บทที่ 1 : โลกในอีกพันปีข้างหน้า
โลกในอีกหลายพันปีข้างหน้าเป็ยุคของมนุษย์ที่สามารถกลายร่างเป็สัตว์ได้พวกเราเรียกกลุ่มมนุษย์เ่าั้ว่า “บีสต์”
ณ ใจกลางเมืองใหญ่ซึ่งเป็ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์กลางได้มีเหล่าเด็กๆจากโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งเข้าไปทัศนศึกษาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับอดีตในยุคโบราณของมนุษย์
เด็กสาวคนหนึ่งที่เป็หนึ่งในเด็กจากโรงเรียนอนุบาลซึ่งมาทัศนศึกษาหันมองรอบด้านด้วยความตื่นเต้นจนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับกระสวยลำหนึ่งซึ่งตั้งเอาไว้กลางพิพิธภัณฑ์กลาง
“..ผู้หญิงที่อยู่ข้างในเธอยังมีชีวิตอยู่ไหมคะครู” เด็กสาวหันไปถามครูประจำชั้นของเธอและมองไปที่ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้าสู่่โตเต็มวัยแล้ว ผมสีดำสนิทสีผิวขาวซีด อยู่ในชุดที่ดูแปลกตาและเหมือนกำลังนอนหลับอยู่ในกระสวยใบใหญ่
“ไม่มีแล้วจ้ะนี่เป็กระสวยที่นักสำรวจของเราค้นพบ โดยเราคาดการณ์กันว่าเป็มนุษย์ในยุคโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน”
สิ้นคำพูดของครูประจำชั้น เด็กหลายคนทยอยเดินเข้ามาล้อมรอบกระสวยเพื่อดูหญิงสาวที่อยู่ด้านในพร้อมกับพากันตั้งคำถามที่สงสัยเกี่ยวกับมนุษย์ยุคโบราณ
“ถ้าเธอตายแล้วทำไมเราถึงเอาเธอมาตั้งไว้ตรงนี้ครับ”
“งั้นเธอก็ยังไม่สามารถกลายร่างได้ใช่ไหมครับ”
เด็กสองคนที่วิ่งมารวมท้ายสุดแย่งกันถามคำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับมนุษย์ยุคโบราณที่พวกเขาพึ่งเคยพบพาให้ครูประจำชั้นแย้มรอยยิ้มเอ็นดูก่อนจะตอบ
“สำหรับคำถามแรก เรา้ารักษาสมบัติแห่งชาตินี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าคนในสมัยก่อนเป็ยังไงจ้ะตัวเครื่องนี้มีการหยุดเวลาเอาไว้ทำให้เนื้อตัวของหญิงสาวคนนี้ไม่เน่าเปื่อยไปส่วนคำถามที่สอง ทุกคนสังเกตเห็นไหมคะว่าเธอจะมีรูปร่างที่เล็กกว่าบีสต์่โตเต็มวัยทั่วไปนั่นเพราะเธอไม่เคยผ่านการกลายร่างมาก่อน ซึ่งนี่ก็เป็เหตุผลที่ทำให้พวกเขามีอายุที่น้อยกว่าเราหลายเท่าตัวค่ะ”
“แล้วทำไมจู่ๆเราถึงกลายร่างกันได้เหรอคะ” เสียงดังกล่าวดังมาจากเด็กคนหนึ่งในชั้นพาให้เด็กทุกคนพยักหน้าด้วยความสงสัย
“เด็กๆ เคยฟังนิทานพื้นบ้านเื่ายุคก่อนไหมคะ”ครูสาวหันไปถามเด็กในชั้นเพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งเมื่อสิ้นคำถามก็มีเด็กด้านหน้าเธอะโและยกมือขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“ผมเคยฟังๆ เป็เื่ที่ผมชอบมากแต่แล้วมันเกี่ยวกันยังไงกับการกลายร่างของพวกเราเหรอครับครู” หลังจากตื่นเต้นไม่นาน เด็กคนนั้นก็ทำหน้าสงสัยเพราะไม่สามารถเชื่อมความเกี่ยวข้องได้
“านี้เป็เื่ต่อค่ะ จริงๆพวกเธอสามารถหาข้อมูลตรงนี้เพิ่มเติมได้จาก EI ของพวกเธอแต่อย่างน้อยเราก็ยังเหลือเวลากันอยู่ก่อนที่กลับโรงเรียน มีใครอยากฟังกันไหมคะ”
“อยากฟังค่ะ / อยากฟังครับ” เด็กๆ ชูมือกันอย่างกระตือรือร้น
ในอดีตหลายพันปีก่อน ่ปี ค.ศ.2210 เป็่ที่เกิดโรคภัยต่างๆที่ไม่สามารถรักษาได้ ทำให้คนล้มตายกันไปเป็จำนวนมาก ทุกประเทศทั่วโลกต่างเร่งกันคิดค้นยาหรือวิธีแก้ปัญหาปัญหานี้
โดยกว่าจะผ่านยุคของโรคร้ายต่างๆที่คร่าชีวิตมนุษย์บนโลกไปก็ผ่านมาเป็หลายร้อยปี ซึ่งก็เกิดหลังจากการทดลองที่แรกเริ่มนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าสัตว์เป็จำนวนส่วนใหญ่ที่ไม่ติดโรคเหล่านี้และมีจำนวนการล้มหายตายจากที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมนุษย์
ข้อสังเกตนั้นได้รับการสนันสนุนจากผู้นำรอบโลกให้ทำการทดลองต่อทำให้มีการรวบรวมนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิจากทั่วโลกมารวมกลุ่มกันโดยหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ก็คือผู้ที่ตั้งข้อสังเกตนี้นั่นเอว
แรกเริ่มได้มีการทดลองโดยการสกัดเซลล์และดีเอ็นเอของสัตว์หลายๆชนิดมาทดลอง ซึ่งนั่นก็รวมถึงเซลล์และดีเอ็นเอของมนุษย์ด้วยเพื่อหาข้อแตกต่างหรือข้อสังเกตใหม่ที่สามารถทำให้มนุษย์ใช้ประโยน์จากสัตว์เ่าั้ได้
การทดลองนี้ได้ใช้ทรัพยากรและเงินไปเป็จำนวนมากและเนื่องจากเป็การทดลองที่ถือว่ากุมความหวังของมนุษย์ทุกคนทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์โดนกดดันจากหลายฝ่ายทั้งทางผู้นำประเทศและประชาชนจึงจำเป็ต้องบอกข้อสันนิษฐานของการทดลองที่มีอยู่ในตอนนั้นให้โลกรู้ซึ่งผลของการทดลองคือ ให้มนุษย์ทุกคนกลายร่างเป็สัตว์
นักวิทยาศาสตร์เล่าข้อสรุปผลการทดลองในตอนนั้นว่าแรกเริ่มมนุษย์ทุกคนไม่ได้วิวัฒนาการมาจากลิงตามที่ทุกคนเข้าใจเนื่องจากการทดลองที่ได้ใช้เซลล์และดีเอ็นเอของมนุษย์หลากหลายชาติพันธุ์หลากหลายครอบครัว ผลของดีเอ็นเอสรุปได้ว่า มนุษย์ทุกคนจะมีเซลล์และดีเอ็นเอของสัตว์อยู่ในตัวคนละ1 ชนิดบางคนมีดีเอ็นเอแฝงเป็งู เสือ หรือแม้กระทั่งสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างมดนักวิทยาศาสตร์จึงตั้งข้อสงสัยและสรุปว่ามนุษย์ทุกคนมีดีเอ็นเอของสัตว์หนึ่งชนิดอยู่ภายในตัวมาตั้งนานแล้วนั่นทำให้มนุษย์ทุกคนน่าจะสามารถกลายร่างเป็สัตว์นั้นๆ ได้
หลังการประกาศนั้นของเหล่าวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดข้อกังขาต่างๆ ตามมามากมาย เนื่องจากทุกคนมองว่ามันเป็เื่ไร้สาระและเป็ไปไม่ได้รวมถึงยังไม่มีใครที่สามารถกลายร่างเป็สัตว์ได้ออกมายืนยันความคิดนี้นักวิทยาศาสตร์จึงขอเวลาในการทำการทดลองต่อโดยอิงจากข้อสังเกตที่ว่าเมืุ่์อยู่ในอารมณ์ใมากๆ ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาทำให้มนุษย์มีกำลังขึ้นมากมายจนน่าใเหมือนไม่ใช่มนุษย์ปกตินักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองต่อโดยการฉีดอะดรีนาลีนเข้าร่างกายเป็จำนวนมากซึ่งผู้ที่เสี่ยงทำการทดลองในครั้งนี้คือ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์หรือก็คือผู้ริเริ่มทดลองและตั้งสังเกตเกี่ยวกับการทดลองที่ผ่านมา
หัวหน้านักวิทยาศาสตร์คนนั้นโดนฉีดอะดรีนาลีนเข้าร่างกายเป็จำนวนมากติดต่อกันเป็เวลา 1 อาทิตย์จนร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา เขาเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ทำให้ต้องจับมัดและล่ามโซ่เอาไว้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เหลือก็ยังทำการฉีดอะดรีนาลีนต่อไปจนกระทั่งผ่านไปอีก 1อาทิตย์ และผลการทดลองก็ออกมาเป็ที่น่าพอใจ นักวิทยาศาสตร์คนนั้นสามารถกลายร่างเป็สัตว์ได้โดยมนุษย์ที่กลายร่างเป็สัตว์ได้คนแรกก็คือหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ คีนร่างสัตว์ก็คือมดคันไฟ
หลังผลการทดลองสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีคีนก็ทำการประกาศเื่นี้ออกสู่สาธารณะ ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และจากการกลายร่างของคีนทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าเมืุ่์แปลงร่างเป็สัตว์แล้วสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ทุกชนิด ดังนั้นกำแพงภาษาจะไม่มีอีกต่อไปซึ่งมันรวมถึงพละกำลังที่มากขึ้น และอายุไขที่มากขึ้นด้วย
สิ่งที่คีนสรุปออกมาจากการทดลองในครั้งนี้และครั้งที่ผ่านมาคืุ์ไม่ใช่ร่างต้นกำเนิด แต่เป็ร่างของสัตว์ที่เป็เผ่าพันธ์ของคนๆนั้นต่างหากที่เป็ร่างแรกของมนุษย์ทุกคนเขาตั้งข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์ในยุคก่อนอาจหลงลืมการกลายร่างและใช้ชีวิตในรูปแบบของมนุษย์กันมาหลายทศวรรษทำให้เื่นี้ถูกหลงลืมไปหลังจากนั้นจึงมีการจำแนกได้ว่า สัตว์ที่สามารถแปลงร่างเป็มนุษย์ได้จะเรียกว่า บีสต์และสัตว์ที่ไม่สามารถแปลงร่างเป็มนุษย์จะเรียกว่า โลว์
เมืุ่์ทั่วโลกรู้ถึงความจริงในข้อนี้มนุษย์ส่วนมากได้ละทิ้งวิถีชีวิตแบบมนุษย์และหันมาใช้วิถีแบบสัตว์หรืออาศัยอยู่ในร่างของสัตว์กันเนื่องจากสภาพร่างกายที่มีความแข็งแรงที่มากกว่า อายุขัยที่มากขึ้น และในเื่ของโรคภัยไข้เจ็บที่ลดน้อยลง
“เอาล่ะค่ะทุกคนฟังกันพอแล้วเื่ที่ครูเล่าเป็เื่ก่อนการเกิดา แต่รถน่าจะใกล้มาแล้วพอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ ถ้าใครอยากรู้เพิ่มเติมก็ลองถามจาก EI ของพวกเธอกันนะ” ครูสาวมองนาฬิกาข้อมือ และจบเื่เล่าเมื่อใกล้เวลากลับของเด็กนักเรียน
“หนูขอถามคำถามได้ไหมคะ” เด็กสาวคนแรกที่สังเกตเห็นกระสวยตัดสินใจยกมือถามก่อนกลับบ้าน
“อืมม.. ก็ได้จ้ะ แต่รีบหน่อยนะ”
“ครูบอกว่ามนุษย์โบราณหันไปใช้ร่างสัตว์กันแล้วทำไมตอนนี้ทุกคนถึงเลือกอยู่ในร่างมนุษย์ไม่ก็ร่างบีสต์กันล่ะคะ”
“ก็..ทุกคนรู้ใช่ไหมคะว่า เมื่อเราอยู่ในร่างสัตว์เราจะอยากกินแต่อาหารตามเผ่าพันธุ์ของตัวเอง เช่น สิงโตก็จะกินแต่เนื้อดิบๆไม่กินผักเลย แต่ทุกคนต้องอย่าลืมว่าเราเป็บีสต์และเรามีความเป็มนุษย์อยู่ในตัวสารอาหารที่เรา้าก็คือสารอาหาร 5 หมู่เหมือนเดิมการที่บีสต์เผ่าสิงโตจะกินแต่เนื้อดิบนั่นก็ย่อมได้แต่บีสต์เ่าั้ก็จะขาดสารอาหารที่จำเป็เช่นกัน ซึ่งมันก็จะใช้เวลานานอยู่กว่าที่เราจะรู้ตัวกันว่ามันเป็ผลเสียที่เราเลือกจะอยู่แต่ในร่างสัตว์มารู้ตัวกันอีกทีก็ตอนที่ป่วยและผลออกมาว่าร่างกายกำลังขาดสารอาหารและเวลาที่ครูบอกก็คือผ่านมาแล้วเกือบสองร้อยปีเราถึงพึ่งรู้ตัวกันทุกคนเลยเลือกกลับมาใช้ชีวิตในร่างมนุษย์กันส่วนใหญ่เพราะถึงแม้เราจะอยู่ในร่างมนุษย์แต่ร่างกายเราก็ยังแข็งแรงมากเพราะเราเป็มนุษย์ที่ผ่านการกลายร่างมาแล้วหรือก็คือบีสต์นั่นเอง”
“แล้วทำไมผมถึงยังมีหูและหางอยู่ครับ”เด็กชายคนหนึ่งที่มีใบหูและหางคล้ายสุนัขจิ้งจอกถามขึ้น
“เพราะพวกเธอยังเด็กตอนนี้พวกเธอเลยยังอยู่ในร่างบีสต์ อย่างที่ทุกคนรู้กันนะคะ คือเราจะมีกันทั้งหมดสามร่างร่างสัตว์ ร่างบีสต์ และร่างมนุษย์ พวกเธอทุกคนใน่แรกเกิดจะอยู่ในรูปของสัตว์ตามเผ่าพันธุ์หรือก็คือร่างสัตว์ของพวกเธอและจะสามารถกลายร่างเป็มนุษย์ที่ยังมีลักษณะเด่นตามเผ่าพันธุ์ได้หรือก็คือร่างบีสต์เมื่อพวกเธออายุได้ราว10-12 ปี และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่หรือ่ที่พร้อมของร่างกายก็จะสามารถกลายร่างเป็มนุษย์ได้เต็มตัวเอง”
“แล้ว…”
“เอาเป็ว่าเราค่อยถามคำถามที่เหลือกันบนรถนะคะ มาเร็ว..ได้เวลาที่รถจะมารับแล้วนะ” ก่อนที่จะมีคำถามต่อไปตามมาอีกเป็กระพรวน ครูสาวเลือกแทรกขึ้นมาและพาเด็กๆเดินออกไป จากไปพร้อมเสียงพูดคุยที่ค่อยๆ เบาลงไป
กลางดึกในวันเดียวกันนั้นในพิพิธภัณฑ์กลางท่ามกลางบรรยากาศวังเวง และเงียบเหงา จู่ๆก็มีเสียงเหมือนของตกกระทบพื้นพร้อมกับเสียงพูดปริศนาดังขึ้นท่ามกลางพิพิธภัณฑ์ที่ปิดทำการในวันนั้นแล้ว
“อือออ เมื่อยจัง”
TBC.
สวัสดีนักอ่านทุกคนที่หลงเข้ามานะค้าา ถ้าเจอคำผิดตรงไหนบอกได้เลยนะคะ
ไว้พรุ่งนี้จะมาคลอดตอนที่ 2 และ 3 ให้นะคะ พอดีมีแต่งไว้แล้วเลยลงทีเดียว 2 ตอน
ถ้าเป็ปกติจะลงครั้งละ 1 ตอนและประมาณ 1-2 วันลงทีนะคะ ขอให้สนุกนะคะะ ♥