บรรยากาศมันชักจะ... น่าอึดอัดพิลึกแฮะ
ไป๋ลู่สับสวิตช์กลับมาสู่โหมดเด็กดีว่านอนสอนง่ายในเสี้ยววินาที เสียงหวานจนน้ำตาลเรียกพี่
“สวัสดีค่าคุณอาคุณน้า! หนูไป๋ลู่เองค่า!”
“สวัสดีจ้ะ สวัสดี” เฉียวฉี่เยว่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้มเอ็นดู
“หนูเสี่ยวลู่ อาต้องรบกวนหนูช่วยดูแลเจ้าลิงทะโมนอย่างเฉียวเฉียวด้วยนะ”
“ไม่รบกวนเลยค่า หนูกับเฉียวเฉียวเป็นเพื่อนรักกันนี่นา” ไป๋ลู่แสร้งทำตัวน่ารัก น่าบีบสุดฤทธิ์
“เพื่อนรักก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้วค่ะ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก!”
เฉียวเซียนอี๋ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับกลอกตามองบนจนตาแทบจะกลับไปอยู่ท้ายทอย
ยัยตอแหล...
ปึก!
ไป๋ลู่แอบส่งลูกถีบใต้โต๊ะไปทีหนึ่งเพื่อเตือนสติ
เฉียวฉี่เยว่พูดต่อ “เสี่ยวลู่ พอกลับถึงปักกิ่งแล้ว ให้เฉียวเฉียวพาหนูมาทานข้าวที่บ้านนะ อาอยากจะเลี้ยงขอบคุณหนูหลายเรื่องเลย อ้อ! พาเพื่อนๆ เด็กๆ พวกนั้นมาด้วยล่ะ ในรายการเฉียวเฉียวได้รับความช่วยเหลือจากพวกหนูเยอะมาก อาอยากเจอทุกคนเลย”
ไป๋ลู่ฟังออกถึง ‘ความนัย’ ที่ซ่อนอยู่ในคำเชิญชวนอันแสนธรรมดานั้นทันที เธอจึงตอบรับด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“ได้เลยค่า! หนูชอบไปฝากท้องกินข้าวฟรีบ้านคนอื่นที่สุดเลย! เดี๋ยวหนูจะล้างท้องรอเลยนะคะ!”
“ดีมากจ้ะ งั้นพวกหนูสองคนรีบเข้านอนเถอะ ดึกแล้ว อาไม่กวนแล้วนะ”
“คุณอาคุณน้า บ๊ายบายค่า~~~ ฝันดีนะคะ!”
ทันทีที่วางสาย เฉียวเซียนอี๋ผู้ไม่เคยเกรงใจพ่อบังเกิดเกล้าก็บ่นอุบ
“ตาแก่โจ เรื่องเลี้ยงข้าวน่ะช่างมันเถอะ จอมปลอมชะมัด! ถ้าพ่ออยากขอบคุณที่ทุกคนช่วยดูแลหนูจริงๆ พ่อก็แค่โทรศัพท์กริ๊งเดียว ไปสั่งสอนสปอนเซอร์ของหลิวนาน่าว่าอย่าให้เด็กของมันมารังแกพี่เจียเอ๋อร์ก็จบแล้วไหม? จะมาเลี้ยงข้าวงเลี้ยงข้าวอะไรให้ยุ่งยาก!”
ไป๋ลู่ “............”
นั่นไง... ว่าแล้วเชียว สมองของคุณหนูใหญ่เฉียวเนี่ย สภาพเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ชัดๆ เพราะแทบจะไม่เคยเปิดสวิตช์ใช้งานเลย!
เฉียวฉี่เยว่ที่ยังไม่ทันวางสายดี ได้ยินเสียงลูกสาวแว่วๆ ก็ถอนหายใจเฮือก “เฉียวเฉียว... หัดเรียนรู้จากเสี่ยวลู่บ้างนะลูก น้องอายุน้อยกว่าหนูตั้งเยอะ แต่รู้ความกว่าหนูมาก อ่านสถานการณ์ขาดกระจุย”
“เฮอะ! ตาแก่โจ พ่อหมายความว่าไง! จะด่าว่าหนูโง่เหรอ? หนูจะบอกให้นะ ที่หนูโง่เนี่ย ก็เพราะได้กรรมพันธุ์มาจากพ่อนั่นแหละ! เชื้อพ่อมันแรง!”
เฉียวฉี่เยว่ถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
เป็นพ่อคนนี่มันยากจริงๆ เว้ย! มีลูกสาวสวยแต่ปากจัดเนี่ย!
พูดจบ เฉียวเซียนอี๋ก็กดตัดสายทิ้งไปอย่างหัวเสีย
ไป๋ลู่: พูดไม่ออกบอกไม่ถูก...
“ยัยบ้า... ที่พ่อเธอชวนทุกคนไปกินข้าวที่บ้าน นั่นแหละคือการ ‘แสดงออก’ ขั้นสุดยอดแล้วย่ะ! เขาประกาศตัวเป็นแบ็กอัพให้พี่เจียเอ๋อร์แล้ว เข้าใจไหมแม่คุณ!”
เฉียวเซียนอี๋ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
“เอ๋? งั้นหรอกเหรอ? งั้นพ่อฉันนี่ก็ประสาทนะสิ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ก็จบแล้วนี่นา ทำไมต้องพูดอ้อมค้อมให้มันยุ่งยากด้วย”
“...พอเถอะ เธอหยุดใช้สมองแล้วไปอาบน้ำนอนซะ เดี๋ยวไมเกรนขึ้น”
“ไม่เอา!” เฉียวเซียนอี๋กอดเอวเธอแน่นเหมือนลูกหมีเกาะแม่
“เธออธิบายให้ฉันฟังก่อน ไม่งั้นฉันนอนไม่หลับ!”
ไป๋ลู่ถอนหายใจ เฮ้อ... เป็นแม่คน (จำเป็น) ก็ยากเหมือนกันแฮะ
“เธอก็พูดเองไม่ใช่เหรอ ว่าคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนสองคนจะลำบากใจที่สุด เพราะฉะนั้น พ่อของเธอเลยไม่สะดวกที่จะพูดหักหน้าเพื่อนออกมาตรงๆ แต่การเชิญทุกคนไปกินข้าวที่บ้านอย่างเปิดเผย ก็เปรียบเสมือนการประกาศจุดยืนแล้วว่า ‘เด็กพวกนี้ข้าคุ้มครอง’ เข้าใจยัง?”
ไป๋ลู่อธิบายอย่างใจเย็นราวกับสอนเด็กอนุบาล
“คนทำธุรกิจระดับพ่อน่ะเขี้ยวลากดินจะตาย เรื่องบางเรื่องไม่ต้องพูดออกมาให้เสียน้ำลาย แค่ปรายตามองก็เข้าใจกันแล้ว พ่อเธอไม่ได้ทำให้เจ้าของบริษัทพี่เจียเอ๋อร์ดูหรอกนะ แต่เขาทำให้หลิวนาน่ากับ ‘เสี่ยเลี้ยง’ ของหลิวนาน่าดูต่างหาก”
เฉียวเซียนอี๋ดูท่าจะเป็นนักเรียนหัวไว สะกิดนิดเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง “อ๋อ! พอไอ้เสี่ยนั่นเห็นท่าทีของพ่อฉัน ก็จะมีข้ออ้างไปบอกปัดหลิวนาน่าได้ แล้วถ้าหลิวนาน่าไม่โง่จนเกินเยียวยา เธอก็จะไม่กล้าไปตอแยขอให้สปอนเซอร์ช่วยกลั่นแกล้งพี่เจียเอ๋อร์อีก... สุดยอด!”
ไป๋ลู่มองด้วยสายตาเปี่ยมเมตตาราวกับแม่พระโปรดสัตว์
“เฉียวเฉียวฉลาดมากจ้ะ ตบมือ!”
เฉียวเซียนอี๋หรี่ตามอง “...ฉันรู้สึกเหมือนเธอกำลังด่าฉันอยู่ แต่ฉันไม่มีหลักฐาน”
.
ตารางงานในอีกสองวันถัดมา ช่องคอมเมนต์ในไลฟ์สดก็ยังคงเป็นสนามรบ ตีกันเละเทะตุ้มเป๊ะเหมือนเดิม
แต่เหล่าแขกรับเชิญกลับปฏิบัติต่อกันอย่าง ‘เคารพนบนอบดุจแขกผู้มีเกียรติระดับ VVIP’ เกรงใจกันสุดฤทธิ์จนน่าขนลุก
แต่ใครที่มีตาก็ดูออกว่า ยิ่งเกรงใจกันมากเท่าไหร่ ‘คลื่นใต้น้ำ’ ก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น
ความเกรงใจแบบสุดโต่งนี้ ทำเอาทีมงานรายการอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าตอนทะเลาะกันตรงๆ เสียอีก
โดยเฉพาะทีมผู้กำกับ ที่ต้องพกยาหอมยาลมติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลา สูดกันฟอดๆ จนจมูกบาน
กลัวเหลือเกินว่าถ้าเกิดเรื่องกระทบกระทั่งเพียงนิดเดียว จะทำลายความเกรงใจจอมปลอมนี้ลง แล้วกลายเป็นฉากเปิดศึกตบตีกลางรายการชนิดที่เซ็นเซอร์ไม่ทัน
นี่มันไม่เหมือนซีซั่นแรกนะเว้ย!
ซีซั่นแรกแขกรับเชิญต่างก็เป็นพวกตกอับ ไร้ทางไป จะตบตีกันยังไงก็ช่างเถอะ ไม่มีผลกระทบอะไรมาก
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน! มีทั้งลูกสาวแห่งชาติ พระเอกนางเอกแถวหน้า แล้วยังมีเบอร์หนึ่งของสี่ดาราสาวดาวรุ่งอีก!
อย่าว่าแต่ตบตีกันเลย แค่มีดราม่าเขม่นกันเล็กๆ น้อยๆ รายการนี้ก็ยึดพื้นที่ฮอตเสิร์ชไปครองแล้วแบบเรียลไทม์
แฟนคลับตีกันเองไม่พอ ยังหันมารุมสกรัมด่ารายการอีก!
ทีมงานรายการได้แต่กลืนเลือดลงคอ มีความทุกข์แต่พูดไม่ออก น้ำท่วมปาก!
โชคดีที่สิ่งที่ทีมงานกลัวที่สุดไม่ได้เกิดขึ้น
หลิวนาน่าสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เธอกลายเป็นคนเงียบขรึม เรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้
แทบจะไม่เปิดปากพูดอะไร ได้แต่เดินตามกลุ่มไปเงียบๆ ตลอดการถ่ายทำ เหมือนวิญญาณตามติด
ในเมื่อหลิวนาน่ายอมถอยจนสุดซอยขนาดนี้ แม้แต่เฉียวเซียนอี๋ก็ไม่กล้าไปหาเรื่องไล่บี้อีกฝ่ายเช่นกัน
[กลุ่มแชท: สมาคมเด็กมีปัญหา (5 คน)]
เสี่ยวเฉียว: แม่ฉันแอบกระซิบมาว่า สปอนเซอร์ของหลิวนาน่าโทรมาด่าหลิวนาน่าชุดใหญ่ไฟกะพริบ สั่งให้เธอทำตัวดีๆ ห้ามมาหาเรื่องฉันอีกเด็ดขาด ไม่งั้นโดนเทแน่
เสี่ยวเฉียว: พ่อฉันก็เตือนฉันเหมือนกัน ว่าถ้าหลิวนาน่าสงบปากสงบคำ ไม่มาท้าทาย ฉันก็ห้ามไปหาเรื่องหล่อนเหมือนกัน เซ็งชะมัด
เสี่ยวลู่: เชื่อฟังพ่อเธอนะ พ่อหวังดี
เสี่ยวจู่: อย่าทำให้พ่อเธอลำบากใจ เป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่
เสี่ยวเย่: พี่เสี่ยวลู่กับพี่เอินพูดถูกครับ!!!! +1
เสี่ยวตี๋: พวกเราควรดึงพี่ฮ่วนเข้ากลุ่มไหมอ่ะ? ทิ้งแกไว้ข้างนอกคนเดียวดูน่าสงสาร
หลี่ฮ่วน: ?
(ระบบ: หลี่ฮ่วน เข้าร่วมกลุ่มแล้ว)
เสี่ยวลู่: พี่ฮ่วน เปลี่ยนชื่อดิ รักษาทรงหน่อย จะได้เข้าแก๊ง
เสี่ยวฮ่วน: ok
เสี่ยวเย่: เฮ้อ... อยากให้ @พี่เสี่ยวฮั่วซุย กลับมาจังเลยอ่ะ ถ้ามีพี่เขาอยู่ แล้วช่วยกันเตะเสิ่นซินลั่วออกไปซะ บรรยากาศคงฟินน่าดู
เสี่ยวลู่: ยากที่จะไม่เห็นด้วย คิดถึงพี่ซุยเหมือนกัน
ฮั่วเหยียนฟางมองดูข้อความในกลุ่มแชทด้วยสีหน้าครุ่นคิด นิ้วเรียวยาวเคาะหน้าจอเบาๆ
“ถังสิง—”
“ท่านประธานฮั่วครับ! ได้โปรดอย่าทำให้ผมลำบากใจเลย!” ถังสิงทำหน้าจริงจังราวกับกำลังจะไปออกรบ
“ถ้าท่านไม่อยากให้ผมถูกผู้ช่วยสวี่ลอบสังหารหมกป่า กรุณาล้มเลิกความคิดพิเรนทร์ในหัวของท่านเดี๋ยวนี้ครับ!”
ฮั่วเหยียนฟางเลิกคิ้วสูง “ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
ถังสิงหน้าจ๋อยลงทันที ถอนหายใจอย่างเจ็บปวดรวดร้าว
“ท่านประธานครับ... ใครก่อกรรมคนนั้นก็ต้องรับสิครับ ท่านไปคุยกับผู้ช่วยสวี่เองเถอะครับ เขาเป็นคนสั่งคำขาดห้ามไม่ให้ท่านปลอมตัวเป็นฮั่วเหยียนซุยไปออกรายการอีกเด็ดขาด เรื่องขัดขวางไม่ให้ท่านตามหารักแท้เนี่ย ไม่เกี่ยวกับผมสักนิดเลยนะคร้าบ ผมเป็นแค่คนส่งสาส์น!”
พี่รองอินที่นอนอยู่บนเตียงส่งเสียง ‘หืม’ ขึ้นมาคำหนึ่งในลำคอ
“ถังสิง... เกิดอะไรขึ้น?”
“นายท่านรอง! ผมทำท่านตื่นเหรอครับ” ถังสิงสะดุ้งโหยง รีบเดินเร็วไปที่เตียง แล้วประคองคนที่นอนอยู่ให้ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง
“ฉันไม่ได้หลับอยู่แล้ว” นายท่านรองอินพิงหัวเตียงด้วยท่าทางอ่อนแรง ใบหน้าซีดเซียวแต่ยังคงความน่าเกรงขาม “ถังสิง ฉันถามนายอยู่!”
ถังสิงอึกอัก เหงื่อตก ไม่กล้าพูดความจริง
ในห้องที่มืดสลัว พี่รองอินปรายตามองไปทางฮั่วเหยียนฟางที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้อง “พูดมา! ฉันอยู่นี่ นายมีอะไรต้องกลัว ถ้าฉันสั่งให้พูด นายก็ต้องพูด!”
ถังสิงเหลือบมองฮั่วเหยียนฟางอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะแข็งใจพูดเสียงอ่อย
“คือว่า... สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างอันตรายนิดหน่อยครับ ถ้าท่านประธานฮั่วปลอมตัวออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก อาจจะเกิดอันตรายได้ ไม่สะดวกต่อการคุ้มกัน ผู้ช่วยสวี่ก็เลยไม่ยอมให้ท่านไป——”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” พี่รองอินพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าที่ดูดุร้ายน่ากลัวของเขาดูเคร่งขรึมขึ้นทันตา “ฉันเข้าใจแล้ว”
ถังสิง: ซวยบัดซบจริงๆ กู...
ใครจะไปคิดว่านายท่านรองอินจะยังไม่หลับ หูดีชะมัด!
ในเมื่อนายท่านรองอินถาม เขาจะไม่ตอบก็ไม่ได้ ขืนไม่ตอบมีหวังโดนโบก!
สิ่งที่ทำให้ถังสิงโล่งอกก็คือ ฮั่วเหยียนฟางไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิเขาที่ปากโป้ง
แต่กลับออกคำสั่งเสียงเรียบว่า “ถังสิง ไปตามผอ.เย่มา”
ถังสิงพยักหน้ารัวๆ “ครับ! ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!” แล้วรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องไป
พี่รองอินไม่ได้นอนมาสามวันเต็มๆ แล้ว...
ทั้งที่ผอ.เย่จ่ายยานอนหลับสูตรเข้มข้นให้แล้วแท้ๆ และท่านประธานฮั่วก็ป้อนยาให้เองกับมือ
นึกว่าพอกินยานอนหลับแล้ว นายท่านรองจะพอหลับได้บ้างสักงีบ
ใครจะไปคิดว่า ยานอนหลับจะไร้ผลมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ ร่างกายดื้อยาจนน่ากลัว
ดูท่าคงต้องใช้ยาระงับประสาทแบบฉีดเข้าเส้นแล้ว
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ร่างกายของนายท่านรองอินจะรับไม่ไหวเอา...
แค่คิดก็ไม่กล้าจะจินตนาการต่อเลยจริงๆ
พี่รองอินมองฝ่าความมืดไปที่ฮั่วเหยียนฟาง แววตาคมกริบและสว่างไสวราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ
“ฉันเป็นตัวถ่วงนายสินะ... อาฟาง”