจรรย์คือสิ่งใดอยู่ดี เอาเป็ว่าหากฝึกเคล็ดวิชานี้ อนาคตเ้าจะออกเรือนลำบาก”
ท่านยายตอบพลางลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่อยู่ด้วยกัน นางสังเกตว่าหลานสาวนางรู้ความมาก และค่อนข้างรอบรู้กว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่นางไม่ได้แปลกใจมากนัก
เพราะหลานชายคนโตของเคยเล่าในจดหมายหลายครั้ง ว่าน้องสาวตัวน้อยนั้นเป็อัจฉริยะ อ่านหนังสือ คัดอักษรเก่งกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก เพียงแต่ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยร่าเริงนักเท่านั้น
“มิใช่ว่าตอนพวกนางะโขึ้นหลังม้าแล้วมันก็ฉีกไปแล้วหรอกหรือเ้าคะท่านยาย”
“แคก ๆ หลานสาวคนดีรู้ด้วยหรือว่าเยื่อพรหมจรรย์คือสิ่งใด”
ท่านตาถึงกับสำลักน้ำลายก่อนระร่ำระลักถามหลานสาว
“รู้สิเ้าคะท่านตา พี่รองเคยบอกข้าว่ามันเป็สิ่งที่เอาไว้เ้าบ่าวพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเ้าสาวเ้าค่ะ หลานจำได้” ซูเมิ่งหลานรีบตอบเฉไฉ หลังจากที่รู้ตัวว่าพูดเื่ที่เด็กสี่ขวบไม่ควรรู้ออกไป
ส่วนท่านตากับท่านยายกลับหน้าแดงก่ำ คิดในใจว่าหากกลับไปเมืองหลวงครั้งหน้าจะจัดการเ้ารองตัวดี ที่สั่งสอนเื่ไม่ควรให้ลานสาวตัวน้อย จนนางเกือบเสียคนแน่ ๆ
อา....คนโบราณนี่เขาเขินอายกันง่ายแบบนี้เลยเหรอ
“เอาเถิด วันนี้เรานอนพักกันก่อน พรุ่งนี้ยายจะบอกขั้นตอนการฝึกเ้าอีกที ตอนนั้นเ้าค่อยตัดสินใจว่าจะฝึกหรือไม่ เพราะเมื่อตัดสินใจฝึกแล้วจนกว่าจะบรรลุขั้นสามเ้าจะล้มเลิกการฝึกกลางคันไม่ได้ เข้าใจหรือไม่”
ท่านยายคนงามตัดบทก่อนพาหลานสาวขึ้นนอนบนเตียงแข็ง ๆ ของโรงเตี๊ยม ส่วนท่านตาชราก็นอนที่ตั่งข้างหน้าต่างไป
...................................................................................................................................................................
*เซี่ยซื่อ หมายถึงฮูหยินที่แซ่เดิม แซ่เซี่ย ส่วนใหญ่ใช้เรียกสะใภ้รุ่นที่สองหรือสามนะคะ เพราะคนโบราณจะแต่งงานเร็ว แล้วจะอยู่รวม ๆ กัน จนกว่าคนที่าุโที่สุดจะตายทั้งชายและหญิง เขาถึงจะแยกบ้านกัน เช่น คนแก่สุดเป็รุ่นปู่ทวด แม้ว่าปู่ทวดจะตายไปแล้ว แต่ถ้าย่าทวดยังอยู่ รุ่นปู่มีกี่คนก็จะยังอยู่รวมกัน ไหนจะรุ่นลูกของปู่ที่เป็ผู้ชายอีก บางครอบครัวรุ่นทวดมีอายุอยู่ยันรุ่นเหลนแต่งงานเลยก็มี
เพราะฉะนั้นสมาชิกในบ้านจะเยอะมาก การเรียกแซ่เดิม เติมคำว่า ‘ซื่อ’ จึง เป็การระบุตัวตนได้ชัดเจนกว่า อีกนัยหนึ่งคือ เป็การบอกว่าบ้านน้องเมิ่ง ไม่ได้มีแค่พ่อนางเป็ลูกชายท่ายย่าคนเดียว จะต้องมีลุงหรืออาผู้ชายอยู่ด้วย
*ซูฮูหยิน คือฮูหยินของตระกูลซู ผู้ที่จะได้รับเกียรติให้ถูกเรียกแบบนี้คือผู้ที่มีสามีอยู่ในรุ่นเดียวกับผู้นำตระกูลนะคะ อย่างในเื่ตอนนี้ปู่ของซูเมิ่งหลานเป็ผู้นำตระกูล ย่าของนางจึงถูกเรียกว่าซูฮูหยิน ส่วนพวกบรรดาสะใภ้ จะถูกเรียกด้วยแซ่เดิมตามด้วยคำว่า ‘ซื่อ’ ส่วนในอนาคตถ้าปู่นางตายไปหรือสละตำแหน่ง ย่าของนางจะถูกเรียกว่าฮูหยินผู้เฒ่าซู และปู่จะถูกเรียกว่า นายท่านผู้เฒ่าซู เช่นกัน
*ไท่ฝู หรือราชครู เป็อาจารย์และที่ปรึกษาคนสนิท ที่ได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้องค์ก่อนให้สั่งสอนเหล่าองค์ชายหรือรัชทายาท ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะเป็กลางทางการเมือง หรือไม่ก็จะไม่มีอำนาจหนุนหลังเพราะไม่งั้นจะทำให้บัลลังค์ของฮ่องเต้สั่นคลอนได้ แต่พอถึงเวลาที่องค์ชายที่พวกเขาสอนได้ขึ้นเป็ฮ่องเต้เนี่ย ไท่ฝูผู้นั้นจะ so hot very hot และน่าเกรงขามมาก ๆ
*จ้วงหยวนหรือจอหงวน คือบัณฑิตจิ้นชื่อ ที่สอบได้อันดับที่หนึ่งของแคว้น จ้วงหยวนเป็วิทยฐานะที่มีเกียรติสูงและมีสิทธิหลายอย่างที่บุคคลอื่นไม่อาจจะมี เช่นอาจได้เป็อัครมหาเสนาบดี หรืออาจารย์ของค์ชายที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญ เป็ต้น
**ต้องออกตัวก่อนว่าภาษาจีนของไรท์อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการนักนะคะ เพราะเคยเรียนคอร์สเพื่อการสื่อสารคอร์สเดียว ที่เหลืออาศัยศึกษาเองและจากการใช้งานล้วน ๆ รีดมีข้อติชมประการใด ไรท์ล้วนน้อมรับค่ะ