ฉันนี่แหละ...ด็อกเตอร์ในต่างโลก

    บทที่ 19

    รีออนเดินกลับยังรถม้าพร้อมแบกเจ้าบลูรันเนอร์มากับเขาด้วย ทุกคนที่ได้เห็นอย่างนั้น ก็หันมาให้ความสนใจ ยิ่งกับมิราที่เป็นนักผจญภัยนั้นเธอทราบถึงราคาของนกตัวนี้ และรู้ว่ามันจับยากเพียงใดแล้ว เธอก็ได้แต่กุมมือไว้ที่ปาก เธอพูดไม่ออกเลยที่ชายคนนี้จะสามารถจับเจ้านกบ้าความเร็วนั้นได้ เธอไม่รู้ว่ารีออนเก่งกาจมากขนาดไหน ผิดกับอีกสามคนที่เริ่มจะรู้สึกเฉยชาแล้ว กับความแข็งแกร่งนั้น พวกเธอทำได้เพียงแค่ยิ้มแล้วปรบมือให้กับรีออน ส่วนเจ้าคนที่จับนกนั้นมาได้ก็แอคท่าทางเท่ห์ราวกับพระเอกของการ์ตูนเรื่องหนึ่ง และปัญหาต่อมานั่นก็คือ การเดินสะดุดหินที่มันมาจากไหนก็ไม่รู้(เอ็งไปเตะมันเองเว้ย) หน้าของรีออนคะมำไปที่พื้นจากการเสียหลักการทรงตัว และแน่นอนว่าทุกคนก็ทำหน้าเหมือนกัน(อย่างที่คิด) ส่วนรีออนก็รีบลุกขึ้นยืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และคิดภายในใจว่า ‘ทำไมช่วงนี้ สกิลโป๊ะแตกมันแสดงผลบ่อยจังว้า’ ดูเหมือนว่าทักษะติดตัวพิเศษตั้งแต่โลกก่อนของเขาจะเริ่มทำงานแล้ว และดูจะบ่อยขึ้นมากกว่าทุกๆที ปกตินานๆทีอย่างเดือนละครั้ง มันอาจจะเป็นเพราะสกิลของเขามีการพัฒนาก็เป็นไปได้ รีออนเดินมาถึงกลุ่มก่อนจะวางเจ้านกโง่บนพื้นดิน“สภาพดีมาก ไม่มีส่วนไหนเลยที่ชำรุด เอ๊ะ....มันยังไม่ตายนี่น้า” มิราที่เข้าไปตรวจสภาพของเจ้าบลูรันเนอร์ แต่ก็พบว่ามันยังไม่ตาย และมันเป็นไปได้ยากมากที่จะจับพวกมันอย่างเป็นๆอย่างนี้ เธอรีบหันไปมองหน้าของรีออนประมาณว่าจับมันได้อย่างไร“จริงๆมันก็ไม่ได้จับยากอะไรหรอก เพียงแค่ต้องเร็วกว่ามันเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆ” รีออนหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาก็แค่พูดความจริงในแบบฉบับโม้ๆของเขาไป หลังจากนั้นเขาก็คุยกันต่ออีกสักหน่อย และจับมันมัดไว้บนรถม้า เพื่อที่จะนำไปขายในเมืองอย่างนี้แหละ แคทเทอรีนแนะนำให้รีออนนำมันไปขายให้กับโรงประมูลซิลเวอร์เฟส ซึ่งเป็นโรงประมูลที่มีชื่อเสียง และมีสาขามากที่สุดเกือบจะทุกเมืองที่เธอรู้จัก เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้านกบลูรันเนอร์ก็ตื่นขึ้นมาร้องโวยวายจากการที่มันถูกมัดติดไว้กับหลังคา แต่ก็โดนรีออนซัดสลบไปอีกหนึ่งครั้ง จนพวกเขาเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองเลบานอลในเวลาเกือบจะเที่ยงวัน เนื่องจากพวกเขามาด้วยรถม้าที่มีตราสัญลักษณ์เจ้าเมือง และแคทเทอรีนก็ยังนั่งหัวโด่อยู่ด้านหน้ารถม้า ทหารยามก็ปล่อยเข้าไปในทันที
    แคทเทอรีนแวะส่งมิราที่กิลนักผจญภัย และส่งรีออนที่โรงประมูลเพื่อนำเจ้าบลูรันเนอร์ไปขาย และเธอยังบอกเรื่องค่าจ้างที่เคยตกลงกันไว้ หลังจากที่เธอกลับบ้านไปแล้วจะรีบนำออกมาให้เอง ให้เขารออยู่ที่โรงประมูลนี้ก่อน รีออนก็ตกลงแล้วก็เดินแบกเจ้านกโง่นี้ ที่มันฝืน และโวยวายอยู่อย่างนั้นเข้าโรงประมูลไป ผู้คนที่อยู่ภายในได้แต่มองดูด้วยความตกตะลึง และก็ซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องเจ้านกบลูรันเนอร์ตัวนี้ และแน่นอนว่ามันก็ต้องมีคนที่วิ่งออกไปจากโรงประมูลประกาศ ว่ามีคนนำเจ้านกตัวนี้มาเข้าประมูลในวันนี้อีกด้วย ทำให้ข่าวคราวมันดังไปทั่วทั้งเมืองเลยทีเดียว“สวัสดีขอรับท่านลูกค้า... ไม่ทราบว่าท่านต้องการนำนกบลูรันเนอร์เข้าร่วมประมูลอย่างนั้นรึขอรับ” พนักงานที่ดูเหมือนจะมีตำแหน่งใหญ่อยู่พอสมควรเอ่ยกล่าวกับรีออน“ใช่แล้วล่ะ .. วันนี้จะมีการประมูลด้วยอย่างนั้นรึ เริ่มกี่โมงล่ะ” รีออนตอบกลับ ก่อนจะถามออกไป เพราะเขาได้ยินเสียงคนอื่นเขาคุยกันประมาณว่า วันนี้จะมีการประมูลครั้งใหญ่ และมันจะมีเพียงเดือนละครั้ง หรือไม่ก็สองเดือนครั้งนู่นเลยทีเดียว และมันเหมือนกับประจวบเหมาะพอดีที่เขาเข้าเมืองวันนี้พอดี“งานประมูลจะเริ่มขึ้นในช่วงเย็นของวันขอรับ น่าจะอีกประมาณราวๆ 5 ชั่วโมงขอรับ... ยังไงเชิญท่านลูกค้า เข้ามาประเมินสินค้าก่อนขอรับ” พนักงานคนนั้นกล่าวเชิญให้รีออนเข้าห้องประเมินสินค้า และแน่นอนว่าภายในห้องนั้นจะมีนักประเมินคุณภาพอยู่หลายคน แต่ละคนก็จะเชี่ยวชาญคนละอย่างแตกต่างกันไป รีออนพยักหน้าแล้วเดินตามมาจนพบเข้ากับนักประเมินสัตว์อสูร“โอ้ๆๆ บลูรันเนอร์ล่ะ... ขนของมันสวยงามจริงๆนั่นแหละ...” ผู้เชี่ยวชาญเมื่อได้เจอเจ้านกโง่ตัวนี้ เธอถึงกับดีใจทำอะไรไม่ถูก รีบวิ่งเข้ามาเพื่อบ่นนู่นชมนี่ และเหมือนกับว่าเธอจะอยากได้มันครอบครองไว้เสียเอง“แฮ่ม!! คุณหนูขอรับ.. กรุณาเก็บอาการด้วยขอรับ” พนักงานที่มารับเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์อสูรกำลังทำตัวราวกับเด็กน้อย เขาก็เอ่ยเพื่อให้สติเธอว่าเรากำลังมีแขกอะไรประมาณนี้ และเมื่อเธอได้ยินอย่างนั้น ท่าทีขอเธอก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่ดูเรียบร้อยทันที“สวัสดีเจ้าค่ะท่านลูกค้าผู้ทรงเกียรติ ข้ามีนามว่าเฟริน ซิลเวอร์เฟสเจ้าค่ะ ..และข้าคือผู้ประเมินสัตว์อสูรหายาก อสูรมายา และอสูรระดับตำนานเจ้าค่ะ ... สินค้าที่ลูกค้านำมา จากที่ดูแล้วมันสมบูรณ์มาก และยังมีชีวิตอยู่ มันทำให้ราคาของมันอาจจะสูงขึ้นมากหลายเท่าตัว สรุปก็คือสินค้าของท่านลูกค้าสามารถที่จะเข้าร่วมการประมูลได้เจ้าค่ะ” เธอเอ่ยกับเขา และหันไปมองที่เจ้าบลูรันเนอร์บ้างเป็นบางครั้ง รีออนก็ขอบคุณไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดคุยเรื่องข้อตกลงในการค้าขาย โดยที่โรงประมูลจะมีค่าแรกเข้าครั้งเดียวตลอดชีพ เพื่อป้องกันบุคคลธรรมดาเข้ามาปั่นป่วนภายในโรงประมูล อย่างน้อยถ้าเสียค่าแรกเข้าในจำนวนเพียงแค่ 10 เหรียญเงินก็พอจะไว้ใจในความสามารถการจ่ายเงินหรือรับเงินได้ในระดับหนึ่ง ทางโรงประมูลจะมอบบัตรสมาชิกให้กับรีออน ก่อนออกจากที่นี่หลังจากทำธุระเสร็จแล้วอย่างแน่นอน โดยที่บัตรสมาชิกจะประกอบไปด้วย ระดับทองแดง เงิน ทอง ทองคำขาว(แพลทินัม) และอย่างสุดท้ายคือระดับพิเศษสูงสุด(แขกผู้ทรงคุณค่าของโรงประมูล) ทุกครั้งที่จะรับป้ายประมูล หรือนำของมาขายจะต้องใช้ป้ายนี้ เพื่อยืนยันตัวตน แน่นอนว่ารีออนก็จ่ายมันออกไปอย่างไม่ลังเลอะไรมากนัก ถ้าเพื่อการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่แล้ว มันก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย จากนั้นผู้จัดการ ‘มาติน’ (พนักงานคนที่มารับรีออน) ก็เอ่ยต่อเกี่ยวกับสินค้าที่นำมาประมูลจะถูกหักค่าธรรมเนียมที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ขายได้ทั้งหมด ซึ่งรีออนก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด จากนั้นมาตินก็ยังพาเขาเดินไปดูสินค้าที่จะถูกนำขึ้นประมูลในวันนี้ตามคำขอของรีออน เพราะเขาต้องการจะเห็นของที่ใหม่ๆ ที่เขาไม่เห็นหรือไม่เคยรู้จักมัน ของอย่างแรกที่เขาไปดูจะเป็นจำพวกแร่ เขาให้อลิสช่วยในการวิเคราะห์คุณสมบัติของแร่ต่างๆ แต่มันก็ไม่ได้มีคุณภาพเลยสักอย่าง ความบริสุทธิ์ของแร่นั้นน้อยมาก รีออนจึงไม่ได้สนใจมัน และเดินดูจนไปเจอกับหยกอันหนึ่งที่ดูสมบูรณ์ที่สุดภายในห้องนี้ เขาจ้องมองมันอย่างสนใจ“ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านสนใจสินค้าที่เป็นหินประหลาดอย่างนี้ด้วยขอรับ... ชาวเหมืองคนหนึ่งเป็นผู้พบเจอมัน แต่หินเขียวนี้มันกลับไร้ค่า นำมาหลอมก็ลำบาก เป็นอาวุธก็ดูจะไม่แข็งแรงคงทน ส่วนใหญ่แล้วผู้คนที่ประมูลไปจะทำมันไปตกแต่งตามสวยหน้าบ้านของตัวเองเท่านั้นขอรับ ...หรือว่าท่านต้องการนำไปไว้ภายในสวนของท่าน” รีออนถึงกับตกใจ ที่โลกของเขานี่มันคือหยกจักรพรรดิเลยทีเดียว ราคาแค่กำมือเดียวก็ต้องใช้เงินไปมากถึงร้อยล้านบาทแล้ว แต่ทำไมพอมันมาอยู่ที่โลกแห่งนี้มันกลายเป็นแค่ของประดับสวนหน้าบ้านกัน บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับค่านิยมในแต่ละยุค และถ้ามีโอกาสที่จะสามารถซื้อได้เขาก็จะซื้อมันอย่างแน่นอน