ตอนที่ 1 เอกสารเ้าปัญหา
บ่ายวันพฤหัสบดีที่แสนอบอ้าวของกรุงเทพมหานคร สายลมร้อนผ่าวระลอกแล้วระลอกเล่าพัดผ่านยอดตึกสูงเสียดฟ้าในย่านธุรกิจใจกลางเมือง แสงแดดสีทองจัดจ้าสาดส่องกระทบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของอาคารสำนักงานชั้นสิบสอง ทว่าแสงสว่างเจิดจ้าด้านนอกกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในแผนกจัดซื้อที่แสนวุ่นวายดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย เสียงคีย์บอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่องยังคงดังระรัวประสานเสียงคล้ายกับบทเพลงแห่งความตึงเครียดในเวลางาน ทุกคนต่างเร่งรีบสะสางหน้าที่ของตนก่อนจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
แต่สำหรับผม... ความเย็นเยือกสายหนึ่งกำลังแล่นปราดไปตามกระดูกสันหลังอย่างเชื่องช้า มันหนาวสะท้านลึกเข้าไปถึงขั้วกระดูกขัดกับสภาพอากาศอันอบอ้าวภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ผมชื่อ "ตง" อายุยี่สิบสี่ปี เด็กหนุ่มป้ายแดงที่เพิ่งจบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจและก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงในฐานะเ้าหน้าที่สนับสนุนงานจัดซื้อของบริษัทเอกชนแห่งนี้ได้เพียงสามเดือนเศษ ่ทดลองงานสี่เดือนที่ทุกคนบอกว่าเป็แค่การปรับตัว สำหรับคนขี้ประหม่าและขี้อายอย่างผม มันเปรียบเสมือนการเดินทรงตัวอยู่บนเส้นด้ายบางเฉียบเหนือนรกอเวจี ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวไว มีบุคลิกค่อนข้างเชื่องช้า พูดน้อย และขลาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ยิ่งเวลาที่ต้องพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงหรือระดับหัวหน้างานที่มีตำแหน่งสูงกว่า ผมมักจะเกิดอาการใจสั่นจนพูดติดอ่างอยู่บ่อยๆ
และที่น่าอายที่สุดคือ... ผมไม่เคยผ่านการมีแฟนมาก่อนเลยสักคนในชีวิต
ประสบการณ์รักใคร่หรือััทางกายระหว่างชายหญิงเป็เพียงทฤษฎีในหน้ากระดาษหรือภาพจินตนาการในหัวสมองของเด็กหนุ่มที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ความใสซื่อและขี้เขินสะท้านอารมณ์ของผมมักตกเป็เป้าหมายในการหยอกเย้าของพี่ๆ พนักงานหญิงในแผนกอยู่เสมอ โดยเฉพาะ "พี่ฝ้าย" หัวหน้าโครงการสาววัยยี่สิบเจ็ดปีที่มักจะส่งเสียงแซวเวลาเห็นผมเดินหน้าแดงก้มตาหลบหน้าพนักงานสาวแผนกอื่น ทุกครั้งที่มีใครพูดเื่ความรักหรือเื่เซ็กซี่ ใบหน้าของผมจะร้อนผ่าวราวกับจะจับไข้ แดงก่ำไปถึงใบหูและลำคอจนกลายเป็ตัวตลกประจำแผนก
ทว่าในบ่ายวันนี้ เื่ที่กำลังทำให้ผมตื่นตระหนกจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น ไม่ใช่เื่หยอกล้อธรรมดาๆ แต่เป็เื่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในหน้าที่การงานของผมเอง
บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสีดำสนิท ตารางคำนวณงบประมาณขนาดใหญ่ในโปรแกรม Excel ถูกเปิดค้างไว้ มันคือเอกสาร "ใบเสนอราคาและประมาณการค่าใช้จ่ายสัมมนาพูลวิลล่าหัวหิน" ซึ่งเป็ทริปสัมมนาและพักผ่อนประจำปีของระดับหัวหน้างานและฝ่ายบริหารทั้งหมดของบริษัทที่จะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เช้า ผมได้รับมอบหมายให้เป็ผู้จัดเตรียมเอกสาร ประสานงานกับทางโรงแรม และส่งคำขออนุมัติเข้าระบบจัดซื้อของบริษัท
ในขณะที่ผมกำลังเคลียร์เอกสารขอซื้ออื่นๆ บนโต๊ะทำงานที่วางระเกะระกะไปด้วยแฟ้มข้อมูล เสียงโทรศัพท์ภายในเครื่องสีขาวหม่นที่ตั้งอยู่มุมขวาของโต๊ะทำงานก็แผดเสียงดังขึ้นกะทันหัน
*กริ๊ง...!*
ผมสะดุ้งสุดตัวจนปากกาเคมีในมือร่วงลงไปกลิ้งอยู่ใต้โต๊ะทำงาน ผมรีบสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมสติที่กระเจิงไปชั่วขณะ ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นน้อยๆ ไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูแล้วเอ่ยเสียงทักทายด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด "แผนกจัดซื้อ ตงครับ"
"น้องตงคะ พี่จิ๋มเองนะคะ" เสียงของเลขานุการส่วนตัวของคุณรสริน ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ปลายสายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าเฉียบขาดดุจคนทำงานมืออาชีพ "คุณรสเรียกให้เข้าไปพบที่ห้องทำงานตอนนี้เลยค่ะ ขอแบบด่วนที่สุดนะคะ"
"คะ...ครับพี่จิ๋ม ผมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้ครับ"
เสียงสัญญาณสายว่างดังตู๊ดๆ ตามมาทันทีหลังจากสิ้นประโยค ทิ้งให้ผมนั่งแข็งทื่ออยู่กับที่ประหนึ่งก้อนหิน คำว่า "ด่วนที่สุด" จากปากของเลขานุการเปรียบเสมือนเสียงระฆังเตือนภัยล่วงหน้า หัวใจของผมร่วงหล่นวูบลงไปอยู่ในเหวลึกทันที ความรู้สึกใจหายใจคว่ำพุ่งเข้าเกาะกุมจนตัวชา ผมรีบเลื่อนเมาส์กลับมาที่หน้าต่างโปรแกรมเสนออนุมัติเอกสารในระบบของบริษัท เพื่อตรวจดูรายละเอียดเอกสารทริปสัมมนาหัวหินที่ผมเพิ่งกดยืนยันส่งไปเมื่อราวหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา
และทันทีที่สายตาของผมประสานเข้ากับตัวเลขในช่องสรุปงบประมาณรวม... ลมหายใจของผมก็สะดุ้งขาดห้วงไปทันที ใบหน้าชาหนึบขึ้นมาในเสี้ยววินาที
ตัวเลขงบประมาณรวมค่าที่พักและบริการจัดเลี้ยงสัมมนาของวิลล่าหัวหิน ช่องที่ควรจะพิมพ์ตัวเลขว่า "180,000 บาท" (หนึ่งแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) กลับถูกผมคีย์ตัวเลขเกินไปหนึ่งหลัก กลายเป็ "1,800,000 บาท" (หนึ่งล้านแปดแสนบาท)! ซึ่งมันมากกว่างบประมาณจริงถึงสิบเท่าตัว!
ผมเบิกตากว้างจ้องมองตัวเลขศูนย์ที่ยาวเหยียดบนหน้าจออย่างไม่เชื่อสายตา นิ้วมือของผมเผลอกดซูมหน้าจอเข้าไปใกล้จนแทบชิดขอบ ตัวเลขศูนย์ที่เกินมาหนึ่งตัวนั้นเด่นหราประหนึ่งป้ายประจานความสะเพร่าะเืขวัญ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผมเลื่อนหน้าจอลงมาตรวจดูรายละเอียดตารางห้องพัก ผมก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อพบว่าช่องระบุจำนวนห้องเดี่ยวระดับวีไอพีของเหล่าบอร์ดบริหารจำนวนห้าห้อง กับห้องคู่ของพนักงานจำนวนสิบห้อง ถูกผมพิมพ์สลับช่องกัน! มันกลายเป็การสั่งจองห้องเดี่ยวสิบห้อง และห้องคู่เพียงห้าห้อง ซึ่งโรงแรมพูลวิลล่าแห่งนั้นมีจำนวนห้องเดี่ยวจำกัดและราคาสูงลิบลิ่ว
"ตายแน่ๆ... ตงเอ๋ย ตกงานแน่ๆ รอบนี้..." ผมพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าของผมถอดสีจนขาวซีดราวกับคนไม่มีเืหล่อเลี้ยง อุ้งมือที่จับเมาส์เริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาจนเปียกชื้นเฉอะแฉะ ผมพยายามคลิกปุ่มดึงเอกสารคืน (Recall) ในระบบอนุมัติอย่างบ้าคลั่ง ทว่าหน้าจอระบบกลับเด้งข้อความแจ้งเตือนสีแดงแป๊ดขึ้นมาหลอกหลอนว่า *'ไม่สามารถดึงเอกสารคืนได้ เนื่องจากเอกสารอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาโดยผู้จัดการฝ่ายแล้ว'*
นั่นหมายความว่า เอกสารฉบับเ้าปัญหานี้ได้ไปปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของคุณรสริน ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผนก และได้ชื่อว่าเป็ 'นางพญาเสือ' ที่เฉียบขาดและเข้มงวดที่สุดในบริษัทเรียบร้อยแล้ว
ความคิกคักชุลมุนของเพื่อนร่วมงานรอบตัวดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที ในหัวของผมคิดฟุ้งซ่านไปไกลแสนไกล ผมเพิ่งทำงานได้เพียงสามเดือน ประวัติการทำงานก็ยังไม่มีอะไรเป็ชิ้นเป็อัน แถมยังไม่ผ่านโปรทดลองงานด้วยซ้ำ หากคุณรสรินรายงานความผิดพลาดนี้ไปยังฝ่ายบุคคล ผมต้องโดนไล่ออกอย่างแน่นอน แล้วพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดที่หวังจะเห็นลูกชายคนนี้มีอนาคตที่มั่นคงในกรุงเทพฯ จะรู้สึกอย่างไรถ้าต้องรู้ว่าลูกชายตกงานเพราะความสะเพร่าโง่ๆ แบบนี้
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามบังคับมือที่สั่นเทาไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้ ผมหันไปสั่งพิมพ์เอกสารใบประมาณการงบประมาณฉบับแก้ไขที่ถูกต้อง และฉบับที่ผิดพลาดในระบบอนุมัติออกมาจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์ข้างโต๊ะ เสียงเครื่องพิมพ์ทำงานดัง *ครืด... ครืด...* แต่ละแผ่นกระดาษที่เลื่อนออกมาัักับนิ้วมือของผมมันยังคงอุ่นร้อน ทว่าหัวใจของผมกลับเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
ผมถือเอกสารเ่าั้แนบอก กระดาษ A4 สั่นไหวส่งเสียงกรอบแกรบแ่เบาตามจังหวะมือที่สั่นระริก ขาสองข้างของผมดูอึดอัดและหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนเหล็กมาผูกถ่วงไว้ ยามที่ต้องก้าวเดินออกจากแผนกจัดซื้อ ผ่านโต๊ะทำงานของพี่ๆ พนักงานคนอื่นที่กำลังยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง โดยไม่มีใครรู้เลยว่าผมกำลังก้าวเดินไปสู่แดนปะาชีวิตการทำงานของตัวเองที่ห้องทำงานส่วนตัวของผู้จัดการใหญ่สุดทางเดิน
---
ทางเดินแคบๆ ที่นำไปสู่ห้องทำงานของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อดูเหมือนจะยาวไกลชั่วนิรันดร์ในบ่ายวันนี้ ทุกย่างก้าวของผมเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและหวาดระแวง ที่สุดทางเดินนั้น ประตูไม้โอ๊กบานใหญ่ขัดมันจนเงาวับปรากฏขึ้นแก่สายตา บนประตูมีป้ายอะคริลิกสีดำขอบทองเหลืองสลักตัวอักษรภาษาไทยและอังกฤษอย่างประณีตว่า "รสริน กิตติขจร - ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ"
ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานนั้น สูดหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่สามสี่รอบเพื่อขจัดความตื่นเต้นที่บีบรัดหน้าอกจนรู้สึกอึดอัดอับจน ผมขยับปมเนคไทสีกรมท่าและปกเสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้าอ่อนให้เข้าที่เข้าทาง แม้จะรู้ดีว่ารูปลักษณ์ที่เรียบร้อยไม่ได้ช่วยลดหย่อนโทษทัณฑ์ลงได้เลย ผมยกมือที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบขึ้น เคาะประตูไม้บานหนาสามครั้งด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
"เข้ามาค่ะ" เสียงตอบรับจากภายในห้องดังขึ้นทันที มันคือน้ำเสียงหวานละมุนทว่าทรงพลังและเฉียบขาดอันเป็เอกลักษณ์ของคุณรสริน เสียงนั้นทำให้หัวใจของผมกระตุกและเต้นระรัวเร็วขึ้นมาอีกเท่าตัว
ผมเอื้อมมือไปจับลูกบิดทองเหลือง ค่อยๆ หมุนและผลักประตูเปิดออกอย่างแ่เบา ก้าวเท้าก้าวแรกเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหรา เงียบสงบ และสะอาดสะอ้าน ความเย็นะเืจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอุณหภูมิต่ำปะทะเข้ากับใบหน้าและิัของผมทันทีจนผมเผลอขนลุกซู่ บรรยากาศภายในห้องนี้ช่างแตกต่างจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง มันเงียบสะกดจนผมได้ยินเสียงแอร์ทำงานดังหึ่งๆ แ่เบาอยู่บนเพดานสลับกับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นดังตึกตัก
แต่สิ่งที่ปะทะเข้ากับประสาทััของผมเป็อย่างแรกและเด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่ความเย็น ทว่ามันคือ "กลิ่นหอม" ประจำตัวของคุณรสริน กลิ่นน้ำหอมกลิ่นนี้คนในแผนกทุกคนต่างรู้ดีว่ามันเป็สัญลักษณ์ของเธอ มันคือกลิ่นกุหลาบสายพันธุ์ยุโรปสีแดงก่ำหรูหราที่อบอวลปนเปไปกับกลิ่นไม้หอมเข้มข้นอย่างกฤษณา (Oud) และกลิ่นเครื่องเทศอุ่นๆ กลิ่นของมันมีระดับ เย้ายวน ชวนให้เคลิบเคลิ้มและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน แต่ทว่ามันก็แฝงไปด้วยความรู้สึกกดดันและน่าเกรงขามดุจนางพญาผู้มีบารมีล้นพ้น ยามที่กลิ่นนี้ลอยมาแตะจมูก ผมรู้สึกสมองพร่ามัวไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงขึ้นราวกับกำลังตกอยู่ใต้มนตร์สะกด
หลังโต๊ะทำงานไม้สีมะฮอกกานีตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ร่างระหงของคุณรสรินกำลังนั่งพิงเก้าอี้ทำงานหนังแท้สีดำตัวใหญ่ ท่าทางของเธอดูผ่าเผยและสง่างามดั่งพญาเสือสาว
คุณรสรินในวัยสี่สิบห้าปี... ใช่ครับ เธออายุสี่สิบห้าปีแล้ว ทว่าหากใครได้มาเห็นเธอตรงหน้าเป็ต้องไม่เชื่อสายตา เพราะความงามและเสน่ห์ทางเพศของเธอยังคงเปี่ยมล้นราวกับหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดละออไม่มีริ้วรอยแห่งวัย ใบหน้าเรียวสวยได้รูปรับกับดวงตาคู่คมกริบสีนิลเฉี่ยวคมประหนึ่งตาพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะจ้องจับเหยื่อ แววตาคู่นั้นซ่อนความหยิ่งยโสทว่าเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนลึกลับสะกดสายตา ริมฝีปากอิ่มสวยทาลิปสติกสีแดงก่ำหรูหราที่ขับเน้นให้ใบหน้าดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสีน้ำตาลเข้มดัดลอนใหญ่ทิ้งตัวสลวยคลอเคลียบ่ากว้างและหน้าอกอย่างมีระดับ
การแต่งกายของคุณรสรินในวันนี้สะกดสายตาของผมจนแทบขยับตัวไม่ได้ เสื้อเชิ้ตผ้าไหมซาตินเนื้อบางเบาสีครีมโปร่งแสงที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนสล้างเปล่งปลั่งและร่องอกลึกที่ขยับขึ้นลงช้าๆ ตามจังหวะลมหายใจของเธอ สร้อยคอทองคำขาวเส้นบางที่มีจี้เพชรรูปหยดน้ำเม็ดงามสะท้อนแสงไฟระยิบระยับอยู่บนเนินเนื้อขาวผ่อง ท่อนล่างเป็กระโปรงทรงเอเข้ารูปสีดำสั้นเหนือเข่า อวดสะโพกผายกลมกลึงและเรียวขาคู่สวยที่สวมถุงน่องเนื้อบางสีดำใส ซึ่งไขว่ห้างอยู่ใต้โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่
หน้าอกขาวสะพรั่งและเรียวขาคู่สวยที่สวมถุงน่องดำใสนั้นสร้างแรงดึงดูดทางเพศและความกดดันอย่างมหาศาลต่อเด็กหนุ่มผู้อ่อนประสบการณ์อย่างผม ผมประหม่าจนไม่กล้าแม้แต่จะช้อนสายตาสบตากับดวงตาคู่คมคู่นั้นตรงๆ สายตาของผมทำได้เพียงก้มต่ำ มองดูเอกสารในมือตัวเองสลับกับจ้องมองเรียวขาคู่สวยภายใต้ถุงน่องดำที่ขยับสั่นไหวเล็กน้อยใต้โต๊ะทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งมอง... ความรู้สึกร้อนรุ่มบางอย่างก็เริ่มแล่นพล่านไปทั่วท้องน้อย แก่นกายภายใต้กางเกงสแลกสีเทาเข้มของผมเริ่มตื่นตัวและเต้นตุบๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่โครมครามด้วยความสับสนระคนเกรงใจต่อเ้านายสาวใหญ่
"นั่งลงสิตง" คุณรสรินเอ่ยปากเสียงเรียบนิ่ง สายตาคมกริบละจากหน้าจอแล็ปท็อปพกพาส่วนตัวของเธอ แล้วปรายมาสบตากับผมโดยตรง แววตานั้นสงบนิ่งแต่น่าเกรงขาม
ผมสะดุ้งเล็กน้อย ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้หนังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็วและระมัดระวังที่สุด แผ่นหลังของผมเหยียดตรงแน่ว มือสองข้างวางประสานกันไว้บนตัก พยายามบีบแผ่นเอกสารที่เริ่มยับย่นในมือเอาไว้แน่น "ครับคุณรส... นี่เป็เอกสารเสนออนุมัติโครงการสัมมนาที่ผมพิมพ์ข้อมูลผิดพลาดในระบบครับ..." ผมยื่นกระดาษแผ่นนั้นข้ามโต๊ะทำงานไปด้วยมือที่สั่นระริกจนกระดาษสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
คุณรสรินขยับตัวเล็กน้อย เอื้อมมือเรียวสวยที่ปลายนิ้วทาเล็บสีแดงสดข้ามโต๊ะมารับเอกสารไป ในจังหวะนั้น ปลายนิ้วอุ่นของเธอแตะโดนหลังมือของผมโดยบังเอิญ ััอุ่นผิวกายเนียนละเอียดของเธอเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่แล่นปราดเข้าสู่ร่างกายของผมจนผมสะดุ้งตัวโยนรีบชักมือกลับมาวางไว้บนตักอย่างรวดเร็ว ใบหน้าร้อนวูบวาบจนแทบจะจับไข้
เธอไม่ได้ว่าอะไรกับปฏิกิริยาตื่นตูมของผม แต่วางเอกสารลงบนโต๊ะทำงานไม้ กวาดสายตาคมกริบอ่านรายละเอียดแต่ละบรรทัดอย่างช้าๆ ความเงียบงันและเย็นะเืในห้องทำงานเริ่มบีบเค้นสติของผมให้แหลกละเอียดทีละน้อย ผมทำได้เพียงก้มหน้ามองมือตัวเองที่ยังสั่นไม่หยุด
"พิมพ์งบประมาณรวมจากหนึ่งแสนแปดหมื่น เป็หนึ่งล้านแปดแสนบาท..." คุณรสรินเปิดปากพูดทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอทุ้มต่ำราบเรียบแต่อัดแน่นไปด้วยอำนาจดุดัน "แล้วจำนวนห้องพักของบอร์ดบริหารกับพนักงานก็จองสลับกันจนมั่วไปหมด... ตงคิดว่าการทำงานสะเพร่าแบบนี้มันเป็เื่ปกติของเด็กจบใหม่งั้นเหรอ?"
"มะ...ไม่ใช่ครับคุณรส ผมขอโทษครับ..." เสียงของผมตะกุกตะกักจนแทบจะฟังไม่ได้สรรพ ใบหน้าของผมร้อนผ่าวและแดงก่ำจนลามไปถึงใบหูและลำคอ ความอับอายและประหม่าประดังประเดเข้ามาจนผมอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้พ้นๆ
"ตงรู้ไหมว่าถ้าเอกสารงบประมาณนี้หลุดไปถึงฝ่ายบัญชีกลางและส่งอนุมัติต่อไปถึงระดับผู้บริหาร ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแผนกจัดซื้อของเราจะเสียหายขนาดไหน? และทางโรงแรมที่หัวหินเขาอาจจะยกเลิกการจองห้องพักของพวกเราไปเลยเพราะข้อมูลคลาดเคลื่อนขนาดนี้ ทริปสัมมนาปีนี้คงได้ล่มไม่เป็ท่าเพราะความสะเพร่าของตงเพียงคนเดียว" คำพูดของเธอมันมีเหตุผลและจริงจังจนผมรู้สึกว่าตัวเองหดเล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือตัวเท่ามดแดง ความกลัวตกงานกลายเป็จริงขึ้นมาต่อหน้าต่อตา
"ผมยอมรับผิดครับคุณรส... ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ครับ ผมรีบทำเอกสารจนลืมตรวจทานให้รอบคอบ ผมขอโทษจริงๆ ครับคุณรส อย่าส่งเื่ไปฝ่ายบุคคลเลยนะครับ..." ผมพร่ำพูดขอโทษขอโพยน้ำเสียงสั่นสะอึกสะอื้น มือไม้ประสานกันก้มหัวลงต่ำไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นไปมองใบหน้าสวยเฉียบของคุณรสรินเลยแม้แต่นิดเดียว
---
ทว่า สิ่งที่ผมคาดเดาและหวาดกลัวไว้ในใจว่าจะได้รับ เช่น การตบโต๊ะดุด่าอย่างเกรี้ยวกราด หรือการดึงใบตักเตือนสีขาวออกมาให้เซ็นชื่อเพื่อเตรียมพิจารณาเลิกจ้าง กลับไม่เกิดขึ้นเลย
ในห้องทำงานที่เย็นฉ่ำกลับมีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นแ่เบา เป็เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่มีเสน่ห์ลึกลับและเย้ายวนใจอย่างประหลาด จนผมต้องช้อนสายตาผ่านเลนส์แว่นตาขึ้นไปมองใบหน้าของคุณรสรินด้วยความงุนงงสับสน
"กลัวโดนไล่ออกขนาดนั้นเลยเหรอเด็กดื้อ?" คุณรสรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาดุดันดั่งพญาเหยี่ยวเมื่อครู่จางหายไปจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงสายตาระยิบระยับที่จ้องมองมายังใบหน้าแดงก่ำของผมอย่างล้อเลียนและเปี่ยมด้วยเลศนัย
คุณรสรินขยับตัวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หนังทำงานตัวใหญ่ ร่างกายระหงสมส่วนชวนมองในชุดเชิ้ตผ้าไหมและกระโปรงทรงเอเข้ารูปเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาช้าๆ เสียงรองเท้าส้นสูงสีดำขลับกระทบพื้นห้องดัง *ตึก... ตึก... ตึก...* ทุกจังหวะย่างก้าวของเธอมันช่างสม่ำเสมอและหนักแน่นประหนึ่งการเดินมาบดขยี้ก้อนเนื้อในอกของผมให้เต้นรัวเร็วและแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหลุดลอยออกมานอกอก
เธอเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของผม ระยะห่างที่ลดลงจนแทบไม่มีขอบเขตทำให้ร่างกายของผมเกร็งจนแข็งทื่อไปหมด กลิ่นน้ำหอมดอกกุหลาบผสมผสานกับไม้กฤษณาหรูหราปนเปไปกับกลิ่นอายอุ่นๆ ของร่างกายสาวใหญ่วัยสะพรั่งลอยอวลเข้มข้นรอบตัวผมจนผมเวียนหัว สติเริ่มเตลิดเปิดเปิงไปไกล
คุณรสรินโน้มตัวลงมาหาผมช้าๆ จนใบหน้าสวยเฉียบของเธออยู่ห่างจากแก้มและใบหูของผมเพียงไม่ถึงคืบ ผมััได้ถึงกระแสความร้อนผ่าวจากร่างกายของเธออย่างชัดเจน ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดผิวแก้มและซอกคอของผมจนผมขนลุกซ่าไปทั่วตัว มือเรียวนุ่มและขาวเนียนของคุณรสรินวางลงบนบ่ากว้างของผมเบาๆ ทว่าน้ำหนักฝ่ามือของเธอกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและมีอำนาจลึกลับที่กักขังกระแสความรู้สึกของผมเอาไว้
นิ้วชี้เรียวสวยทาเล็บสีแดงสดสะดุดตาค่อยๆ ลากไล้จากหัวไหล่ของผมอย่างเชื่องช้า เลื่อนลงมาตามแนวปกเสื้อเชิ้ตผ่านปมเนคไทสีกรมท่าของผมอย่างจงใจ ปลายนิ้วอุ่นลากผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตสีฟ้าอ่อนลงมาจนถึงกระดุมเม็ดที่สอง ััที่นุ่มนวลและแ่เบานั้นปลุกเร้าให้ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหน้าอกและช่องท้อง แก่นกายภายใต้กางเกงสแลกสั่นสะท้านและแข็งขึงคัดแน่นขึ้นมาจนผมต้องพยายามขยับตัวหนีบขาเข้าหากันเพื่อซ่อนเร้นความตื่นตัวของร่างกายที่น่าอายนั้นไว้
"รู้ไหมตง... ความผิดพลาดในเอกสารครั้งนี้ถ้าฉันส่งเื่ให้ฝ่ายบุคคลพิจารณา ตงอาจจะไม่ผ่านทดลองงานในเดือนนี้เลยนะ แล้วเด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์อย่างตงจะไปหางานใหม่ที่ไหนในเวลาแบบนี้?" เสียงกระซิบพร่าและแ่เบาชิดใบหูทำเอาสรรพางค์กายของผมสั่นสะท้าน หัวใจเต้นแรงโครมครามจนแทบทะลุออกมา
"คุณรส... ผมขอโทษครับ อย่าส่งเื่เลยนะครับ..." เสียงของผมเบาหวิวปนสะอื้นตะกุกตะกักเหมือนเด็กน้อยที่กำลังจะโดนรังแก "ผมจะรีบเอาเอกสารนี้ไปแก้ไขให้เสร็จเดี๋ยวนี้เลยครับ..."
คุณรสรินหัวเราะแ่เบาในลำคออีกครั้งอย่างพึงพอใจ นิ้วเรียวสวยของเธอเลื่อนขึ้นจากปกเสื้อมาประคองปลายคางของผม ดึงรั้งและบังคับให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นสบประสานสายตากับดวงตาคู่คมสีนิลของเธอตรงๆ สายตาของเธอในยามนี้ไม่มีความโกรธเคืองเลยสักนิด มีเพียงกระแสความร้อนแรง เสน่ห์อันเย้ายวน และอำนาจเหนือกว่าของสตรีวัยสะพรั่งที่ตั้งใจจะสยบเหยื่อหนุ่มให้อยู่ใต้การควบคุม
"เื่แก้ไขเอกสารน่ะตงต้องทำอยู่แล้ว..." เธอกระซิบเสียงพร่าเบาลงจนเกือบเป็เสียงกระเส่าชวนฝัน "แต่ในเมื่อตงทำข้อผิดพลาดใหญ่หลวงขนาดนี้... ตงก็ต้องยอมรับบทลงโทษจากฉันเป็การส่วนตัวด้วยสิ"
"บทลงโทษ... โดนอะไรครับคุณรส? คุณรสจะหักเงินเดือนผมเหรอครับ?" ผมถามไปด้วยความซื่อและประหม่าสุดขีด โดยไม่รู้เลยว่าคำถามใสซื่อและท่าทางขี้ตื่นเหมือนลูกแกะตัวน้อยๆ ของผมจะทำให้มุมปากของคุณรสรินหยักลึกกว้างขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างชอบใจและเอ็นดู
คุณรสรินหัวเราะแ่เบาอีกครั้ง นิ้วโป้งเรียวสวยของเธอเกลี่ยแก้มเนียนที่ร้อนจัดจนเป็สีแดงก่ำของผมเบาๆ อย่างปลอบประโลมปนหยอกล้อ "เงินเดือนน้อยๆ ของตงน่ะ ฉันไม่อยากได้หรอก... เอาเป็ว่า ในเมื่อตงทำเอกสารทริปสัมมนาหัวหินผิดพลาด โทษทัณฑ์นี้ก็ต้องไปสะสางชำระกันที่พูลวิลล่าหัวหิน คืนแรกเมื่อไปถึง... ตงต้องมาพบฉันที่วิลล่าส่วนตัวของฉันตอนดึก เพื่อรับโทษครั้งนี้"
"ไปหาคุณรส... ที่วิลล่าส่วนตัวตอนดึกเพื่อรับโทษเหรอครับ?" หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปหลายวินาที ความสับสน วิตกกังวล และความตื่นตัวทางเพศแล่นริ้วเข้ามาปะทะกันจนหัวสมองตึงเครียด "แล้ว... แล้วผมต้องโดนลงโทษยังไงบ้างครับ?"
คุณรสรินค่อยๆ ขยับใบหน้าออกห่างช้าๆ ยืดตัวขึ้นยืนตรง ทว่าสายตาคมกริบยังคงจับจ้องใบหน้าแดงซ่านของผมด้วยความพึงพอใจอย่างชัดเจน "เดี๋ยวตงก็รู้เอง... เด็กดื้อ เอาเป็ว่าบ่ายนี้ไปแก้เอกสารในระบบให้เสร็จเรียบร้อย แล้วพรุ่งนี้เช้าเตรียมตัวเดินทางกับทีมงานแต่เช้า อย่าให้ฉันต้องรอนานล่ะ"
ผมรับเอกสารคืนมาด้วยนิ้วมือที่ไร้เรี่ยวแรง คว้ามันมากอดแนบอกราวกับเป็เกราะป้องกันตัวเพียงชิ้นเดียว ร่างกายท่อนล่างภายใต้กางเกงทำงานเต้นตุบๆ ตื่นตัวเต็มที่จนผมต้องรีบลุกขึ้นยืนก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนตัวตนที่ขยายตัวพองโตภายใต้เนื้อผ้าสแลกจากสายตาคมกริบของคุณรสรินที่จ้องมองมาอย่างรู้ทัน
"ครับ...ครับคุณรส ผมจะรีบแก้เดี๋ยวนี้ครับ" ผมละล่ำละลักตอบ หมุนตัวเดินกึ่งวิ่งเปิดประตูออกจากห้องทำงานส่วนตัวของคุณรสรินออกมาด้วยสภาพจิตใจที่ล่องลอย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปไกลแสนไกล
---
บ่ายวันนั้นหลังจากที่ผมรีบก้าวเท้าออกจากห้องทำงานของคุณรสรินด้วยความตื่นเต้นระคนตื่นตระหนก ผมใช้เวลา่ชั่วโมงต่อมาจดจ่อกับการแก้ไขเอกสารในระบบจัดซื้ออย่างเร่งรีบจนนิ้วสั่น มือของผมยังคงมีเหงื่อชุ่มชื้นขณะกดแป้นพิมพ์ซ้ำๆ สติของผมไม่ได้อยู่ที่หน้าตาราง Excel เลยแม้แต่น้อย สมองมันลอยคว้างคิดไปถึงััชวนสยิวกายก่อนหน้านี้ไม่หยุดหย่อน
"ตง... เป็อะไรหรือเปล่า หน้าแดงๆ นะเรา?"
เสียงใสของพี่ฝ้ายดังขึ้นขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของผม เธอเดินมาวางแฟ้มสรุปงานโครงการสัมมนาลงบนโต๊ะของผมพร้อมขยิบตาให้อย่างล้อเลียนตามสไตล์คนร่าเริง "โดนพี่รสเรียกไปดุเื่งบประมาณหรือเปล่าเนี่ย? เห็นหน้าซีดตอนเดินเข้าไป แต่ไหงตอนเดินออกมากลับแก้มแดงเป็ลูกตำลึงสุกแบบนั้นล่ะ?"
"ปะ...เปล่าครับพี่ฝ้าย พอดีแอร์ห้องคุณรสเย็นจัดครับ ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยดีนิดหน่อย" ผมละล่ำละลักตอบพลางก้มหน้าหลบสายตาพี่ฝ้ายเพื่อไม่ให้เธอสังเกตเห็นพิรุธ
"อ๋อเหรอ... คิดว่าโดนผู้จัดการบดขยี้อะไรมาซะอีก" พี่ฝ้ายหัวเราะคิกคักก่อนจะหันหลังเดินกลับโต๊ะทำงานของเธอไป คำพูดเย้าแหย่แบบไม่คิดอะไรของเธอเกือบทำให้ผมสำลักน้ำลายตัวเอง
เมื่อทำงานเสร็จและได้รับอนุมัติแก้ไขเป็ที่เรียบร้อย ผมก็รีบเคลียร์ของและรีบเดินทางกลับหอพักทันที
ตลอดทั้งคืนวันพฤหัสบดีนั้น ภายในห้องนอนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ลมพัดโชยผ้าม่านหน้าต่างสีหม่นพัดไหวเบาๆ ทว่าผมกลับไม่สามารถข่มตาหลับลงได้เลยแม้แต่เสี้ยวนาที ผมนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนฟูกนอนบางๆ ร่างกายกระสับกระส่ายด้วยความร้อนผ่าวที่พลุ่งพล่านจากข้างใน แก่นกายตื่นตัวสั่นสะท้านคัดแน่นขึ้นมาจนปวดร้าวท่อนล่างทุกครั้งที่ภาพของคุณรสรินในชุดทำงานแสนเซ็กซี่ฉายวนเวียนอยู่ในสมอง
กลิ่นน้ำหอมกุหลาบผสมผสานไม้กฤษณาที่หรูหราปนเปไปกับกลิ่นอายอุ่นจากผิวพรรณเนื้อนวลของคุณรสรินยังคงติดตรึงอยู่ในประสาทรับกลิ่นของผมราวกับมันฝังแน่นอยู่ในเซลล์สมอง ััอุ่นจากปลายนิ้วเล็บสีแดงสดที่ลากไล้ผ่านปกเสื้อและเนคไท ลมหายใจอุ่นๆ ชิดซอกหู และเสียงกระซิบคำว่า "ชำระโทษส่วนตัวที่วิลล่า" ยังคงดังสะท้อนกังวานอยู่ในหูของผมไม่รู้จบประหนึ่งภาพยนตร์ที่ฉายวนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด
ภายใต้ผ้าห่มผืนบางในความมืดสลัว ผมต้องซุกหน้าลงกับหมอนหนุนแน่นเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ กอดกุมตัวตนของตัวเองด้วยความรู้สึกกระสันกระซ่านปนตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกตารางนิ้วของเรือนร่าง เด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสาเื่เพศรสอย่างผมกำลังถูกปั่นป่วนจนตบะเกือบจะแตกซ่านเพียงเพราะััแ่เบาของเ้านายสาวใหญ่ที่มีอายุคราวแม่ ทว่าเธอกลับงดงามและเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดทางเพศที่รุนแรงเหลือคณนา
บทลงโทษของคุณรสรินที่พูลวิลล่าหัวหินในคืนวันพรุ่งนี้จะเป็เช่นไร? เธอจะทำอะไรกับร่างกายอันใสซื่อของผม?
หัวใจของผมเต้นระรัวเร็วเป็จังหวะกลองศึกด้วยความกลัวระคนโหยหาในดินแดนพิศวาสที่ไม่เคยรู้จัก และคืนนั้น... ก็กลายเป็คืนที่ยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตของผมอย่างแท้จริง ยามที่ต้องนอนเฝ้ารอคอยให้แสงตะวันของเช้าวันใหม่มาถึงเพื่อก้าวเข้าสู่ "บทลงโทษ" ที่พูลวิลล่าหัวหิน...
(โปรดติดตามตอนต่อไปใน ตอนที่ 2 สู่พูลวิลล่าหัวหิน)