“นายท่านวันนี้ข้าน้อยได้รับรายงานมาสองเรื่องขอรับเหลาอาหารสกุลหูเมื่อวานยามบ่ายได้ออกอาหารจานใหม่สองจาน เป็นซื่อจี้หรูชุนและเซียงเพียวหงขอรับวัตถุดิบที่ใช้ในจานซื่อจี้หรูชุนมีเห็ดหูหนูฝอย ผักกาดฝอย และงา ในจานจัดเรียงเห็ดหูหนูฝอยไว้ด้านล่างสุดตรงกลางเป็นถั่วฝักยาว ผักกาด และด้านบนสุดโรยปิดท้ายด้วยงาขอรับ”
หม่าชิงหยัดกายลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมเอ่ยว่า “เห็ดหูหนูฝอยเป็นสีดำ เหมือนดินโคลนที่เพิ่งละลายหลังจากพ้นฤดูหนาวทั้งถั่วฝักยาวและผักกาดล้วนเป็นสีเขียว เปรียบเสมือนต้นอ่อนที่เพิ่งแตกหน่อออกผลทว่างาก็เป็นสีดำ...
หากเปลี่ยนเป็นข้าข้าจะใช้พริกแห้งทอดน้ำมันแทนงา เมื่อโรยไว้ด้านบนผักสีเขียวก็จะเหมือนบุปผาสีชาดที่แซมอยู่บนต้นหญ้าสีเขียวเช่นนี้ถึงจะสมชื่อซื่อจี้หรูชุน มีทั้งดิน ต้นหญ้า ดอกไม้ ทว่าอย่างไรก็ตามถึงนามของอาหารจะน่าฟัง หน้าตาของอาหารพอใช้ได้เพียงแต่รสชาติคงไม่พอจะทำให้ลูกค้าตื่นเต้นยินดีได้”
เดิมทีหลงจู๊กระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่งทว่าเมื่อได้ยินหม่าชิงเอ่ยถึงซื่อจี้หรูชุนเช่นนี้ความร้อนรนในใจพลันบรรเทาลงทันที เขาเอ่ยว่า“วัตถุดิบที่ใช้ในเซียงเพียวหงคือพริกแห้ง ซี่โครงหมู เผือกพันธุ์ปิงหลางส่วนวิธีการทำนั้นเหมือนเซียงเฉิงซานเจิงของเราทุกประการ เพียงแต่ใช้พริกแห้งทอดกับน้ำมันแทนขอรับ”
“พริกแห้งมิใช่พริกสับดองรสชาติย่อมไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันสักกระเบียดนิ้ว!” หม่าชิงส่ายศีรษะหลังจากนั้นก็เอ่ยปากอย่างมั่นใจว่า “อาหารจานใหม่สามจานที่ออกไปก่อนหน้านี้ข้าตั้งใจให้คนครัวลองใช้พริกแห้งแทนพริกสับดองรสชาติที่ได้ย่อมแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง”
เขาคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเหลาอาหารคู่แข่งอาจจะลอกเลียนแบบได้
“นายท่านปราดเปรื่องยิ่งนักขอรับ”ในใจของหลงจู๊เองก็ทราบอยู่แก่ใจ ทว่าอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังค่อนข้างเป็นกังวลว่าบรรดาเหลาอาหารที่เพิ่งจะมีชื่อเสียงขึ้นมาในเมืองจะถูกเหลาอาหารของสกุลหูแย่งชิงสูตรอาหารไปเช่นกัน หลงจู๊อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากด่าว่า“หูชุนหยางชั่วช้าจริงๆ เหลาอาหารของพวกเราเพิ่งจะออกอาหารจานใหม่เขาก็ลอบขโมยไปทันที”
หม่าชิงคิดถึงหูชุนหยางที่มีจ่างสื่อของเมืองเซียงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังบ่อยๆชายหนุ่มถึงได้กล้างัดข้อแข่งขันกับเขาอย่างโจ่งแจ้ง หม่าชิงพ่นเสียงหัวเราะในลำคอสบถด่าว่า “สุนัขเลิกกินอุจจาระไม่ได้! [1] หูชุนหยางเหมาะสมแล้วที่กินแต่ของเสีย!”
“ถูกต้องนายท่านเอ่ยได้ถูกต้องที่สุดขอรับ คนชาติสุนัขเช่นนี้ก็สมควรกินได้แต่มูลเท่านั้น!”หลังจากที่หลงจู๊ด่าจบก็ให้รู้สึกโล่งใจมากขึ้น ยามนั้นเขาจึงได้จากไปเพื่อกลับไปยังเหลาอาหารของสกุลหม่า
กระทั่งยามซื่อ[2] เหลาอาหารสกุลหม่าก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้าร้าน มากันสองสามคนก็มีหรือเป็นครอบครัวใหญ่ก็มี คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่สองวันก่อนไม่มีโอกาสได้ทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ทั้งสิ้น
ยามที่หลงจู๊เห็นลูกค้าหน้าเก่าหลายรายเขาก็ตั้งใจเดินเข้าไปต้อนรับพร้อมรอยยิ้มยินดีทันที“วันนี้นายท่านของพวกเราได้ประกาศเอาไว้แล้วเหลาอาหารของเราได้จัดเตรียมจานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ไว้ถึงห้าสิบที่ลูกค้าทุกท่านเดินทางมาตั้งแต่เช้าถึงเพียงนี้ ย่อมได้ทานอย่างแน่นอนขอรับ”
“พวกเรามาก็เพื่อจานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋นี่แหละหลงจู๊ รีบนำอาหารมาขึ้นโต๊ะเร็วเข้า!”
“ได้ข่าวว่าเมื่อวานเหลาอาหารของพวกท่านได้เพิ่มอาหารจานใหม่อีกสองจานวันนี้ข้าพาบิดามาฉลองวันเกิดทั้งเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋แล้วก็อาหารจานใหม่ทั้งสองจาน นำขึ้นโต๊ะมาให้หมด”
บรรดาลูกค้าพากันนั่งประจำที่หลงจู๊สั่งให้เสี่ยวเอ้อร์รีบไปแจ้งห้องครัวว่า“วันนี้ลูกค้าตบเท้าเข้าร้านมาไม่น้อยเลย ยามที่ทุกคนยกอาหารขึ้นโต๊ะจงอย่ารีบร้อนพ่อครัวอย่าทำให้เสียมาตรฐานอาหาร ห้ามทำให้ลูกค้าไม่พอใจเด็ดขาด”
ทุกคนในครัวขานรับอย่างรวดเร็วก้มหน้าก้มตาตั้งใจทำงานของตน
ไม่นาน พริกสับดองก็ถูกใส่ลงไปผัดกับไข่ไก่กลิ่นหอมของพริก น้ำมันและไข่ลอยฟุ้งตลบอบอวล
หลังจากผ่านไปอีกเพียงครู่เดียวหม้อใหญ่ที่กำลังนึ่งเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ถึงสามจานก็ถูกเปิดออกเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋สีแดงสดในจานใบใหญ่สามจานถูกลำเลียงออกมาและถูกส่งไปที่หน้าห้องโถงทันที
ถัดจากนั้นไม่นานหม้อนึ่งขนาดใหญ่ที่ใช้นึ่งเซียงเฉิงซานเจิงทั้งหมดเก้าจานใหญ่ก็ถูกเปิดออกเช่นกันเนื่องจากเผือกพันธุ์ปิงหลางต้องใช้เวลาในการนึ่งพอสมควรอาหารจานนี้จึงถูกนำขึ้นโต๊ะลูกค้าช้ากว่าจานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋
ยามที่คนในครัวยุ่งวุ่นวายจนเท้าไม่ติดพื้นอยู่นั่นเองก็มีข่าวอันน่าโมโหแว่วมาจากโถงใหญ่
“มีลูกค้าหกคนที่เหยียบเข้ามาในเหลาอาหารสกุลหม่าของพวกเราแล้วผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่พวกเขาได้ยินเสี่ยวเอ้อร์ของเหลาอาหารสกุลหูฝั่งตรงข้ามประกาศว่าอาหารจานใหม่ของพวกเขาทั้งอวี๋หมี่จือเซียง เซียงเพียวหง ซื่อจี้หรูชุน ทุกจานล้วนราคาถูกกว่าอาหารของพวกเรามากเฮ้อ ลูกค้าก็หมุนกายเปลี่ยนไปเข้าเหลาอาหารสกุลหูทันที”
“ว่าอย่างไรนะเหลาอาหารสกุลหูเองก็ออกอาหารจานใหม่ถึงสามจานเช่นกันหรือ?”
“เพราะเหตุใดกันนะทุกคราที่เหลาอาหารของพวกเราออกอาหารจานใหม่พวกเขาเองก็จะออกอาหารจานใหม่เหมือนกัน?”
“ถุยเห็นชัดๆ ว่าอาหารจานใหม่ของเหลาอาหารสกุลหูลอกเลียนแบบอาหารของร้านเราเดิมทีก็หาใช่จานใหม่อันใด”
“เหลาอาหารสกุลหูช่างน่ารังเกียจไร้ยางอาย!”
ทุกคนพากันก่นด่าอย่างมีโทสะมีเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งที่กำลังยกจานไปให้ลูกค้าแต่ดันคว้าพลาด จานทั้งใบเกือบจะพลิกคว่ำหกลงพื้นโชคดีที่พ่อครัวด้านข้างยังจับจานเอาไว้ ไม่ได้รีบร้อนปล่อยมือ
“ไอหยาพอข้ารีบทีไรก็เกือบเกิดเรื่องทุกที”
“ข้าว่าเป็นเพราะเจ้าโมโหเหลาอาหารสกุลหูมากกว่า”
“อาหารจานใหม่ของร้านเราคราวนี้อร่อยล้ำเป็นพิเศษจริงๆ พ่อครัวของเหลาอาหารสกุลหูย่อมมิอาจเลียนแบบได้อย่างง่ายดายแน่”
“ข้าก็หวังให้เป็นอย่างนั้นเช่นกัน”
ทุกคนปลอบใจกันและกันตั้งใจทำงานไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด และหันไปจดจ่อกับงานของตนเองต่อไป
แน่นอนว่าอารมณ์ของหลงจู๊ผู้กำลังคำนวณบัญชีอยู่ด้านหลังโต๊ะคิดเงินย่อมไม่ดีเท่าที่ควรอารมณ์ของคนที่ทำได้เพียงยืนมองลูกค้าของตนถูกเหลาอาหารสกุลหูแย่งตัวไปหากดีก็นับว่าประหลาดแล้ว!
เขาถึงขนาดรู้สึกเสียใจในภายหลังที่บอกให้หม่าชิงเพิ่มปริมาณเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เสียด้วยซ้ำ
เฮ้อหากปลาห้าสิบตัวนี้ขายไม่หมด เก็บไว้พรุ่งนี้ก็จะไม่สดใหม่แล้วหากทำตามเงื่อนไขของหม่าชิง เหลาอาหารย่อมมิอาจขายอาหารที่ไม่สดใหม่ให้แก่ลูกค้าได้อีก
ทันทีที่ถึงเวลาเที่ยงวันเหลาอาหารสกุลหูที่อาศัยเพียงการป่าวประกาศว่าอาหารจานใหม่ของพวกเขาใช้ปลาทั้งตัวและราคาถูกแค่นั้นก็สามารถแย่งลูกค้าไปจากเหลาอาหารสกุลหม่าได้สูงถึงยี่สิบกว่าคน
เวลาไหลผ่านเพียงชั่วพริบตายามบ่ายก็มาเยือน หลงจู๊ของเหลาอาหารสกุลหม่าเดินไปนับหัวปลาที่เหลือด้วยตัวเองถึงห้องครัวยังเหลือหัวปลาอีกสิบหกหัว
“ยามเช้าเหลาอาหารของพวกเราขายหัวปลาได้สามสิบสี่จาน เซียงเฉิงซานเจิงขายไปหกสิบห้าชุดและซวงเหมยโต่วเยี่ยนอีกเจ็ดสิบสามชุด”
ต่อให้ถูกเหลาอาหารสกุลหูแย่งตัวลูกค้าไปทว่าช่วงกลางวันเหลาอาหารสกุลหม่าก็ยังขายอาหารชุดใหม่ออกไปได้มากมายขนาดนี้
หลงจู๊ค่อนข้างโล่งใจทว่าอย่างไรก็ตาม ยังเหลือช่วงเวลายามบ่ายอยู่ เฮอะ เหลาอาหารสกุลหูมาดูกันสักตั้ง!
“ทุกคนมาทำงานกันให้เต็มที่กันเถอะ เราจะพยายามขายหัวปลาของวันนี้ออกไปให้หมด!”
ยามที่ทุกคนได้ยินวาจาปลุกเร้าสร้างขวัญกำลังใจคนงานทั้งหลายล้วนพยักหน้ารับอย่างขันแข็ง ในใจก็ลอบให้กำลังใจตัวเองเงียบๆ
อีกด้านหนึ่ง เหลาอาหารสกุลหูตลอดช่วงเช้าขายอาหารจานใหม่ทั้งสามออกไปได้บ้างทว่าปริมาณกลับไม่เป็นที่น่าพอใจ
หลงจู๊แห่งเหลาอาหารสกุลหูอายุห้าสิบกว่าแล้วสายตาย่อมพร่ามัวตามธรรมชาติ เขาต้องยกสมุดบัญชีออกไปให้ไกลหน่อยมิเช่นนั้นก็จะเห็นไม่ชัดเจน ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยพึมพำกับตนเองว่า “เมื่อวานร้านออกอาหารจานใหม่มาสองจานวันนี้ยามเที่ยงเซียงเพียวหงขายออกไปได้เก้าชุด ส่วนซื่อจี้หรูชุนขายออกไปได้เจ็ดชุด”
พึงรู้ไว้ว่าเมื่อวานเซียงเพียวหงขายได้ถึงยี่สิบเอ็ดชุดส่วนซื่อจี้หรูชุนขายได้สามสิบสองชุดทว่าวันนี้กลับขายออกไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เฮ้อส่วนกระแสตอบรับจากลูกค้าที่มีต่อเซียงเพียวหงและซื่อจี้หรูชุนก็แสนจะธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง
เขาวางสมุดบัญชีลงขยี้ตา ก่อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองว่า “วันนี้เพิ่งออกอาหารจานใหม่คืออวี๋หมี่จือเซียงแต่ขายได้ถึงสิบสี่ชุดเชียว”
เป็นในตอนนั้นเองเสี่ยวเอ้อร์รูปร่างผอมสูงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขาเอ่ยเสียงกระซิบกับหลงจู๊ว่า“ท่านลุงห้าขอรับ ข้าได้ยินลูกค้าบ่นถึงราคาของอวี๋หมี่จือเซียงปลาทั้งตัวที่ใช้ในการปรุงอาหารเป็นปลาหัวใหญ่ที่ราคาถูกที่สุด ทว่าราคาอาหารกลับสูงถึงเพียงนี้”
ราคาของปลาหัวใหญ่ที่หนักสามจินต่อให้สูงที่สุดก็ไม่มีทางเกินสิบห้าเหรียญทองแดง ทั้งราคานี้ยังเป็นราคาขายปลีกเหลาอาหารสกุลหูซื้อเข้ามาไม่น้อย แน่นอนว่าราคาย่อมลดลงไปอีกเหล่าลูกค้าพร่ำบ่นก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้คือหลานชายห่างๆของหลงจู๊เฒ่า ยามปกติหากมีเรื่องใดที่คนอื่นไม่กล้าต่อต้านก็มีเพียงเขาคนเดียวที่กล้าพูดกับหลงจู๊
ครานี้หลานชายห่างๆก็มาเพื่อเตือนหลงจู๊เฒ่าโดยเฉพาะ
ทว่าหลงจู๊เฒ่ากลับโทสะพุ่งพรวดอย่างไร้ซึ่งหนทางระบาย“ปลาที่ใช้ทำเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของเหลาอาหารสกุลหม่าเองก็เป็นปลาหัวใหญ่เช่นกันเหตุใดพวกเขาถึงไม่พูดบ้างว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ราคาแพง? เหลาอาหารของพวกเราใช้ปลาทั้งตัวส่วนเหลาอาหารสกุลหม่าใช้เพียงส่วนหัวของปลา หาได้มีเนื้อปลาไม่ พวกเขาตาบอดมองไม่ออกเลยหรือ?”
--------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สุนัขเลิกกินอุจจาระไม่ได้(狗改不了吃屎) ตรงกับสำนวนไทย “สันดอนขุดง่ายสันดานขุดยาก”
[2] ยามซื่อหมายถึง เวลาประมาณสิบโมงเช้า