ลั่วจวินก้าวออกจากแถว แล้วขึ้นสู่แท่นประลอง
เฉินฝูมองมาด้วยสีหน้ากึ่งคาดหวังกึ่งอยากดูเื่สนุก ผู้ใหญ่บางบ้านหันมองเพราะรู้จักชื่อเขาอยู่บ้าง ส่วนคนจากภายนอกนั้น แม้ยังทำสีหน้าเรียบเฉย แต่สายตาหลายคู่กลับมารวมอยู่ที่เขาพร้อมเพรียงกว่าคนก่อนหน้า
คู่ประลองของเขาขึ้นมายืนบนแท่นก่อนครึ่งก้าว
หานเฉิงเป็คนรูปร่างหนาแน่นกว่าอายุจริง ไหล่กว้าง ่ล่างมั่น แววตาตรง สีหน้าออกแน่วแน่และระวังตัวมากกว่าหยิ่งผยอง ดาบไม้ในมือถูกจับแน่นอย่างคนคุ้นกับการปะทะตรง
เพียงก้าวแรกที่อีกฝ่ายลงน้ำหนัก ลั่วจวินก็รู้แล้วว่าหานเฉิงอยู่ทางหนักแน่น
ลั่วจวินฝึกว่องไวเป็ฐาน
ว่องไวแพ้หนักแน่นอยู่แล้ว หากดูเพียงชื่อทาง
แต่หยวนชิงเคยพูดเสมอว่า แพ้ทางเป็เพียงคลื่นแรกของการต่อสู้ ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย
คนที่ดูออกว่าตนแพ้ตรงไหนต่างหาก จึงจะเริ่มหาทางชนะได้
อีกอย่าง จากการวางไหล่และจังหวะหายใจของหานเฉิง ลั่วจวินเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายคงเคยแตะวิชาดาบถ่วงขั้นสี่ชั้นดินสายหนักแน่นมาบ้างแล้ว
ลั่วจวินไม่เคยฝึกวิชานั้น
แต่หยวนชิงเคยพูดให้เขาฟังอยู่เสมอถึงวิชาในสายอื่น ๆ
เรียนรู้ไว้ บางครั้งก็ไม่จำเป็ต้องฝึก
พอมีวิชาขั้นสี่อยู่ในมือ คนส่วนมากมักวางใจในมันมากเกินไป
แต่ลั่วจวินไม่เคยมีนิสัยเช่นนั้น
เพราะสิ่งที่เขาถูกบังคับให้ขัดเกลามาตลอด ไม่ใช่วิชาขั้นสี่ หากเป็รากของวิชาทั้งหมดต่างหาก
ทั้งสองยกมือทำความเคารพกันหนึ่งครั้งตามพิธี ก่อนถอยแยกคนละครึ่งก้าว
ลั่วจวินสะบัดข้อมือเบา ๆ มือซ้ายกำหลวม มือขวายกขึ้นเฉียง เขาตั้งใจจะใช้เพียงหมัดและฝ่ามือในการประลองครั้งนี้
“พร้อมหรือยัง”
ผู้าุโถาม
ทั้งสองพยักหน้า
“เริ่มได้”
หานเฉิงไม่รีรอ
เขาก้าวเข้ามาทันที จังหวะเท้าตรง หนัก และกดพื้นที่อย่างชัดเจน ดาบไม้ในมือฟาดลงมาเป็เส้นตรงจาก้า น้ำหนักมากพอให้คนดูหลายคนสูดลมหายใจ
ลั่วจวินไม่ปะทะตรง
เขาขยับครึ่งก้าวเฉียงออกจากแนว ปลายเท้าหมุนเบา ๆ พาร่างหลุดจากวิถีโจมตีโดยใช้ระยะน้อยที่สุด ดาบไม้ของหานเฉิงเฉี่ยวลงข้างตัวไปเพียงคืบเดียว ก่อนกระแทกพื้นแท่นจนฝุ่นชื้นกระจายเป็วง
ท่า
ฐาน
ระยะ
สามแกนแรกของวิชาพื้นฐานขั้นที่หนึ่งปรากฏขึ้นแทบพร้อมกันในความเคลื่อนไหวนั้นโดยไม่ต้องเอ่ยชื่อ
หานเฉิงหมุนตัวสวนกลับทันที คราวนี้ไม่เปิดกว้างแบบเดิม แต่กดเข้ามาใกล้กว่าเดิม บังคับให้ลั่วจวินถอยเข้าหาขอบหินด้านหนึ่ง
ลั่วจวินถอยจริง
แต่ถอยอย่างคนที่ยังคุมแนวได้
ส้นเท้าของเขาแตะรอยรองเท้าเก่าบนผิวแท่น แล้วใช้รอยนั้นเป็จุดหมุน ร่างหลุดไปด้านข้างเพียงครึ่ง่ตัว ดาบไม้จึงฟาดเฉียดขอบหินจนฝุ่นขาวบนสันแท่นสะบัดขึ้น แต่ไม่ถูกตัวเขา
เขาไม่ได้หนีเพราะรับไม่ไหว
เขากำลังอ่านจังหวะ
สันฝ่ามือของลั่วจวินแตะเข้าที่ข้อมือหานเฉิงหนึ่งครั้ง
ไม่แรงพอจะตัดสินแพ้ชนะ
แต่พอให้ทุกคนเห็นว่าเขามีจังหวะสวนกลับ
หานเฉิงขมวดคิ้วแน่นขึ้น กระชับดาบไม้ในมือ เห็นได้ชัดว่าเริ่มหงุดหงิดที่จับตัวอีกฝ่ายไม่ได้เสียที เขาจึงเร่งจังหวะ หนึ่ง สอง สาม กระบวนติด กดบีบให้ลั่วจวินเหลือทางถอยน้อยลง
ดาบไม้กวาดต่ำครั้งหนึ่ง ฝุ่นชื้นบนแท่นดีดขึ้นตามแนวฟาด
ลั่วจวินยกเท้าหลังหลบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนวางลงบนพื้นที่แห้งกว่าใกล้แนวขอบหิน มุมขอบแท่นที่ยกสูงขึ้นมาครึ่งศอกพอดีจะใช้เป็หลักเทียบระยะได้ชัดกว่าสิ่งใดในลาน
“โง่แล้ว”
ใครบางคนกระซิบจากข้างลาน
เพราะในสายตาคนทั่วไป การถอยเข้าหาขอบแท่นเท่ากับยอมให้ตนเหลือทางรอดน้อยลง
แต่ลั่วจวินกลับมองต่างออกไป
ยิ่งสายหนักแน่นเร่งเร็วเกินตัว แนวที่ควรแน่นก็ย่อมเริ่มมีรอย และยิ่งมีขอบหินบีบอยู่ด้านหลัง คนไล่กดก็มักคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกมากพอจะสวนกลับ
ลั่วจวินเห็นรอยนั้นทันที
หานเฉิงเองก็คิดว่าจังหวะมาถึงแล้ว
เขากดเท้าหน้าหนักขึ้น ดาบไม้ฟาดต่ำไม่ใช่เพื่อทำร้าย หากเพื่อปิดทางเท้าของลั่วจวิน จากนั้นไหล่ขวาก็ตามเข้ามาครึ่ง่ตัว หวังใช้แรงทั้งร่างบีบอีกฝ่ายให้หลุดจากขอบแท่นในคราวเดียว
ส้นเท้าของลั่วจวินไถลไปแตะสันหินจริง
ฝุ่นขาวแตกออกจากขอบแท่นเป็เส้นบาง ๆ
ทว่าแทนที่จะฝืนดันกลับ เขากลับปล่อยให้แรงกดนั้นส่งร่างตนต่ำลงอีกครึ่งชุ่น ฝ่าเท้าข้างหลังเหยียบแนบขอบหินจนแน่น แล้วใช้สันแท่นนั้นเป็จุดรับแรงในจังหวะสั้นที่สุด
เขาขยับเท้าซ้ายแทรกเข้าในครึ่ง่ตัว พลิกไหล่หลบแนวฟาดที่สาม แล้วใช้ฝ่ามือปัดเบา ๆ ไปยังด้านในข้อศอกอีกฝ่ายพร้อมหมุนเอวส่งแรงออกเพียงสั้น
ส่งแรง
พลิกมุม
คุมแนว
สามแกนของวิชาพื้นฐานขั้นสองประสานกันในจังหวะเดียว
แรงที่เขาใช้ไม่มาก แต่ไปถูกจุดและถูกมุมพอดี จึงทำให้แนวสวนของหานเฉิงเบี่ยงออกเพียงพอให้ฐานเสียไปหนึ่งส่วน
คนดูทั่วไปเห็นเพียงว่าคนร่างบางกว่าหลุดออกมาได้อย่างหวุดหวิด
แต่สายตาของคนจากภายนอกบางคนเปลี่ยนไปแล้ว
“ไม่ใช่แค่เร็ว”
หลิ่วชางชวนแห่งสำนักกระบี่พิสุทธิ์พึมพำเบา ๆ
“คุมรูปได้ดีเกินวัย”
เซวียหานเยวี่ยแห่งสำนักจันทราหมอกตอบเรียบ ๆ
ลั่วจวินไม่ได้ยินคำพูดเ่าั้
สมาธิของเขาอยู่บนแท่นประลองทั้งหมดแล้ว
เขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้หานเฉิงกดต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายตนจะเสียเปรียบ เพราะสายหนักแน่นยิ่งยืดยาวยิ่งกินพื้นที่
ดังนั้นต้องตัดตอนก่อน
หานเฉิงเองก็รู้ว่าจังหวะก่อนหน้าตนเกือบเสียท่า จึงลดความดุดันลงเล็กน้อย เปลี่ยนเป็ยืนคุมแนวกลางลาน รอให้ลั่วจวินเข้ามาเอง
เลือกถูกแล้ว
แต่ช้าไปนิด
ลั่วจวินเลื่อนเท้าเข้าหาอย่างระวัง ร่างกายต่ำลงเพียงเศษเสี้ยว ระยะระหว่างคนทั้งคู่หดลงทีละน้อยจนอยู่ในจุดที่ต่างฝ่ายต่างออกมือถึงได้
ไม่มีใครขยับก่อนชั่วขณะ
ลานทั้งลานเงียบลง
และในเสี้ยวใจนั้นเอง ลั่วจวินก็ลงมือ
ฝ่ามือของเขาพุ่งออกไปสั้นกว่าที่คนดูคาด ราวกับไม่มีการออกแรงนำ ไม่มีอาการเกร็งก่อนขยับ จังหวะต้นแทบไม่บอกเลยว่าจะโจมตีจากมุมไหน
ซ่อนจังหวะ
หุบเงา
สิ่งที่หยวนชิงให้เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนเงียบและเช้าหมอกหนา ถูกปล่อยออกมาในที่สุด
หานเฉิงยกดาบไม้ขึ้นรับได้ทันเพียงครึ่งเดียว เพราะอ่านช้าไปนิด
เสี้ยวความช้านั้นเพียงพอให้แนวรับของเขาไม่ปิดสนิท
ลั่วจวินจึงไม่ฝืนเจาะตรง แต่หมุนแรงต่อไปอีกเส้น พลิกฝ่ามือลงต่ำแล้วกระแทกเข้าด้านในเข่าด้วยแรงสั้นคม
รวบคม
ทุกอย่างในจังหวะนั้นถูกรวมไปยังจุดเดียว
หานเฉิงเสียฐานทันที เข่าทรุดลงข้างหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ มือที่กำลังจะสวนกลับชะงักเพราะต้องรีบประคองตัวเอง
ลั่วจวินไม่ปล่อยช่องนั้นผ่าน
เขาก้าวแทรกเข้าไปครึ่งตัว สันฝ่ามือหยุดค้างอยู่ตรงลำคออีกฝ่ายในระยะที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากเป็การสู้จริง จังหวะนี้คงจบไปแล้ว
ความเงียบตกลงมาทั้งลาน
สั้นนัก
แต่หนักพอให้รู้สึก
ผู้าุโมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประกาศชัดเจน
“ลั่วจวินเป็ฝ่ายชนะ”
เสียงคนดูจึงดังขึ้นพร้อมกันในทันใด
บ้างอุทาน บ้างหันมองกันเอง บ้างยังไม่แน่ใจว่าครู่เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น เฉินฝูและอีกสองคนที่หัวเราะอยู่ก่อนหน้านี้เงียบสนิทไปแล้ว เหมือนยังตามจังหวะเมื่อครู่ไม่ทันด้วยซ้ำ
ลั่วจวินลดมือลงแล้วถอยออกมาหนึ่งก้าว ก่อนยื่นมือให้หานเฉิงลุกขึ้น
หานเฉิงมองมือเขาชั่วครู่ก่อนรับไว้ สีหน้าไม่ดีนักแต่ก็ไม่ได้แสดงความโกรธ เขาลุกขึ้นแล้วก้มมองขอบหินด้านหลังลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่ง
“เมื่อครู่” เขาถามเสียงต่ำ “เ้าตั้งใจให้ข้ากดเ้าถึงตรงนั้นหรือ”
ลั่วจวินเหลือบมองขอบแท่นแวบหนึ่ง
“เ้าเป็คนเลือกทางนั้นเอง”
หานเฉิงนิ่งไปเล็กน้อย
คำตอบนั้นไม่ได้ดังพอให้ทั้งลานได้ยิน แต่ดังพอให้คนที่เพิ่งแพ้รู้ว่าความพ่ายแพ้ของตนมิได้เกิดจากโชค
สุดท้ายเขาจึงพยักหน้าสั้น ๆ อย่างยอมรับผลนั้น
“เมื่อครู่เขาใช้วิชาอะไร”
“ไม่ใช่วิชาขั้นสี่แน่”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่แล้วหานเฉิงล้มได้อย่างไร”
เสียงซุบซิบรอบลานดังขึ้นเป็ระลอก
เหยียนเถี่ยซานแห่งสำนักเหล็กผามองตามลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เพราะเขาไม่ได้สู้ด้วยวิชาขั้นสี่”
หลิ่วชางชวนชำเลืองมองแต่ไม่ได้พูดอะไร
หนึ่งในคนดูเอ่ยถามแทรกขึ้นมา “แล้วสู้ด้วยอะไร”
เหยียนเถี่ยซานเงียบไปนิดหนึ่ง ราวกับกำลังทบทวนจังหวะเมื่อครู่ในหัว
“สู้ด้วยของที่คนอื่นมักรีบทิ้ง”
เซวียหานเยวี่ยหรี่ตาลง
“เ้าหมายถึง...”
“ขั้นหนึ่งวางแน่น ขั้นสองไม่หลุด ขั้นสามออกมือสั้นพอจะหุบเงาก่อนรวมคม”
เขาตอบเรียบ ๆ
“ถึงขั้นนั้นจริงหรือ” เสียงถกเถียงดึงขึ้นบริเวณฝั่งคนดู
เหยียนเถี่ยซานมองลั่วจวินอีกครั้ง ก่อนกล่าวช้า ๆ
“คนผู้นี้เข้าถึงพื้นฐานครบทั้งสิบห้าแกนแล้ว”
ความเงียบตกลงมาระลอกหนึ่งในกลุ่มแขก
หลิ่วชางชวนหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ในวัยเพียงเท่านี้...”
เหยียนเถี่ยซานไม่ตอบทันที ก่อนเอ่ยต่อ
“ต่อให้เป็สำนักใหญ่ ก็ยังหาตัวจับได้ยาก”
สายตาหลายคู่จึงกลับไปหยุดที่ลั่วจวินอีกครั้ง
คนทั่วไปอาจมองเห็นเพียงว่าเขาหลบได้ดี อ่านทางขาด และลงมือแม่นยำกว่าหานเฉิงเล็กน้อย
แต่สำหรับคนที่ดูเป็ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ผลแพ้ชนะรอบแรก
หากเป็สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผลนั้นต่างหาก
ลั่วจวินเองรับรู้ได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปแล้ว
เฉินฝูไม่หัวเราะอีก
เมื่อเขามองผ่านไป อีกฝ่ายหลบตาช้าไปครึ่งจังหวะ มือข้างที่เคยดึงแขนเสื้อปะผ้าของตนเล่นกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ในแววตาเฉินฝูมีทั้งความใ ความอับอาย และบางสิ่งที่คล้ายความไม่ยอมรับผสมกันอยู่
คนที่เคยวิ่งแย่งลูกสนกันบนเนิน คนที่เคยปีนรั้วมาดูลั่วจวินฝึกจนถูกหยวนชิงไล่กลับบ้าน คนเดียวกันนั้นเพิ่งถูกบังคับให้เห็นต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านว่า สิ่งที่เขาหัวเราะเยาะมาหลายปี ไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ปากเคยพูด
ส่วนคนที่พูดถึงตาเฒ่าหยวนเมื่อครู่ก็เม้มปากแน่น ไม่รู้จะยิ้มเยาะต่ออย่างไร เมื่อสิ่งที่พวกเขาว่าใช้ไม่ได้จริง เพิ่งพาเขาชนะต่อหน้าคนทั้งลาน
ลั่วจวินก้าวลงจากลานประลองได้ไม่กี่ก้าว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝั่งแขกทันที
มู่ชิงหลานแห่งสำนักเมฆหยกที่นั่งนิ่งมาตลอดรู้แล้วว่าสิ่งที่ตนเห็นคนอื่นก็มองเห็น
“ช้าก่อน”
ผู้คนหันมองพร้อมกัน
มู่ชิงหลานแห่งสำนักเมฆหยกลุกขึ้นยืนเป็คนแรก ท่าทีของเขาสงบ แต่ความเร็วที่ออกตัวกลับชัดเจนเกินจะเรียกว่าบังเอิญ
ผู้าุโหมู่บ้านรีบค้อมศีรษะน้อย ๆ
“ท่านมีคำชี้แนะหรือ”
มู่ชิงหลานไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ เขามองลั่วจวินเพียงคนเดียว
“คนผู้นี้” เขากล่าวเรียบ ๆ “สำนักเมฆหยกสนใจรับเข้าเป็ศิษย์”
น้ำเสียงนั้นมิได้เร่งร้อน แต่คำว่า สนใจ จากปากผู้แทนสำนักเมฆหยก หนักพอจะทำให้ลานทั้งลานเงียบลงทันที
มู่ชิงหลานกล่าวต่อเพียงสั้น ๆ
“รากของเขานิ่งพอจะรับทางยาว สำนักข้าขาดคนเช่นนี้”
ลานทั้งลานเงียบสนิทไปชั่วขณะ
ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นทันทีจากคนทั้งหมู่บ้าน
เพราะแขกผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขามาจากสำนักอันดับหนึ่งในแคว้นชางอวิ๋น สำนักที่แม้แต่ชื่อก็หนักพอให้คนในหุบเขาอย่างพวกเขาไม่กล้าพูดเล่น
ลั่วจวินยังไม่ทันตอบอะไร หลิ่วชางชวนแห่งสำนักกระบี่พิสุทธิ์ก็เอ่ยแทรกขึ้นทันที
“ท่านรีบเกินไปหรือไม่”
มู่ชิงหลานปรายตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย
หลิ่วชางชวนกล่าวต่อ สีหน้าไม่ยิ้มไม่บึ้ง
“เพียงรอบแรก จะชี้ตัวเร็วเช่นนี้ก็ดูไม่ยุติธรรมนัก” เขากล่าว “อีกอย่าง คนที่คุมรูปได้ถึงเพียงนี้ หากเข้ากระบี่พิสุทธิ์ ย่อมขัดให้เป็คมตรงได้ดีกว่า”
“ไม่ยุติธรรม?” มู่ชิงหลานถามกลับเรียบ ๆ “หรือเพียงเพราะสำนักท่านช้ากว่า”
เหยียนเถี่ยซานหัวเราะหยันเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นบ้าง
“คมตรงหรือ” เขาว่า “ข้าเห็นแต่ฐานเท้าที่กินแรง และไหล่ที่รับน้ำหนักได้ดี คนวัยนี้ หากมาอยู่เหล็กผา ย่อมไม่ต้องถูกขัดให้บางลงเป็กระบี่”
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงหนัก
“ของจริงอยู่ตรงหน้า จะมัวพูดอ้อมค้อมกันไปเพื่อเหตุใด”
หลิ่วชางชวนหันไปมองเขา
“สำนักเหล็กผาคิดจะเอาคนว่องไวไปฝึกเป็หินหรือ”
“หินที่วิ่งได้” เหยียนเถี่ยซานตอบโดยไม่ยิ้ม “น่ากลัวกว่ากระบี่ที่ดีแต่ตรงมากนัก”
ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ เซวียหานเยวี่ยก็วางถ้วยชาลงช้า ๆ แล้วเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรกนับแต่การชี้ตัวเริ่มต้น
“คนผู้นี้น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะสิ่งที่แสดงออกมา”
คำพูดนั้นสั้นนัก
แต่กลับทำให้ทั้งวงเงียบลงเสี้ยวหนึ่ง
“ของบางอย่าง” นางกล่าวต่อ “หากพลาดวันนี้ วันหน้าจะไม่มีโอกาสแตะอีก”
คำว่า แตะ ทำให้ลั่วจวินเย็นวาบขึ้นที่ท้ายทอย
คนในหมู่บ้านอาจไม่จับนัยนั้น
แต่เขารู้สึกได้ว่านางไม่ได้พูดถึงเพียงพื้นฐานครบสิบห้าแกน
บรรยากาศรอบลานเริ่มขมุกขมัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากท่าทีเรียบเฉยเมื่อครู่ กลายเป็วงโต้เถียงเย็น ๆ ที่ยิ่งฟังยิ่งได้กลิ่นชิงตัวชัดขึ้นทุกที
ลั่วจวินยืนนิ่งอยู่กลางความชุลมุนนั้น
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเพียงชนะรอบแรก จะทำให้สถานการณ์พลิกได้ถึงเพียงนี้
เมื่อครู่เขายังเป็คนที่ถูกหัวเราะเยาะ
ตอนนี้กลับมีสำนักหลายแห่งยืนเถียงกันต่อหน้าคนทั้งลานเพราะ้าตัวเขา
ความรู้สึกประหลาดแผ่ผ่านอกอย่างช้า ๆ
ไม่ใช่ยินดี
ไม่ใช่ภูมิใจ
แต่เป็ความรู้สึกเหมือนแท่นใต้เท้ากำลังถูกยกออกจากที่เดิมเร็วเกินไป
และในจังหวะที่เสียงถกเถียงเริ่มพันกันยุ่งยากขึ้นนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ดังนัก
แต่ตัดผ่านทุกเสียงได้ในคราวเดียว
“พอได้แล้ว”
ทั้งลานเงียบลงทันที
หยวนชิงเดินเข้ามาจากด้านหลังลั่วจวิน ชายชรายืนตัวตรง เสื้อผ้าเรียบง่ายจนดูไม่ต่างจากชาวบ้านแก่ธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อเขาหยุดยืนอยู่ตรงนั้น กลับไม่มีใครกล้าพูดแทรกทันที
สายตาหลายคู่หันไปมองเขาพร้อมกัน
รวมถึงเซวียหานเยวี่ยด้วย
หยวนชิงกวาดตามองคนจากสำนักต่าง ๆ อย่างช้า ๆ ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“เขาจะไม่เข้าสำนักใดในวันนี้”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศแข็งตึงขึ้นทันที
มู่ชิงหลานขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
“ท่านเป็ใคร ถึงได้ตัดสินแทนเขา”
“ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังปฏิเสธสิ่งใด”
“ข้ารู้ดี”
น้ำเสียงของหยวนชิงยังคงเรียบเช่นเดิม ไม่สูง ไม่แข็ง แต่กลับยิ่งทำให้ถ้อยคำนั้นไม่มีช่องให้ต่อรอง
เซวียหานเยวี่ยหรี่ตาลง
“คนมีแววเช่นนี้ ปล่อยให้อยู่ในหุบเขาต่อไปต่างหากจึงน่าเสียดาย”
“เื่ของเขา” หยวนชิงกล่าว “ไม่จำเป็ต้องให้พวกท่านมาห่วง”
คนทั้งลานเงียบยิ่งกว่าเดิม
ลั่วจวินเองก็หันไปมองชายชราเต็มตาเป็ครั้งแรก
เขารู้ว่าหยวนเหลาโถวไม่ชอบให้ใครแตะเื่ของตน
แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตัดบทต่อหน้าหลายสำนักเช่นนี้
หยวนชิงไม่สนใจสายตารอบข้างอีก เขาเพียงหันมาทางลั่วจวินแล้วพูดสั้น ๆ
“กลับไปเก็บของ”
ลั่วจวินชะงัก
“ท่านพูดว่าอะไรนะ”
“อย่าถามมาก”
ชายชราไม่ได้มองเขานานนัก ดวงตาน้ำตาลทองเข้มของอีกฝ่ายหันกลับไปยังกลุ่มแขกเพียงเสี้ยวเดียว
ตรงที่ชายชุดเทาเข้มเคยยืนอยู่
ว่างเปล่าแล้ว
ไม่เพียงไร้คน
แม้แต่รอยยืนในฝุ่นตรงนั้นก็ถูกปาดหายไปเรียบเกินกว่าจะเป็เพราะผู้ชมเบียดกันโดยบังเอิญ
หยวนชิงลดสายตาลงช้า ๆ
“เื่ที่ควรพูด ก็ได้พูดไปแล้ว”
เขากล่าวเสียงต่ำ
“หากยังอยากถาม ก็ถามระหว่างทาง”