บทที่ สิบห้า
ไม่สักนิด
ฟ่านหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกสองสามครั้งเพื่อกดข่มความหงุดหงิดที่กำลังปะทุอยู่ในอกก่อนจะค่อยๆ หันกายกลับไปเผชิญหน้ากับจ้าวจวิ้นหยางรอยยิ้มบางแต้มบนริมฝีปากแดงระเรื่อ หากแต่แววตากลับแฝงความเชือดเฉือนดุจคมมีด
นางยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาใดร่างสูงในชุดสีเข้มก็ย่างก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าพลางยื่นถุงหอมสีฟ้าลายเถาวัลย์ออกมา ราวกับสื่อว่าจะส่งคืนให้นาง ฟ่านหนิงมุ่นคิ้วทันทีความสงสัยพรั่งพรู ‘เขาจะคืนให้ข้าจริงๆ หรือ?’
แต่สุดท้ายมือเรียวก็ค่อยๆเอื้อมออกไปหมายคว้าของคืน ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วใกล้จะััได้จ้าวจวิ้นหยางกลับชักมือกลับไปเสียเฉยๆ ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ อย่างผู้เป็ต่อ
“นี่เ้า!”ฟ่านหนิงกลั้นไม่อยู่เผลอขึ้นเสียง
ทว่าอีกฝ่ายเพียงเลิกคิ้วสูงส่งเสียงในลำคอ“หืม...เ้าอะไร?”
พอถูกย้อนกลับมาเช่นนั้นฟ่านหนิงกัดฟันแน่นรีบเก็บคำที่เกือบจะหลุดปากออกไป แล้วเปลี่ยนเป็เสียงอ่อนลงแต่ยังแฝงความไม่พอใจ“ซื่อจื่อจะมอบคืนให้ข้าหรือได้ไม่?”
จ้าวจวิ้นหยางได้ยินก็ยกยิ้มมุมปากพยักหน้าช้าๆ แต่คำพูดกลับทิ่มแทง “คืนให้เ้า...แต่ไม่ใช่ว่าข้าเอาไปคืนเ้าของแล้วหรือ? แล้วเหตุใดมันถึงกลับมาปรากฏอยู่ที่เดิมอีกเล่าคุณหนูใหญ่ฟ่านไม่เห็นว่าเื่นี้แปลก?”
ดวงหน้างามซีดเผือดไปวูบหนึ่งฟ่านหนิงหลุบตาลง หลีกเลี่ยงสายตาคมปลาบของเขา ไม่ยอมปริปากบอกความจริง
แต่จ้าวจวิ้นหยางกลับไม่ปล่อยให้ความเงียบดำเนินนานนักเสียงทุ้มยังคงเอ่ยถาม “เ้าเกลียดถุงหอมนี้...หรือเกลียดเพราะว่าข้าเป็คนนำมันไปคืน?”
ฟ่านหนิงเงยหน้าขึ้น แววตาฉายความฉงน“หมายความว่าอย่างไร?”
บุรุษผู้นั้นโน้มกายลงเล็กน้อยน้ำเสียงเย้าแหย่ปนทดสอบ “เ้าของถุงหอมเป็คุณหนูสกุลถังใช่หรือไม่? และเ้าก็ไม่อยากให้ข้าเอาไปคืนเ้าของจนถึงขั้นส่งให้สาวใช้เ้าไปเอาคืนมา...”
ฟ่านหนิงมิได้อ้อมค้อม นางเอ่ยตรงๆอย่างไม่ลังเล “ใช่” พลางคิดเพราะนางไม่อยากให้เขาเสนอตัวทำหน้าที่ที่ไม่ใช่ของตัวเองถุงหอมนี้ไม่ควรเป็เ้าที่นำไปคืนอย่างไรเล่า!
เพียงคำเดียวสั้นๆกลับทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวจวิ้นหยางกว้างขึ้นเล็กน้อย สตรีผู้นี้มีสองทางเวลาเข้าเอ่ยถามถ้าไม่อยากตอบก็เลือกเงียบ แต่เมื่อเลือกจะพูดแล้วกลับตรงไปตรงมาจนน่าประหลาดใจเป็สตรีที่ปากกับใจตรงกันเช่นนี้ก็นับว่าไม่กลัวพิกุลจะร่วงจริงๆ ความพึงใจวาบขึ้นในดวงตาคมกริบ
ขณะที่ฟ่านหนิงเม้มปากแน่นก่อนจะเอื้อมมือออกไปอีกครั้งเอ่ยด้วยคำพูดที่อ่อนลงจนเกือบจะเป็น้ำเสียงขอร้อง“แล้วถุงหอมนั้นคืนให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ”
คราวนี้จ้าวจวิ้นหยางกลับยื่นคืนให้อย่างง่ายดายแต่ยังไม่วายเอ่ยถาม“นี่เ้าจะเอาไปทิ้งอีกหรือ?”
ฟ่านหนิงคว้าถุงหอมจากมือเขาทันทีแววตาฉายความไม่พอใจเมื่อได้ของแล้วสะบัดหน้าตอบเสียงห้วน “ใช่ครานี้ซื่อจื่อก็อย่าได้เก็บมาอีกเล่า”
แล้วนางก็หันไปส่งถุงหอมต่อให้จางไป๋ซินที่ยืนอยู่ใกล้ๆพร้อมสั่งเสียงเข้ม “เอาไปวางที่เดิมแล้วคราวนี้เ้าเฝ้าไว้เอง อย่าให้ผู้ใดมาเก็บนอกจากหานอี้เหอผู้เดียวเสร็จงานค่อยตามกลับจวน”
จางไป๋ซินรับของไปด้วยสีหน้าจริงจังตั้งใจย่อตัวเล็กน้อยก่อนถอยออกไปทำหน้าที่
ทว่าในหูของจ้าวจวิ้นหยางกลับสะดุดกับประโยคท้ายเสียจนเลิกคิ้วสูงขึ้นความสงสัยฉายชัด “แล้วทำไมต้องเป็หานอี้เหอที่เก็บได้หรือว่าเ้าไม่ได้เกลียดเ้าของถุงหอมจึงอยากจะทิ้งๆ ของไปเพียงไม่อยากให้ข้าเข้าไปเกี่ยวข้อง” ร่างสูงหรี่ตามองพินิจร่างบางหนึ่งรอบก่อนจะเอ่ยต่อ“นี่หรือว่าเ้า..ชอบข้า?”
คำถามคาดไม่ถึงนั้นทำให้ฟ่านหนิงที่หมุนกายเดินหนีไปหลายก้าวแล้วชะงักไปชั่วครู่หัวใจพลันเต้นแรง ดวงตาเบิกค้าง แต่เมื่อเห็นจางไป๋ซินเดินออกไปไกลแล้วจึงคงไม่มีใครได้ยินวาจาเมื่อครู่นางก็เบาใจลง ก่อนจะรีบหันกลับมามองด้วยดวงตาวาวโรจน์ “ซื่อจื่ออย่าคิดเื่ไร้สาระเพ้อพกโปรดวางใจได้ ข้าไม่ได้ชอบท่านแม้สักนิดเดียว!” น้ำเสียงของนางหนักแน่นยิ่ง
แต่ฟ่านหนิงยังไม่หยุดเพียงเท่านั้นนางว่าต่อด้วยถ้อยคำยาวเหยียด “และความจริงท่านจะชอบผู้ใดก็ล้วนไม่เกี่ยวกับข้าหากท่านยังติดใจเื่ถุงหอม อยากได้ข้ออ้างหาไปคืนคุณหนูถังเพื่อสานสัมพันธ์นักไว้ข้าจะหาอย่างอื่นมาให้ท่านนำไปคืนก็แล้วกัน แค่ไม่ใช่ถุงหอมอันนี้เท่านั้น!”
ทันทีที่วาจาจบเสียงล้อรถม้าก็ดังเข้ามาพอดีรถม้าสกุลฟ่านเลื่อนเข้ามาหยุดหน้าบานประตูข้างจวนสกุลกู่ฟ่านหนิงจึงย่อตัวลาอย่างรวดเร็วแล้วหมุนกายขึ้นรถม้าโดยไม่หันกลับไปมองบุรุษร่างสูงแม้แต่น้อย
ท่าทีตัดสัมพันธ์นั้นทำให้ดวงตาของจ้าวจวิ้นหยางมืดลงอย่างไม่รู้สาเหตุเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แขนยาวยังคงทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวแต่ในอกกลับอัดแน่นด้วยความรู้สึกที่แม้เ้าตัวเองยังไม่อาจนิยามได้เหตุใดสายตาเช่นนั้นจึงกวนใจเขานัก?
เมื่อรถม้าของสกุลฟ่านแล่นกลับถึงจวนยามค่ำความคึกคักของงานเลี้ยงสกุลกู่ยังติดอยู่ในความคิดแต่สำหรับฟ่านหนิงกลับไม่ต่างจาก่เวลาที่กดดันนางปล่อยให้จางไป๋ซินอยู่ทำภารกิจให้สำเร็จแทนตัวเอง จึงเกิดความกังวลว่าถ้าภารกิจล้มเหลวจะเป็อย่างไรนางจึงมานั่งกลุ้มใจที่หน้ากระจก แต่เมื่อรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้วถึงกลับไปสกุลกู่ก็คงไม่ทันจึงเริ่มถอดเครื่องประดับหนักๆ ออกก่อนจะพาตัวเองตัวเองไปนั่งรอที่โต๊ะน้ำชา
เมื่อทันทีที่ร่างอรชรหย่อนตัวลงเสียงประกาศไร้อารมณ์ของระบบก็ดังขึ้น
【ภารกิจสำเร็จ】
【พลังชีวิต+20】
【ภาพลักษณ์นางร้าย+5】
ฟ่านหนิงเบิกตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความโล่งใจแต่ก่อนเลิกคิ้วแล้วเมื่อเห็นข้อความสุดท้ายจึงพลันบ่นออกมาทันที “แค่นี้หรือ?เวลาหักกลับหักไปเป็สิบตอนเพิ่มกลับได้เพียงเศษเสี้ยว เช่นนี้จะไม่ให้ข้าหงุดหงิดได้อย่างไร! ชิ!” นางทำเสียงลอดไรฟัน
‘เป็ไปตามการประเมินที่เหมาะสมที่สุด’ เสียงตอบกลับจากระบบดังขึ้นเรียบเฉยเช่นเดิม
นางหัวเราะหยันยกมือโบกไล่กลางอากาศราวกับจะปัดเ้าระบบไปให้พ้นสายตา “ไม่ต้องพูดแล้ววันนี้อารมณ์ข้าไม่ดีนัก เงียบไปเลย”ว่าจบตัวอักษรและเสียงประกาศที่รบกวนก็หายไป
ความเงียบกลับคืนมาฟ่านหนิงย้ายตัวเองไปนั่งที่ฟูกนอนก่อนจะเอนตัวพิงหมอนมือเรียวยกขึ้นลูบเส้นผมที่ปล่อยลงบนบ่า สายตาสับสนเต็มไปด้วยความคิดตีกันพัลวันนางถอนหายใจยาว รู้สึกว่าชีวิตของตนยุ่งเหยิงยิ่งนัก
เื่ของถังหลันชิงกับหานอี้เหอก็ดูราบรื่นดีแท้มีแต่ของข้าเท่านั้นที่วุ่นวายไม่รู้จบ ปัญหาของเจิ้งเปาหย่งก็ยังไม่หาทางแก้ไขได้เวลานี้กลับเพิ่มเื่น่ารำคาญจากจ้าวจวิ้นหยางอีกเขาวุ่นวายขนาดนี้จะไม่ส่งผลระยะยาวใช่ไหมนะ..
เพียงคิดถึงใบหน้ายียวนของบุรุษผู้นั้นหัวใจก็พลันร้อนรุ่ม มุมปากกระตุกหงุดหงิด “คนผู้นี้ก็กระไร ไปทางไหนก็เจอเหมือนเคราะห์กรรมตามติดมิห่าง”
นางพลิกกายไปอีกด้าน ดวงตาเรียวโตทอดมองม่านบางที่ปลิวเบาๆตามแรงลมยามค่ำ นางยกมือกอดอกแน่นเหมือนจะปลอบตัวเอง สุดท้ายก็หัวเราะเบาๆ ออกมา “ข้าจะมัวเอาใจไปใส่เื่ไร้สาระเหล่านี้ไปเพื่ออะไรคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์” แม้จะบอกกับตัวเองเช่นนั้นแต่ภาพรอยยิ้มเย้าหยอกของจ้าวจวิ้นหยางก็ยังลอยวนในความคิดไม่ยอมเลือน
….
ณ โถงส่วนในของตำหนักเฉียนชิงอันโอ่อ่าแสงแดดอุ่นยามสายสาดผ่านช่องหน้าต่างกระทบผืนพรมสีแดงเข้มลายเมฆมงคลสตรีผู้หนึ่งเดินทางเข้าวังมาพร้อมบุตรชายนางแต่งกายในอาภรณ์แพรไหมสีม่วงปักลายวิจิตรสีเงินเรียบหรูแต่สง่างามนั่งอยู่เบื้องหน้าของบุรุษผู้เป็ทั้งน้องชายและฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์แผ่นดิน
เทียนซางฮ่องเต้สวมอาภรณ์เหลืองปักลายัห้ากรงเล็บท่วงท่าผึ่งผาย แววตาเปี่ยมด้วยอำนาจ แต่เวลาหันมามองพี่สาวยังคงฉายความอ่อนโยน
ข้างองค์หญิงฉิงคือบุตรชาย...จ้าวจวิ้นหยางสวมชุดยาวสีครามเข้มคาดเอวด้วยเข็มขัดหนังร่างสูงสง่าแต่กลับเหม่อไปทิศทางใดไม่รู้ไม่ใส่ใจสิ่งจรงหน้าสายตาที่รู้ว่าไม่ได้ฟังบทสนทนาที่มารดากำลังคุยกับฮ่องเต้เลยสักนิด
องค์หญิงฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มแต่แฝงความจริงจัง “ฝ่าา เหลียนตงก็มิใช่วัยเด็กหนุ่มอีกต่อไปแล้วข้าคิดว่าถึงเวลาเขาจะต้องรับตำแหน่งงานประจำในกองงานสักแห่งเพื่อจะได้ฝึกฝนตนและสร้างผลงานให้จวนหลินฝูโหวก่อนจะรับบรรดาศักดิ์ฝ่าาช่วยกำชับเขาเถอะ”
เทียนซางฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “พี่หญิงข้าย่อมรู้ว่าเหลียนตงมีความสามารถ เพียงแต่หากเ้าตัวไม่คิดอยากรับตำแหน่งก็ยากจะบังคับให้เขามีใจต่อหน้าที่”
“แต่ว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ เขาก็จะเอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ มิใช่หรือ?” องค์หญิงฉิงทอดสายตามองบุตรชายที่ยังคงทำตัวเหมือนว่าไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้ใหญ่คุยกันนางพลันถอนหายใจ ไม่ว่าใครจะเอ่ยอย่างไรเขาก็ไม่สะทกสะท้าน กรรมอะไรของนาง...เหตุใดมีบุตรชายที่เก่งกาจความสามารถพร้อมแต่กลับไม่จริงจังกับเื่สำคัญเอาแต่เออระเหยลอยชาย
ฮ่องเต้พยักหน้าเบาๆคล้ายมองเห็นความกังวลของพี่สาว เขาเองก็อยากให้พี่สาวคลายกังวล “ข้ารู้ว่าพี่หญิงหวังดีต่อเหลียนตงแต่ชายหนุ่มหากไม่ให้โอกาสเขาคิดเองอาจจะยิ่งดื้อด้าน รออีกสักหน่อยเถิด”
องค์หญิงฉิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่อ“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้มีกองงานใดที่พอจะเหมาะกับเขาบ้างหรือไม่? ไม่ว่าจะกรมพิธีการ กรมทหาร หรือแม้แต่หอสมุดข้าเพียงอยากให้เขาเริ่มต้นสักแห่ง”
เทียนซางฮ่องเต้กวาดตามองจ้าวจวิ้นหยางที่ยังอยู่ในความคิดตนเองหาใส่ใจทั้งสองไม่ก่อนส่ายหน้ายิ้มๆ “ข้ารู้ดีว่าเขาสามารถหากเลือกจะเอาจริงแล้วคงไม่มีสิ่งใดยากเกินไป เพียงแต่...ดูเอาเถิด ขนาดวันนี้ยังไม่ฟังพวกเราสนทนากันเลย”
คำพูดนั้นทำให้องค์หญิงฉิงหน้าแดงนิดๆทั้งเขินทั้งโกรธ มองบุตรชายที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกกล่าวถึง ในขณะเดียวกันเสียงประกาศจากขันทีก็ดังขึ้น“เสียนไท่เฟยเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานร่างเพรียวในชุดแพรไหมสีเขียวเข้มปักลายดอกโบตั๋นทองก็ก้าวเข้ามาใบหน้าของเสียนไท่เฟยแม้อายุผ่านมาก็ยังงามสง่า นางก้าวเข้ามาโค้งคำนับฮ่องเต้ก่อนหันไปยิ้มทักทายองค์หญิงฉิง
“ไม่ได้เจอพักหนึ่งแล้ว องค์หญิงฉิงยังคงงามสง่าเช่นเดิม” เสียนไท่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
องค์หญิงฉิงลุกขึ้นเล็กน้อยตอบรับด้วยรอยยิ้มบาง “เสียนไท่เฟยก็เช่นกัน”
บรรยากาศโถงชั่วขณะนั้นอบอุ่นขึ้นจากการทักทายแต่สำหรับจ้าวจวิ้นหยาง เขากลับยิ่งไม่อยากอยู่ต่อมากคนมากความคุยกันมีแต่เื่น่าเบื่อไม่รู้ทำไมมารดาถึงอยากให้เขาตามเข้าวังบ่อยๆ จ้าวจวิ้นหยางจึงลุกขึ้นยืนโค้งตัวเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ท่านแม่ ข้าขอออกไปเดินเล่นในอุทยาน รอท่านอยู่ด้านนอกแล้วกัน”
เสียนไท่เฟยที่พอได้ยินก็ขมวดคิ้วสายตาดุทันที“ข้ามาได้ไม่เท่าไรก็หนีเชียว จะไปเถลไถลที่ใดอีกเล่า? ต่อหน้าฝ่าาแล้วเ้ายังจะเออระเหยได้หรือ?”
น้ำเสียงตำหนิของคนที่สูงวัยที่สุดในห้องโถงทำให้บรรยากาศชะงักไปชั่วครู่แต่ว่าจ้าวจวิ้นหยางกลับไม่ใส่ใจ เขาเพียงโค้งกายคำนับอีกครั้ง สีหน้าสงบนิ่งไม่แก้ตัวไม่เอ่ยเถียง ไม่มีแววทุกข์ร้อนแล้วหมุนกายออกไปอย่างสุภาพแต่เ็า
เสียนไท่เฟยส่ายหน้าถอนหายใจ “คนหนุ่มเช่นนี้ เฮ้อ..น่าเป็ห่วงจริงๆ”
องค์หญิงฉิงมองตามบุตรชายที่เดินออกไปลึกๆ ในใจเต็มไปด้วยความเหนื่อย จนเผลอถอนหายใจยาว ด้านฮ่องเต้กลับหัวเราะเบาๆเอ่ยปลอบ “พี่หญิงอย่าได้กังวลนัก เถลไถลบ้างก็มิใช่เื่เลวร้ายเดี๋ยวถึงเวลาก็จะรู้จักหาหนทางเอง”แม้จะเป็คำปลอบแต่ในแววตาขององค์หญิงฉิงยังคงกังวลไม่เสื่อมคลาย
หลังจากจ้าวจวิ้นหยางออกจากโถงตำหนักเฉียนชิงเขาก็เดินทอดน่องไปตามทางเดินอุทยาน ขณะรอให้องค์หญิงฉิงผู้เป็มารดาสนทนาเจรจากับฮ่องเต้จบลงเขาเดินมองชมทุ่งดอกไม้บานประปราย บางคราเตะก้อนกรวดไปเรื่อยด้วยท่าทีไม่สนโลกทีแรกก็ไม่ได้อยากจะมาด้วยอยู่แล้ว แต่มารดาก็คะยั้นคะยอไม่หยุดจึงต้องยอมตามมาเมื่อกลับแล้วจะได้แยกไปได้เสียที
เวลาผ่านไปไม่นาน สตรีสูงศักดิ์สง่างามสองคนก็ปรากฏตัวที่ด้านหน้าเดินออกจากตำหนักข้างกายของมารดาเขายังมีเสียนไท่เฟยเดินด้วย ทั้งสองสตรีหยุดสนทนากันเล็กน้อยก่อนจะแยกทางแต่ก่อนจากกัน เสียนไท่เฟยกลับหันมายิ้มบาง เอ่ยฝากฝังเสียงอ่อน “องค์หญิงฉิง หากไม่เป็การรบกวน ข้ามีของเล็กน้อยอยากให้ท่านช่วยนำไปมอบให้น้องสาวของข้าสักหน่อย”
คำพูดนั้นทำให้สายตาของจ้าวจวิ้นหยางที่ยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองขึ้นมาทันทีน้องสาวของเสียนไท่เฟย...ก็ฮูหยินของเสนาบดีฟ่านน่ะสิเขาพลันเกิดความสนใจ ทั้งที่เดิมทีเขาคิดจะขอตัวลาหลังจากมารดาเสร็จธุระที่วังแต่เมื่อได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนใจทันควัน
องค์หญิงฉิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอ่อน“ได้เ้าค่ะ เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้ ข้ายินดีเป็ธุระให้”
เมื่อเสียนไท่เฟยแยกกลับไปแล้วองค์หญิงฉิงหันมาหาบุตรชาย “เหลียนตง เ้ากลับไปจวนก่อนเถิดแม่จะไปที่สกุลฟ่านต่อ”
แต่บุรุษหนุ่มกลับยิ้มบางส่ายหน้า “ท่านแม่ไป ข้าก็ไปด้วย”น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ลึกๆ แฝงความดื้อรั้น
ไม่นานรถม้าตระกูลหลินฝูโหวก็แล่นเข้าสู่จวนสกุลฟ่านสตรีแต่งองค์อย่างงดงามเสื้อคลุมแพรสีม่วงอ่อนปักเงินอร่ามสะดุดตาและบุรุษสวมชุดสีครามสูงโปร่งสง่างามก้าวเข้าไปในจวนสกุลฟ่าน
ไม่นานฮูหยินฟ่านก็ก้าวออกมาต้อนรับที่โถงต้อนรับแขกสูงศักดิ์ที่มาเยือน“องค์หญิงฉิงมาถึงจวนสกุลฟ่านรู้สึกเป็เกียรติยิ่ง” ฮูหยินฟ่านเอ่ยอย่างสุภาพแล้วปรายตามองไปยังจ้าวจวิ้นหยางที่เดินตามมารดามานางเผลอแสดงสีหน้ามีแววแปลกใจเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่ออย่างเป็มารยาท “ซื่อจื่อก็มาด้วยหรือ บ่ายเช่นนี้มีเวลาว่างมาดูแลมารดาน่าชื่นชมนัก”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนธรรมดาแต่แฝงความหมายอื่นอยู่จ้าวจวิ้นหยางยกคิ้วเล็กน้อยเขาไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจว่าฮูหยินฟ่านหมายถึงสิ่งใด เป็การเอ่ยกลายๆว่าเหตุใดเขาถึงว่าง
‘นี่ก็อีกคน’ ภายในใจเขาเบื่อหน่ายนัก ทุกคนล้วนคาดหวังให้ข้าทำบางสิ่งเพื่อเป็หน้าเป็ตาให้บรรดาศักดิ์โหวเพราะเป็ซื่อจื่อของหลินฝูโหวต้องยิ่งใหญ่มีความสามารถล้ำเลิศ
จากเมื่อครู่ที่ยังอารมณ์ดีก็เปลี่ยนไปเขาไม่อยากอยู่ต่อเอ่ยเสียงห้วนๆ “ท่านแม่อยู่สนทนากับฮูหยินฟ่านเถิดข้าขอตัวออกไปเดินชมสวนสักหน่อยดีกว่า”กล่าวจบก็มิรอคำตอบเดินออกมาจากโถงรับรองอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์แต่ไม่รอให้เ้าบ้านอนุญาต
เขาเดินเลาะตามทางเดินหินผ่านพุ่มดอกโบตั๋นสีสดจนกระทั่งมาถึงสวนด้านข้างภายในศาลากลางสวนนั้น เขาเห็นสตรีในชุดแพรสีส้มนั่งตัวตรงเรียบร้อยข้างน้องชายคนเล็กเด็กหนุ่มคนนั้นคงเป็ฟ่านเฉิงเข้าสวมชุดยาวสีเทาเงินกำลังยกน้ำชาให้ดื่มแล้วยิ้มละไม
แสงแดดลอดผ่านชายคาศาลาส่องกระทบผมดำเงางามของฟ่านหนิงที่ปล่อยเส้นบางลงเคลียแก้มขับให้ใบหน้างามเ็าดูละมุนขึ้นอย่างน่าประหลาดนางกำลังเอียงศีรษะพูดคุยกับน้องชาย แววตาสดใสราวกับมิใช่สตรีที่ปกติมักมีท่าทีเชือดเฉือน
จ้าวจวิ้นหยางหยุดยืนอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ยืนมองภาพสองพี่น้องอยู่ครู่หนึ่งโดยมิได้เข้าไปขัดจังหวะริมฝีปากยกราวกับจะหัวเราะตัวเอง ก็เพียงถุงหอมเล็กๆ เท่านั้น เหตุใดต้องคิดไม่เลิก...