เอกสารนับสิบที่กองอยู่บนโต๊ะเปิดแล้วเปิดอีกจนเริ่มตาลาย วันนี้อุตส่าห์ยกคลาสแล้วแท้ๆแทนที่จะได้หยุดพักผ่อนแต่ต้องมาทำงานั้แ่เช้าแทน
บ่นไปก็ได้แต่ถอนหายใจช่วยไม่ได้ดันเกิดมาในตระกูลที่มีธุรกิจเยอะนี่นะ ก็ต้องช่วยที่บ้านมันก็เป็ปกติถ้าตอนนั้น่ที่อยู่มัธยมบอกพ่อว่าอยากทำอย่างอื่นก็คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบนี้
เสียงโทรศัพท์ออฟฟิศดังขึ้นให้ลูซี่ต้องละสายตาจากกองเอกสารหันไปรับ
“ค่ะ”
[คุณลูซี่คะพี่ส่งแบบสินค้าไปแล้วรบกวนช่วยดูให้หน่อยค่ะ]
”ได้ค่ะเดี๋ยวลูดูให้นะคะ”
พอวางหูเสร็จเสียงแจ้งเตือนข้อความจากอีเมลก็ส่งมาอีกมือเรียวเลยต้องเอื้อมกดดู
คุณลูซี่คะรบกวนช่วยดูไฟล์โปรเจ็คให้หน่อยค่ะ
อ่านเสร็จก็พิมพ์ตอบกลับไปงานตัวเองก็ยังไม่เสร็จต้องมาทำงานอื่นอีก เหนื่อยจนร่างจะแตกแล้วเนี่ย
“เฮ้อ~”
เคลียร์งานตัวเองจนเสร็จลูซี่ก็เดินออกมาสูดอากาศที่ระเบียงชั้น15 ของตึก บริษัทของฉันมีทั้งหมด 2 ตึก ตึกหลักมี 24 ชั้น ตึกรองมี 5ชั้น ชั้นที่ 15ของตึกหลักจะเป็โซนคาเฟ่ให้พนักงานหรือแขกมานั่งทำงานหรือนั่งพักเวลาเครียดฉันก็มักจะมานั่งที่นี่บ่อยๆ มันทำให้สงบใจได้ดีเลยทีเดียว
“เอโย่ว”
หันไปตามเสียงพบกับคนที่ไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ไอ้ลุคในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแลคสีน้ำตาลอ่อนคาดแว่นสีชาที่ผมแต่ที่น่าใสุด
ทำไมไอ้ฟาโรห์ถึงมาอยู่ที่นี่ด้วยเนี่ย
ลูซี่เดินตรงไปหาคนทั้งคู่กำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายใจ
“มึงมาไม”
“มาคุยงานดิ”
“แล้วมันล่ะมาทำไม” พูดพลางหันหางตาไปหาคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามลุค
“ไม่คิดว่าน้องสาวพี่จะปากร้ายขนาดนี้พึ่งจะเจอกันแค่วันเดียวเองเรียกผมว่ามันเลย” ฟาโรห์ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มอย่างใจเย็นต่างกับเธอที่ตอนนี้รู้สึกคันตีนยุบยิบๆขึ้นมา
กระทืบได้มั้ยขอกระทืบมันตอนนี้เลยได้มั้ย
“ฮ่าๆๆๆๆๆเอาจริงมันก็ไม่ได้ปากร้ายแบบนี้หรอก แต่ถ้าเจอคนไม่ถูกใจมันก็ทำตัวเป็เด็กเอาแต่ใจแบบนี้น่ะแหละ”
ไอ้พี่เวรนี่
“เอาน่าไหนๆ ก็จะรู้จักกันอยู่แล้วทำ ก็ญาติดีกันไว้เถอะ”
“ใครจะไปอยากญาติดีกับมัน/ ใครจะไปอยากญาติดีด้วย” เราทั้งสองคนหันมาสบตากันอัตโนมัติ
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆว่าแล้วต้องตอบแบบนี้ เอาเถอะถึงแม้จะไม่มีหวังให้พวกเอ็งดีกันแต่ก็อย่าทะเลาะกันก็พอเพราะคนที่เครียดตอนที่พวกเอ็งทะเลาะมันไม่ได้แค่ฉันหรอกนะ”
ประโยคหลังน้ำเสียงของลุคดูจริงจังพอสมควรคนที่ว่าคงจะเป็ไทม์สินะ ไม่อยากทำแบบนี้หรอกนะ แต่เพื่อไทม์ เพื่อไทม์
“จะยอมญาติดีด้วยก็ได้ตราบใดที่ไม่มากวนประสาทก่อนน่ะนะ”
“ผมก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกแต่ก็จะพยายามญาติดีก็แล้วกัน”
พยายามหรอ เหอะ ทำเป็พูด ฝืนอยู่ล่ะสิท่า
“จริงหรอเนี่ยฮ่าๆๆๆ ดีๆๆ แค่นี้ก็ดีแล้ว”ลุคลุกจากเก้าอี้พลางหยิบกระเป๋าคาดอกใบโปรดมาสะพายไหล่ก่อนนะเดินออกจากระเบียงไปโดยไม่ลืมทิ้งคำพูดไว้
“งั้นกูไปมอก่อนล่ะแล้วก็ อย่าลืมญาติดีกันตามที่สัญญาด้วยนะ”
มองตามแผ่นหลังของคนพี่จนลับสายตาไปก่อนจะพูดบางอย่างขึ้น
“ฉันบอกไว้ก่อนนะที่พูดไปไม่ใช่เพราะพี่ชายฉันขอหรอกนะ ที่ทำก็เพื่อน้องเท่านั้น”
“ผมก็ไม่ต่างกับคุณหรอกคงไม่มีใครอยากทำให้คนที่ชอบร้องไห้เพราะตัวเองหรอก”
ประโยคของเขาทำเอาคิ้วขวาของเธอกระตุกทันทีคนที่ชอบงั้นหรอ ก็พอจะดูออกั้แ่วันนั้นแล้วว่าชอบไทม์แต่ก็ไม่คิดว่าจะพูดออกมาตรงๆ
“พูดตรงดีนี่”
“ก็ไม่จำเป็ต้องโกหกนี่”
ฟาโรห์เหลือบมองฉันที่ยืนอยู่ด้านข้างสายตานั่น แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ก็รับรู้ได้ว่าไอ้หมอนี่คงประเภทเดียวกัน
คิดแล้วก็น่าขนลุกชะมัด
อีกอย่างเธอก็รับรู้ได้ว่าประโยคนั่นมันคือการประกาศา
“ผมไม่ยอมหรอกนะแม้จะมาช้ากว่าแต่ในเมื่อตอนนี้คุณกับไทม์ยังคงสถานะแค่รุ่นพี่รุ่นน้องผมก็ยังมีสิทธิ์ที่จะจีบน้องอยู่”
“ก็เอาสิถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู แต่ทางฉันก็จะไม่ออมมือให้คุณหรอกนะ คุณรุ่นน้อง”
เธอไม่มีทางยอมเด็ดขาดแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่เริ่มจีบน้องจริงๆ ก็ตาม แต่ก็ห้ามประมาท แม้แต่วินาทีเดียว
ใกล้จะเข้า่รับน้องใหญ่เต็มทีตอนนี้ทุกสาขาก็เริ่มทำกิจกรรมและซ้อมมากขึ้น สาขาเราก็เช่นกัน
“ปีหนึ่งมานั่งเรียงตรงนี้เลย”
ปีหนึ่งนั่งเรียงแถวตามที่รุ่นพี่บอกวันนี้สาขาเรามีการพิธีบายศรีและผูกข้อมือ พอทำพิธีเสร็จก็ต้องรับน้องต่อพอคิดแบบนี้ก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทันทีอุตส่าห์คิดว่าพอทำพิธีเสร็จกะว่าจะได้กลับมาบ้านไปนอนแล้วแท้ๆแต่ต้องมารับน้องอีก เฮ้อ~แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
พิธีบายศรีเริ่มขึ้นระหว่างทำพิธีก็แอบมองหาใครบางคน
“มองหาใครอ่ะ”บูมหันมาถาม “พี่ฟาโรห์ไม่มาหรอ”
บูมชะเง้อคอช่วยมองหาแต่เหมือนว่าจะไม่เจอเหมือนกัน“เหมือนจะไม่มา มั้งนะ”
“แล้วแบบนี้จะไม่เป็ไรหรอนี่มันพิธีบายศรีของสาขานะ”
“นั่นดิ”
“ที่พี่เขาไม่โผล่เข้าก็เพราะติดงานที่บ้านน่ะ”
ติมพูดขึ้นขณะที่ยังคงจดจ้องไปทางพิธีนั่นยิ่งทำให้พวกเขาสงสัยขึ้นไปอีก
“งานอะไรอ่ะ”
“จะไปรู้เรอะไม่ได้ถามเขาสักหน่อย”
“กูว่าพี่ฟาโรห์ต้องเป็พวกดาราหรือนายแบบแน่เลย”บูมพูดออกความคิดเห็น
“กูว่าเป็เ้าของธุรกิจมากกว่าแบบพวกผับบาร์อะไรงี้”
“มึงจะบ้าหรอพี่เขาออกจะดูใจดีจะไปทำอะไรพวกนั้นได้ไง”
“ทำไมจะไม่ได้คนเราจะหน้าตาแบบไหน ถ้าทำแล้วได้เงินจะงานอะไรมันก็ทำทั้งนั้นแหละ”
“จริงด้วย”
“นี่เลิกนินทาพี่เขาได้แล้วน่า เราทำพิธีอยู่นะ”
หันไปปรามเพื่อนทั้งสองพออ้าปากถามนิดหน่อยก็พากันลากยาวไปไกลทุกทีเลย
พิธีกรรมดำเนินไปจนจบพวกรุ่นพี่ก็จัดแจงให้ปีหนึ่งลุกเรียงแถวเพื่อจะผูกข้อไม้ข้อมือหัวแถวเริ่มจากพี่ปี 4 ตามด้วยปี 3 จากนั้นก็ปี 2แล้วก็เห็นพวกเพื่อนของพี่ลุคด้วย แถวปีหนึ่งขยับไปเรื่อยๆจนมาถึงรุ่นพี่คนนึงที่ปลายแถว
“พี่ลุคสวัสดีครับ”
“เออดี”
“ผมนึกว่าพี่ลุคจะไม่มาซะอีก”
“โดนโทรจิกให้มาน่ะสิ”ฮาๆ ไม่แปลกใจกับคำตอบสักเท่าไหร่ ถ้าเห็นเพื่อนลุคเดาได้เลยว่าเขาต้องมาแน่ๆไม่ใช่ว่าพวกพี่เขาชอบอยู่ด้วยกันหรอกแต่แค่รู้ว่าถ้าเพื่อนเขามายังไงก็ต้องลากลุคมาด้วยแน่ๆ
“แล้วเป็ไงมั่ง”
“ครับอะไรหรอครับ”
“กับไอ้ลูไงกุ๊กกิ๊กกันไปถึงไหนแล้วล่ะ”
“กุ๊กกิ๊กอะไรกันล่ะครับไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” ลุคทำสายตาแซวดูท่าคงไม่เชื่อ “หรอ อ่ะๆไม่กุ๊กกิ๊กก็ไม่กุ๊กกิ๊ก ไปๆ ไปเข้าแถวได้แล้ว”
ลุคหัวเราะพลางดันหลังของไทม์ให้เดินไปรวมแถวกับเพื่อนๆ
“เดี๋ยวเดินกลับสาขาไปรับทำกิจกรรมรับน้องต่อนะครับ”
“นั่นไง่เวลาที่แสนเบื่อหน่ายมาแล้ว”
“พวกกูควรบ่นมากกว่าไม่ใช่มึงไอติม”
“อะไรเล่าบ่นนิดบ่นหน่อยก็ไม่ได้” ได้แต่หัวเราะแห้ง ไม่วายเพื่อนทั้งสองยังจะเถียงกันอีก
“ว่าแต่ไอ้ไทม์แผลมึงหายแล้วหรอ” ติมหันมาถาม
“ก็เกือบหายแล้วล่ะ”
“ถ้าไม่ไหวต้องบอกนะไม่ต้องฝืน”
“รู้แล้ว”
พวกเขาต่อแถวเดินไปยังตึกสาขาพอมาถึงพวกรุ่นพี่ก็ไม่รอช้าให้ทำกิจกรรมรับน้องต่อทันที
ส่วนไทม์วันนี้ไม่ได้ไปนั่งพักเนื่องจากแผลจากการโดนรถเฉี่ยวเมื่อวานมันใกล้จะหายและไม่เจ็บแล้วเลยเข้ารับน้องได้
“ปีหนึ่งเดี๋ยววันนี้พี่จะตรวจสมุดลายเซ็นนะ ใครลายเซ็นไม่ถึงต้องซ่อม”
ประโยคของรุ่นพี่ทำเอาพวกปีหนึ่งอวดควรญกันเป็แถวๆ
รุ่นพี่ทยอยตรวจสมุดลายเซ็นแล้วคนที่ลายเซ็นไม่ครบก็โดนจับแยกไปนั่งอีกโซนรวมถึงพวกผมด้วย สาขาเรามีอยู่กว่า 80 ชีวิต คนที่ลายเซ็นไม่ครบก็ปาไปกว่า 40เกือบ 50 ชีวิตแล้ว
“ทำไมถึงเยอะกันแบบนี้ล่ะครับมัวแต่ทำอะไรกันอยู่ สมุดลายเซ็นมีไว้ให้ขอลายเซ็นไม่ใช่ให้เก็บนะครับ!”
“ทำอย่างกับกูอยากทำอย่างงั้น”ติมบ่นพึมพำพลางถอนหายใจ
ก็นะเพื่อนๆ ในสาขาส่วนใหญ่ก็เคยบ่นๆ กันว่าไม่อยากจะล่าลายเซ็นเพราะแค่ล่าลายเซ็นรุ่นพี่ก็ว่ายากแล้วยิ่งพวกรุ่นพี่ปีสูงๆ ยิ่งแล้วใหญ่แทบจะหาตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แถมส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะให้กันง่ายๆต้องทำนู่นทำนี่กว่าจะได้มา พวกปีหนึ่งส่วนใหญ่ก็เลยไม่ค่อยอยากจะขอสักเท่าไหร่
“ปีหนึ่งลุก!!! ลุกนั่งห้าสิบครั้งปฏิบัติ!!!” ปี 1ลุกนั่งตามคำสั่งแต่ยังไม่พร้อมกันพี่ระเบียบเลยสั่งให้ลุกใหม่จนกว่าจะพร้อม“พอ!!”
สิ้นคำสั่งพวกปี1 ก็หอบแฮกแทบจะล้มนอนกับพื้นทันที
“อาทิตย์หน้าพี่จะตรวจอีกรอบถ้าใครยังล่าลายเซ็นไม่ครบตามยอดต้องซ่อมแบบนี้วันนันะครับ ทราบ!!!”
“ทราบ!!!”
กิจกรรมรับน้องดำเนินไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ถึงเวลาปล่อยสักที 3 หนุ่มเดินไปตามฟุทบาทเพื่อจะเดินไปส่งติมซ้อมบอลหลังจากจบกีฬามหาลัยแล้วยังมีการแข่งระหว่างมหาลัยอีกติมเลยยังคงต้องไปซ้อมจนกว่าจะถอดตัวเองออกมา
“ไหวมั้ยเนี่ย”บูมหันมาถาม “ไหว”
“แน่นะตอนที่โดนซ่อมกูเห็นว่ามึงทำหน้าแหยอยู่”
ติมหันมาถามย้ำคือแผลที่โดนจักรยานทับมันยังไม่หายดีหรอก ยังมีปวดๆ อยู่บ้างแล้วพอเมื่อกี้มาโดนซ่อมเลยทำให้จากที่ปวดอยู่แล้วยิ่งปวดหนักกว่าเดิมอีก
“มึงเอายามามั้ย”
“เอามาๆ”
“มึงรออยู่นี่เลยเดี๋ยวกูไปซื้อขนมปังมาให้ จะได้กินยาไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งทรมานจนถึงบ้าน”บูมไม่รอให้ๆด้ปฏิเสธมันรีบวิ่งข้ามถนนไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
“หมั่นไส้ว่ะ”
“ห๊ะ?” หันไปหาติมที่ตอนนี้มันกำลังทำหน้าแปลกๆใส่ผม “ใคร”
“มึงนั่นแหละ”
“ทำไมอ่ะ”
“พอเป็งี้ทีไรมึงชอบทำหน้าเกรงใจตลอดเลยหมั่นไส้” ไม่พูดเปล่ามันเอื้อมมือมาดึงแก้มผมเล่นด้วย “เอ็บอะ(เจ็บนะ)”
ยกมือขึ้นมาลูบแก้ม“ก็มันเกรงใจนี่ กูไม่อยากให้พวกมึงลำบาก”
“ถ้าลำบากป่านนี้พวกกูเลิกคบมึงไปนานล่ะ”ก็นั่นสินะ ั้แ่คบกันมาผมก็หาเื่ให้เจ็บตัวไม่เว้นวันเดี๋ยวล้มเดี๋ยวซุ่มซ่าบ้างไหนจะ่นี้ที่โดนหาเื่บ่อยแต่ถึงอย่างนั้นติมกับบูมก็ยังคงอยู่และคอยช่วยผมเสมอ
“เพราะฉะนั้น…เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว!”
“อ๊า~~~ เอ็บ~~~(อ๊า~~~ เจ็บ~~~)” ติมเอื้อมมือมาดึงแก้มอีกครั้งพร้อมกับโยกหัวเล่นด้วยความหมั่นไส้ไม่นานบูมก็วิ่งกลับมาพร้อมกับแวนวิชห่อนึง
“อ่ะกินนี่แล้วกินยาซะ จะได้เบาปวด”
“ขอบใจนะอ่ะตังค์”เอื้อมมือไปรับแซนวิชมาก่อนจะควักตังค์ในกระเป๋าเพื่อจะคืนเพื่อนแต่ก็ถูกบูมดันมือกลับ
“ตังค์ไอติมไม่ใช่ตังค์กู”
“ห๊ะ?” คนถูกกล่าวทำหน้างงงวยก่อนจะใช้มือสำรวจกระเป๋าตังค์ของตัวเองพลางย้อนนึกคิดแล้วบ่นพึมพำ “เอาไปตอนไหนวะเนี่ย”
“งั้นหรอขอบใจนะ”
ท่ามกลางเสียงโวยวายของติมที่ถูกจิ๊กเงินไปไทม์ก็ฉีกแซนวิชออกมากินอย่างเอร็ดอร่อยพลางมองเพื่อนทั้งสองที่กำลังตีกันอย่างไม่หยุดหย่อนเขารู้สึกโชคดีจริงๆ ที่มีเพื่อนดีขนาดนี้ถึงแม้บางทีจะชอบแซวชอบแหย่อยู่บ่อยๆก็ตาม