เนินเขาลูกเตี้ยมีหญ้าสีเขียวชอุ่มขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณแซมด้วยสีสันของดอกไม้ต้นเล็กต้นน้อยเอนกายทอดยาวภายใต้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ดูสวยงามดั่งภาพวาดที่มักประดับอยู่ตามร้านอาหารฝรั่ง ต่างกันตรงสถานที่นี้สามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของแสงแดด กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ใบหญ้าและความเย็นสบายของสายลมเหมาะแก่การนอนพักแล้วมองก้อนเมฆเกาะกลุ่มลอยเอื่อยไปตามกระแสลม
หญิงชราคนหนึ่งนั่งเอนหลังบนเนินเตี้ยนั้น ทอดสายตาไปไกลคล้ายว่านี่เป็การได้พักผ่อนอย่างแท้จริงในรอบหลายปีของเธอ ชุดผ้าไหมสีม่วงเม็ดมะปรางที่เธอสวมอยู่นี่เป็ชุดโปรดที่เ้าตัวมักหยิบมาใส่ในโอกาศสำคัญเสมอ ทั้งในงานรับปริญญาของลูกทั้งสามหรือในงานแต่งงานของลูกสาวรวมถึงงานผูกข้อมือของลูกชายคนกลางด้วย ที่ตอนนี้เธอได้สวมชุดนี้อยู่ก็แสดงว่าลูกๆคงเปลี่ยนจากชุดผู้ป่วยมาใส่ชุดนี้ให้ตอนนำร่างเธอลงโลงเป็แน่
มีแค่เื่นั้นที่เธอรู้ดี แต่เื่สถานที่แห่งนี้คือที่ไหน เธอมาที่นี่ได้อย่างไรหรือต่อจากนี้จะต้องเดินทางไปที่ไหน แม่สุภาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ตอนนี้ช่างมีความสุขเหลือเกินที่ได้นั่งมองทิวทัศน์สะอาดตาและสดชื่นเช่นนี้
ผืนหญ้าสีเขียวอันกว้างขวางมีผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งบินมาหยุดที่ดอกไม้สีเหลืองและก็ออกบินไปหยุดที่ดอกไม้สีส้มก่อนจะออกบินต่อและมาเกาะที่กระโปรงผ้าไหมของแม่สุภา จู่ๆกระแสลมเย็นวูบใหญ่ก็พัดเข้ามาปะทะผิวเนื้อ เ้าผีเสื้อสีขาวสลายกลายเป็ร่างบุคคลหนึ่งที่แม่สุภาคุ้นเคยเป็อย่างดีมาแทน
“คุณพ่อ!!” คำที่เธอใช้เรียกคู่ชีวิตมิได้หมายถึงบิดาผู้ให้กำเนิดแต่อย่างใด
ชายสูงวัยในชุดปฏิบัติธรรมสีขาวเดินเข้ามาใกล้และกุมมือเธอ ความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดจากิัแต่รู้สึกได้จากเบื้องลึกในความทรงจำอันอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่ว คุณจิตรถือศีลปฏิบัติธรรมมาตลอดหลังเกษียณตัวเองออกจากราชการทหาร ใช้เวลาส่วนใหญ่เป็โยมอุปัฏฐากคอยช่วยเหลือพระอาจารย์ที่เคยเป็เพื่อนรุ่นน้องร่วมโรงเรียนนายร้อยที่วัดใกล้บ้าน ไปวัดแต่เช้ามืดอยู่ถึงโพล้เพล้ค่อยลาท่านกลับเป็กิจวัตรทุกวันทำเรื่อยมากระทั่งล้มป่วยหนักกลายเป็ผู้ป่วยติดเตียงอยู่ไม่นานก็จากไป
“แม่ภา” เขาเอ่ยเสียงทุ้มแววตาประกายวาวดังเจอสาวที่รอมานาน ไม่ต่างจากดวงตาคู่นั้นในวันแต่งงานเมื่อสี่สิบปีก่อนเลย
“คุณพ่อ..” แม่สุภาชะงักคำพูดเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่มีลูกๆอยู่ “พี่จิตรมารับน้องแล้วใช่มั้ยคะ” ไม่เพียงแค่เขาที่มีประกายดาวในดวงตา เธอเองก็เหมือนได้ย้อนกลับไปเป็สาววัยแรกรุ่น
คุณจิตรที่บัดนี้อยู่ในรูปลักษณ์ชายชราแต่ก็ยังหลงเหลือเค้าโครงความเข้มของชายชาติทหารสูงใหญ่กำยำอยู่บ้าง เขาส่ายหน้าน้อยๆแล้วเหลียวมองไปด้านขวามือ ั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบที่ตรงนั้นมีหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ห่างออกไปเกือบสี่เมตร แม่สุภาเห็นหน้าไม่ชัดแต่พอประมาณได้ว่าเธอคนนั้นอายุอยู่ในวัยกลางคนเกล้ามวยผมไว้ด้านหลังและสวมชุดขาวเหมือนแม่พราหมณี
เขาบีบมือเธอเบาๆเพื่อดึงความสนใจกลับมา “ช่วยเขาหน่อยนะแม่ภา เขาร้อนใจมาก”
“ช่วยอะไรคะ”
“เถอะนะ ช่วยเขาก่อนคนกันเองทั้งนั้น” คำขอจากคู่ชีวิตที่ไม่ค่อยจะคะยั้นคะยอขออะไรจากเธอ คราวนี้คงสำคัญมากจริงๆ
“ได้ค่ะ ได้ น้องจะช่วย แต่จะให้น้องช่วยเื่อะไรคะ” ในสภาพดวงจิตไร้ร่างกายเช่นนี้จะสามารถทำอะไรได้บ้างนะ แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร ทำไมพี่จิตรบอกว่าเป็คนกันเองไม่เห็นจะคุ้นหน้าเลย
คุณจิตรดึงแขนแม่ภาเข้ามาใกล้แล้วโอบเธอไว้แนบอก “ขอบใจมากแม่ภา คิดไว้ไม่ผิดว่าน้องต้องรับปากช่วย” อ้อมกอดของเขากระชับขึ้น “คนดีของพี่ พี่รักน้องที่สุดเลย” คำบอกรักประจำตัวคุณจิตรที่พร่ำบอกแม่สุภาั้แ่เช้าแรกของวันแต่งงานจนถึงเช้าสุดท้ายในวันที่เขาจากไป
“น้องก็รักพี่จิตรค่ะ” อ้อมกอดของคู่ชีวิตที่รอคอยจะได้พบกันมาแสนนานช่างยากเหลือเกินที่จะให้ปล่อยมือ
ลมเย็นเบาสบายพัดผ่านคู่สามีภรรยา ลมนั้นพัดมาต่อเนื่องไม่ขาดสายและเพิ่มความแรงจนแม่สุภาเซถลาหลุดจากอ้อมแขนสามี คุณจิตรคว้าข้อมือภรรยาแสนรักไว้ตามสัญชาตญาณ สายลมโหมแรงขึ้นไปอีกจนบาดผิวเหมือนมีเข็มเป็ล้านเล่มซัดมาพร้อมกับลมพายุลูกนั้น คุณจิตรรู้ดีว่าเมื่อเธอตกลงรับคำแล้วเขาก็ควรต้องปล่อยคนรักมิฉะนั้นอาจต้องมีใครเจ็บตัวมากไปกว่านี้
“แม่ภา!” เขาะโสู้ความดังของสายลม “ช่วยพวกเขาให้ได้นะ”
พายุลูกใหญ่กระหน่ำใส่ทั้งคู่ มือของพวกเขาเลื่อนไหลจากกันเหลือเพียงปลายนิ้วที่เกร็งเกี่ยวกันไว้ แม่สุภาพยายามเรียกชื่อสามีแต่เสียงของเธอไม่สามารถฝ่าลมไปถึงเขาได้ คุณจิตรรู้ดีว่าคงรั้งเธอได้เพียงเท่านี้
เขาใช้แรงฮึดสุดท้ายะโแหวกกระแสลมไปถึงคนรัก “ช่วยเขา...ก็ช่วยเราได้ด้วย”
แล้วพายุลูกนั้นก็หอบภรรยาเขาลับหายไป ยอดหญ้า ดอกไม้ ใบไม้บนพื้นกลับมานิ่งสงบดังก่อนหน้า