บทที่ 30
อาจารย์ดาบ
ในช่วงยามเช้าของวันหลังจากที่เดินทางกลับมาที่ตำหนักบ่มเพาะ ลู่เฟิ่งโดนเชิญจากเหล่าข้ารับใช้ภายในตำหนักมาพบกับอาจารย์ที่องค์จักรพรรดิจัดหามาให้
หลังจากที่ขึ้นมาสู่ระดับรวมพลังเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าตัวขององค์จักรพรรดิจะจัดหาคนที่มีความสามารถมาสอนเหล่าเชื้อพระวงศ์
ในตอนนี้ลู่เฟิ่งขึ้นมาอยู่ในระดับรวมพลังเขาเองก็ต้องได้รับการสอนเช่นเดียวกัน จักรพรรดิจัดหาอาจารย์มาให้เรียบร้อยแล้ว
ณ ลานกว้างใจกลางตำหนักบ่มเพาะ
ลู่เฟิ่งเดินเข้ามาภายในภายในลานแห่งนี้พบเห็นคนผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว ลู่เฟิ่งมองตรงไปด้านหน้าพบเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนถือกระบี่ไม้ด้วยท่าทางห้าวหาญ
คนผู้นี้เป็นชายวัยกลางคนมองจากสายตาน่าจะราวๆอายุประมาณ 50 ปี ผมบนศีรษะมีสีดำสลับกับขาวบนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่น
ทว่าร่างกายของเขากลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกำยำ เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกันแล้วคนผู้นี้กลับมีร่างกายที่สมบูรณ์แบบ
ลู่เฟิ่งมองดูก็รู้ได้ในทันทีร่างกายเช่นนี้เป็นร่างกายของผู้ที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ไม่เพียงเท่านั้นใช้ดวงตาจ้องมองไปที่ฝ่ามือของคนผู้นั้น หนังมือด้านจากการฝึกฝนกระบี่มาอย่างหนักหน่วง
แถมทุกส่วนของร่างกายก็ยังถูกฝึกฝนมาอย่างดีในฐานะผู้ใช้กระบี่ เพียงแค่มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ได้และยืนยันได้ทันทีเพราะคนพวกนี้เป็นมือกระบี่ชั้นยอด
ลู่เฟิ่งเดินเข้ามาหยุดลงบริเวณด้านหน้า ลู่เฟิ่งกรมศีรษะของตนเองลง “ คารวะผู้อาวุโสขอรับ ”
ถึงแม้ว่าตัวของเขาจะมีฐานะเป็นองค์ชาย แต่ว่าในตอนนี้ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าเป็นแขกที่องค์จักรพรรดิเชิญ
อย่างไรเสียก็น่าจะมีฐานะไม่ธรรมดา ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้ายืนอยู่ได้ท่าทางเรียบเฉย
ใบหน้าของเขาไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา ในตอนนี้ดวงตากำลังจ้องมองพรางประเมินลู่เฟิ่ง
ลู่เฟิ่งเพียงแค่เห็นดวงตาของคนผู้นั้นก็รู้ได้ในทันทีว่าคนพวกนี้กำลังประเมินเขาอยู่ ชายวัยกลางคนปริศนาโยนกระบี่มาอีกเล่มหนึ่งให้กับลู่เฟิ่ง
ลู่เฟิ่งรับมันเอาไว้
“ ลองประมือกันสักหน่อย ” ชายวัยกลางคนพูดขึ้น
ลู่เฟิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันเพียงแค่นี้ก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้พยายามจะทดสอบเขา
เมื่อลู่เฟิ่งยืนอยู่ด้วยท่าทางเรียบเฉย ไม่มีท่าทีว่าจะขยับ ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าก็พุ่งตรงเข้ามา ใช้วัยกลางคนผู้นั้นเริ่มทดสอบด้วยการเหวี่ยงกระบี่ไม้มาด้านหน้า
กระบี่ไม้เล่มนี้ถูกเหวี่ยงออกมาเป็นเส้น คล้ายว่าไม่มีวิถีซับซ้อนแต่ว่าพละกำลังกับหนักแน่น
ลู่เฟิ่งยกกระบี่ไม้ของตนเองขึ้นมาป้องกัน ทันทีที่ป้องกันการโจมตีนั้นเอาไว้ เสียงของกระบี่ไม้ทั้งสองที่ปะทะเข้าหากันดัง “ ปัก!!! ”
ทันทีที่ได้ปากกระบี่กัน 1 ครั้งผู้ที่อยู่ด้านหน้าก็ยกยิ้มขึ้นที่มุม “ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่องค์ชายไร้ความสามารถ”
“ ร่างกายแข็งแกร่งถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ”
“ แม้แต่รับกระบี่ของข้าก็ยังไม่สะทกสะท้านแม้เพียงนิด ”
“ นี่เองก็ยืนยันได้แล้วว่าร่างกายของเจ้าถูกฝึกฝนมาดีขนาดไหน ”
“ เหตุใดผู้คนมากมายจึงกล่าวว่าเจ้าเป็นองค์ชายไร้ความสามารถ ” ใช้วัยกลางคนพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอย
เพียงกระบี่ปะทะกัน 1 กระบี่คนพวกนี้ก็ประเมินความแข็งแกร่งของลู่เฟิ่ง เขาประเมินได้จากความสามารถเมื่อตั้งรับการโจมตีของผู้ฝึกฝนกระบี่ได้โดยที่ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อนอันใด
ร่างกายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ยืนยันได้อย่างหนึ่งก็คือมีการฝึกพื้นฐานมาอย่างแข็งแกร่ง เพราะแบบนั้นชายผู้นี้จึงประเมินได้ว่าลู่เฟิ่งไม่ใช่คนไร้
แถมยังมีร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีอีกด้วย ลู่เฟิ่งขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาเริ่มออกแรงต้านกลับไป
ก่อนที่จะกั้นหายใจแล้วก็ตวัตกระบี่ด้วยพละกำลังของตนเอง แรงสวัสดิ์กระบี่เช่นนั้นทำให้ร่างของชายวัยกลางคนผู้นั้นกระเด็นออกไป
ใช้ไว้กลางคนเมื่อโดนผลักดันจนร่างกายกระเด็น เมื่อมันก็เล่นถอยหลังไปตั้งหลักได้ ดวงตาของมันเบิกกว้างขึ้น
มันรู้สึกตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ตนเองได้กลับมา “ เจ้าอยู่ในระดับรวมพลังไม่ใช่หรือ ”
“ ขอบเขตระดับรวมพลังเหตุใดจึงตอบโต้กลับมาได้ ”
“ แถมยังเหวี่ยงร่างกายของข้ากระเด็นออกมาแบบนี้ได้ไม่ธรรมดาแล้ว ”
“ น่าสนุกจริงๆ ” ชายวัยกลางคนผู้นั้นแสดงใบหน้าราวกับตื่นเต้น
ลู่เฟิ่งรู้สึกไม่ชอบใจเลยเกี่ยวกับท่าทางของผู้ที่อยู่ด้าน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังสนุกสนานที่ได้ทดสอบเขา
แต่ว่าลู่เฟิ่งลองย้อนคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ใบหน้าของคนผู้นี้อย่างไรเสียก็ดูไม่เหมือนคนที่ตนเองเคยพบเจอมาก่อน
ในชีวิตก่อนตัวของเขาเผชิญโลกมามากมายเคยเจอยอดฝีมือมาหลายร้อยหลายพันชีวิต
เคยมีประสบการณ์ที่ได้ปะทะกับผู้คนมานับร้อยนับพัน แต่เหตุใดไม่มีความทรงจำของผู้ที่อยู่ด้านหน้าอยู่เลยแม้แต่น้อย
มันน่าแปลกคนพวกนี้เป็นผู้ใดกันแน่ ลู่เฟิ่งได้แต่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้
ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้าสะบัดมือของตนเองไปมา “ เอาเช่นนี้ข้าจะสกัดพลังของตนเองไว้”
“ ให้พลังของข้าอยู่ในระดับขอบเขตรวมพลัง ”
“ และข้าจะใช้ทักษะพื้นฐาน พวกเรามาลองสู้กันอย่างจริงๆจังๆสักครั้งนึง ”
“ ข้าอยากจะรู้ว่าตัวของเจ้ามีความสามารถขนาดไหนเพื่อที่จะได้รู้ว่าตนเองควรจะสอนเจ้าอย่างไร ” ทันทีที่พูดจบชายผู้นั้นก็ใช้มือของตนเองจิ้มเข้าไปที่หน้าอกของตนเอง
นิ้วมือที่จิ้มเข้าไปปลดปล่อยลมปานสกัดขีดจำกัดของร่างกายเอาไว้ คนผู้นี้สามารถลดขอบเขตระดับของตนเองให้เหลือเพียงระดับรวมพลังขั้น 3 ซึ่งใกล้เคียงกับลู่เฟิ่ง
ลู่เฟิ่งเห็นคนพูดนี้สามารถลดขอบเขตพลังของตนเองได้ ‘ ไม่ธรรมดาแล้ว ’
‘ คนที่สามารถลดระดับพลังของตนเองแบบนี้ได้ แสดงว่าต้องมีระดับขอบเขตที่สูงมากพอที่จะกำหนดเส้นลมปราณภายในร่างกายของตนเอง ’
‘ คนผู้นี้น่าจะไม่มีระดับที่ไม่ธรรมดา แต่ว่าคนที่มีพลังระดับนี้เหตุใดข้าจึงไม่เคยพบเจอเขามาก่อน ’
‘ เอาเถอะถ้าลองได้เผชิญหน้าดูก็อาจจะได้รู้ก็ได้ ’ ในตอนนี้ไม่สามารถทราบตัวตนของผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้
ลู่เฟิ่งจึงคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่าเหลือเพียงแค่หนทางเดียว นั่นคือการเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ด้านหน้า
บางทีการต่อสู้มันเองก็อาจจะบ่งบอกถึงตัวตน และมันก็อาจจะทำให้ตัวของเขานั้นรู้ถึงตัวตนของผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้
ลู่เฟิ่งย่อร่างกายของตนเองต่ำลงยกกระบี่ขึ้นมาข้างกาย ตั้งค่าเตรียมพร้อมต่อสู้
ชายผู้นั้นหยกหญิงที่มุมปากมันก็ตั้งกระบี่ไม้พร้อมต่อสู้เช่นเดียวกัน ในตอนนี้ใบหน้าของคนผู้นั้นกำลังตื่นเต้น
พลางเอ่ยชมเชยท่าทางของลู่เฟิ่ง “ ท่าทางยอดเยี่ยม ”
“ แสดงท่าทางตั้งค่าที่ไร้จุดบอดเลยดูเหมือนว่าจะไม่ใช่องค์ชายธรรมดาจริงๆด้วย ”
“ ถ้าเช่นนั้นเราก็มาเริ่มกันเลย ” ชายผู้นั้นพุ่งตรงเข้ามาในจังหวะเดียวกับลู่เฟิ่งที่พุ่งทะยานออกไป
กระบี่ของทั้งสองพุ่งทะยานเข้าฟาดกันอย่างเต็มแรงเกิดกลายเป็นเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งตำหนักบ่มเพาะ
“ ตูม!!! ”
ทำให้เหล่าข้ารับใช้ภายในสถานที่แห่งนี้พากันตื่นตระหนกกับเสียงที่ตนเองได้ยิน
จบบท